หย่าเฉิน การ์ l ཡ་ཆེན་སྒར་ l Yarchen Gar Monastery สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

ไปสัมผัสความศรัธาที่หย่าเฉิน การ์ เมื่อพูดถึงคงน้อยคนนักที่จะรู้จัก และไม่ง่ายเลยที่จะเดินทางไปถึง สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 2 แห่งนี้ รองลงมาจากลาลุงการ์ Larung Gar การจะเดินทางไปทั้ง 2 สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างลำบาก(ไม่ใช่เพียงเพราะการเดินทางแต่เป็นเรื่องของความอ่อนไหวของสถานที่ และความปลอดภัยที่ไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวแบบเรา) ก่อนอื่นจะขออนุญาติใช้คำง่ายๆเข้าใจได้ ในการเขียนบทความครั้งนี้นะคะ..

การเดินทางของเรา เริ่มจากการบินไปลงเมืองเฉิงตู(ที่คิดว่าใกล้ที่สุด) มณฑลเสฉวน จากนั้นใช้เวลานั่งรถบัสประจำทางเกือบสองวันเต็มๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว มาเริ่มออกเดินทางด้วยกันค่ะ…

ด้วยความที่ไฟล์บินกรุงเทพฯ-เฉิงตูเป็นตั๋วโปร ดังนั้นจะค่อนข้างงัวเงียกันหน่อย แลนด์ถึงสนามบินเฉิงตูตอนตี 2 การเดินทางมาจีนครั้งนี้บอกเลยว่าเป็นการเดินทางมาจีนครั้งแรกในชีวิต ยิ่งตอนมาถึงและผ่าน ตม.จีนนี่แอบหวั่นๆ เพราะไฟล์เป็นไฟล์ถึงตีสองผู้ร่วมเดินทางที่มาด้วยกันเป็นคนจีนเกือบทั้งหมด คนต่างชาติแทบจะไม่มี

ตม. หน้านิ่งมากคิดในใจเอาวะ กลัวไรเรามีวีซ่า ยิ้มสู้ ตม. พร้อมทักทายไปหนึ่งที Hello.. เงียบ บึ้ง ตึง รอยยิ้มที่มีหุบพับเก็บไปเลยจ้า ตรวจพาสปอร์ตอยู่นานเปิดแล้วเปิดอีก และเสียงที่น่าดีใจก็ดังขึ้น ปึ๊ง เสียงตราปั๊มจาาาา.. หนี่หาวววว เฉิงตู การเดินทางเริ่มแล้ว

น้องหมีแพนด้า สัญลักษณ์เมืองเฉิงตู

กว่าจะผ่าน ตม. รับกระเป๋าโน่นนี่ก็ตีสาม ณ สนามบินเฉิงตู ใช้ชีวิตที่สนามบินกันไป มิเป็นไรเพราะตั๋วมันถูกมว๊ากเราโอเค บรรยากาศสนามบินตอนที่สองไม่มีอะไรเปิดเลย อย่างเดียวที่ทำได้คือหาที่นอนรอเวลารถไฟเข้าเมืองวิ่งตอนหกโมง

ได้เวลาเข้าเมือง โอ๊วว มาย ก๊อด มากเจริญสุดๆ ซื้อตั๋วง่ายเหมือน MRT บ้านเรา 

ดูสิขนาดว่าตอนนี้เราอยู่ตู้ไหนของรถไฟก็มีบอก บอกแม้กระทั่งออกจากตู้ไหนถึงจะเจอบันไดขึ้น

เข้าเมืองเฉิงตูแล้วแต่ๆๆๆ…หลังจากนี้เป็นต้นไปจนถึงวันพรุ่งนี้เราจะนั่งรถยาวๆ ปลายทางคือเมือง Garze (น่าจะอ่านว่ากาจื่อ) และระหว่างทางจะเราจะแวะพักกันที่ Kangding (คังติ้ง) เดินหน้าอย่างมาดมั่นไปต่อคิวจองตั๋วมีเพียงแค่เราที่เป็นคนต่างชาติ ทุกสายตาจับจ้อง พร้อมกับบอกพนักงานขายตั๋วว่า กาจื่อ อยู่หลายที ตนสุดท้ายพนักงานบอกสั่นๆว่า พาสปอร์ต.. โอเค รอด

ได้รถบัสรอบ 10 โมง ซึ่งตอนนี้เช้ามากก..ระหว่างนี้ ก็ไปเดินเล่นหาอะไรกินรอบๆสถานีขนส่งก่อนละกัน

ที่สังเกตุได้ว่าเหมือนกันทุกที่คือการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ สถานีรถบัส จะต้องผ่านเครื่องสแกน ทั้งสัมภาระและคน หากเป็นแบ็กแพ็กเกอร์แบบเราๆทำใจเรื่องการถอดเข้าถอดออกได้เลยค่ะ โดยเฉพาะเทคนิคที่สะพายกระเป๋าเงินและพาสปอร์ตไว้ข้างในเสื้อแจ็กเก็ตเนี้ย

เช้าๆแบบนี้ จะเห็นร้านที่มีควันๆพุงออกมา และมีหม้อนึ่งอยู่หน้าร้านเต็มไปหมด ด้วยความหิว ด้วยความหน้ามืด เดินเข้าไปเลยคับ เรื่องกินนี่ถนัดไม่ต้องมีใครสอน ภาษาไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรื่องนี้ เดินเข้าไปในร้านแล้วไปชี้ๆที่โต๊ะข้างๆนั่งโซ้ยอยู่ ยกมือไป 1 พร้อมพูดว่า “อีเก้อ”

อิ่มแล้วยังมีเวลา ไปเดินเล่นมั่วๆไปเรื่อยๆ เจอตลาดสด ชมเมืองไป เหมือนทุกการเดินแต่ละก้าวมีสายตาขับจองอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวแหละตอนแรกจะเขินๆ สักพักเราก็จะชิน555

ได้เวลาแล้ว ขึ้นรถกัน ดูสิขนาดทางออกไปขึ้นชานชลายังดูมีระบบมีระเบียบ จากที่ก่อนมาคิดว่าการขึ้นรถสาธารณะน่าจะเป็นอะไรที่ยากที่สุด เพราะมีเรื่องภาษามาเกี่ยว และน่าจะเป็นปัญหาที่สุด แต่ไม่เลยกลายเป็นสะดวกที่สุดอาจจะเป็นเพราะเราเปรียบเทียบกับหมอชิตบ้านเราแหละมั้ง

ที่นี่คือก่อนถึงเวลาขึ้นรถเค้าจะประกาศพร้อมมีตัวหนังสือชื่อเมืองปลายทางตามที่เราซื้อตั๋วขึ้นมาบนจอ เราถึงจะเข้าไปชานชลาได้ เอาตั๋วมาแตะตรงช่องแตะเหมือน Bts บ้านเราแต่เป็นตั๋วกระดาษนะจ๊ะ เมื่อเข้าไปในชานชลา ตามหารถจากตัวหนังสือหน้ารถที่เป็นภาษาจีน 555 คนจีนที่นี่น่ารักเข้ามาประมาณว่าถามแหละว่าไปไหนๆ และแล้วเราก็ได้รถที่จะพาเราเดินทางไปเมือง กาจื่อ

ไม่รู้ว่าเพราะความสูงของเมืองนี้รึเปล่านะ ถุงขนมมันถึงบวมได้ทุกถุง

ด้วยความที่คิดว่านั่งรถนาน น้ำ นม ขนม ถุงอ๊วก สื่อบันเทิงต่างๆจะเตรียมมาให้พร้อม แต่ระหว่างทางเค้าจะมีแวะให้นะคะ ตามกฏหมาย 2 ชม. พักรถ 1 ครั้ง แต่ด้วยความที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเค้าจะทำตามกฏนี้รึเปล่า จึงทำให้เราไม่กล้ากินไรเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่น่าเบื่อแบบที่คิดนะ

จากที่ไม่กล้ากินอะไร ตอนนี้จะนั่งรถแบบสบายใจมากขึ้น

นี่ขนาดไม่กล้ากินนะ สตรีทฟู๊ดค่ะ จากจุดแวะพักรถ คิดซะว่านี่เป็นเบอเกอร์ไส้หอมแดง แครอท ถั่วงอกละกัน555 อร่อยแบบแปลกดีนะคะ

หน้าตารถที่นั่งมาจะประมาณนี้ค่ะ แวะอีกแล้ว แวะเติมน้ำมัน

ทุกครั้งที่แวะจะเกิดการสำรวจค่ะ สังเกตุได้ว่าทุกที่สาธารณะจะมีน้ำร้อนคอยบริการทุกคนที่ผ่านไปมาค่ะ คนที่นี่นิยมพกกระบอกน้ำร้อน และมีใบชาอยู่ข้างในค่ะ เจอกาน้ำร้อนแบบนี้ที่ไหนก็มาเทได้เลยค่ะ

นั่งรถไปสักพักจากวิวเมืองก็เริ่มกลายเป็นไม่มีบ้าน เริ่มเข้าสู่ภูเขา ทางก็จะเริ่มคดเคี้ยว สูงชัน และเล็กลงเรากับผู้ร่วมเดินทางคุยกันว่าอย่าให้เป็นแบบในรีวิวที่ดูมาเลยนะคะ(ขอบคุณข้อมูลจากรีวิว เนื่องจากมีการศึกษาเส้นทางนี้จากรีวิว) ในข้อมูลบอกว่ารถติดนานมาก ซึง….เราได้ตามรีวิวเปะเลย รถติด จอดสนิทจนออกมาคุยเล่นกันได้เลยซักพักใหญ่ๆเพราะมีการทำทางจึงต้องเบียงทางค่ะ

ระหว่างทางดูแผนที่ตลอด จนถึงเมืองแวะพัก Kangding จริงๆก็ไม่รู้หรอกค่ะ คนขับขึ้นมาบอก คนขับทำท่าทางนอนหลับ ไอ้เราก็เลยรู้ว่าออออ….ถึง คังติงแล้ว

(เพราะหาข้อมูลกันมาดี) และทำการจองที่พักไว้แล้วอยู่ข้างๆสถานีรถบัสนี่เอง

เก็บของเสร็จ ยังไม่มืดแน่นอน เดินเล่นคับในเมืองคังดิ้ง อันนี้ตื่นตาตื่อนใจสุดๆเราะเป็นเมืองที่โคตรเจริญที่ซุกอยู่ในเขาสูงรอบด้าน คือรอบด้านจริงๆ เดินไกลพอสมควรจากที่พัก บรรยากาศดีมากกก…

ไม่น่าเชื่อนี่มันฤดูที่ไม่น่าจะหนาวนะ นี่มันเดือน 5 แต่เอาจริงๆคือหนาวอุณภูมิประมาณสิบกว่าค่าาา…อาจจะด้วยเพราะมีฝนตกนิดๆ

ในเมืองนี้เรียกได้ว่ามีทุกอย่าง ร้านเบอเกอรี่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้าง ร้านอาหาร และความเย็น

ระหว่างทางเดินเล่นไปเรื่อยๆชิวๆ อากาศเย็นๆ

ร้านขายอาหารจะมีควันฟุ้งๆแบบนี้ยั่วยวนเรา..

ร้านขายเนื้อ ลองเดาดูนะคะว่าขายเนื้ออะไร

ยิ่งมืดยิ่งดูเจริญ และยิ่งหนาว ผู้คนออกมาเดินเล่นกันเต็มเลยค่ะ

มีแม่น้ำผ่านกลางเมืองที่มีร้านอาหาร ร้านค้าคึกคักทั้งสองฝั่งเลยค่ะ

ก่อนนอนปิดท้ายด้วย โยเกิร์ตพร้อมดื่มแสนอร่อย เข้มข้นมาก

ตรงลานกลางเมืองจะมีคนออกมาเต้นด้วยกันทั้งคนแก่ เด็ก วัยรุ่น เป็นอะไรที่ชอบมากก…

เดจาวูมาที่บนรถต่อ นั่งออกมาจากเมืองคังติ้งได้ไม่ถึง 5 นาที วิวอลังมาก ภูเขาลูกใหญ่สุดลูกหูลูกตา

และสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุดคือหิมะ เริ่มเห็นหิมะ ก่อนมาไม่คิดว่าจะได้เจอ

และตั้งแต่วินาทีนี้ก็จะเริ่มเห็นตัวหนังสือภาษาทิเบต เยอะแยะเต็มไปหมด หลับไม่ลงแล้วค่ะ

เริ่มเห็นตัวหนังสือทิเบตแล้วค่ะ

วิวนี้คือวิวจากจุดแวะพักเข้าห้องน้ำนะคะเนี้ย

สิ่งที่สามารถเห็นได้อยู่ตามที่ต่างๆโดยทั่วไปคือ ตัวจามรีค่ะ เอาจริงตัวใหญ่มากเลยนะคะ

ยิ่งวิวอลังมากเท่าไหร่เรายิ่งคิดไปเองว่าใกล้ถึงแล้วเท่านั้น

ทางคดเคี้ยวไปเรื่อยๆเพลินๆ

บอกแล้วว่าเราจะเห็นน้องจามรีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดทุกที่

เริ่มเห็นป้ายแล้วค่ะ น่าจะใกล้ถึงแล้ว อันนี้คำนวนจากเวลานั่งรถเอานะคะ

ใช้คำว่าสวยเปลืองมากตอนนี้

และแล้วการนั่งรถก็สิ้นสุดลง เราถึงเมืองกาจื่อแล้ว ตาโตมาก

ก็ดูวิวนี่สิคะ นี่มันสถานีรถบัสท่ามกลางภูเขาหิมะ ชัดๆ

โม้มาซะนาน บอกแพลนก่อนดีกว่า แพลนของเราคือจองที่พักไว้ที่เมืองกาจื่อนี่ 1 คืน ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่ใกล้ หย่าเฉินการ์ รวมถึงมีรถไปที่หย่าเฉินการ์ ความตั้งใจคือเราอยากที่จะไปพักที่หย่าเฉินการ์ 1 คืน ก่อนที่จะกลับมาพักที่เดิมคือกาจื่ออีกครั้ง แต่ด้วยความไม่แน่ใจว่าจะสามารถพักในเมืองที่มีแต่แม่ชี และพระได้หรือไม่ เราจึงมาข้อมูลหน้างานค่ะ

สอบถามกับที่พัก ได้ความว่าในหย่าเฉินการ์มีที่พักแต่ค่อนข้างลำบากไม่มีห้องน้ำ ไม่มีน้ำร้อน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ถ้าเป็นไปได้ไม่แนะนำ ให้พักให้กลับมาพักที่กาจื่อดีที่สุด เดินทางมาไกลขนาดนี้แล้ว เราจึงตัดสินใจกันว่าจะไปพักที่่นั่น 1 คืน

บอกก่อนว่าช่วงที่ไปนั้นเมืองกาจื่อได้มีการก่อสร้างทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ทำให้ตอนนี้ไฟดับทั้งเมืองจ้า เกสเฮาส์ที่จองไว้บอกว่าฉันไม่สามารถเปิดห้องได้เพราะไฟดับ แต่ไม่ต้องกังวลไฟจะมาตอนห้าโมง แค่นี้ก็สบายใจ ระหว่างนี้ไม่มีอะไรทำเจ้าของเกสเฮาส์ชวนไปเก็บผักมาทำอาหารเย็นกัน

มะ ไปก็ไปดีกว่านั่งว่าง

ไปถึงแค่นั้นแหละ โอ๊ววว..แปลงผักที่ข้างหลังเป็นเขาหิมะ คิดถูกมากที่ตัดสินใจมาด้วย

ระหว่างการเก็บผักได้มีโอกาสพูดคุยกันกับแขกของเกสเฮาส์ที่มาจากฮ่องกง ที่พึ่งไปหย่าเฉินมาเมื่อวานเองนางบอกว่าถ้าเราอยากไปพักมีเพียงโรงแรมเดียวเท่านั้นที่ดีที่สุด โอเคเราจะพักที่นี่กัน และนางยังบอกข้อแนะนำต่างให้ไม่ว่าจะเป็นในหย่าเฉินตรงกลางหมู่บ้าน จะเป็นที่พักของแม่ชีผู้ชายจะไม่สามารถเข้าได้ แต่ผู้หญิงเข้าได้

นักท่องเที่ยวต้องระวังตอนผ่านด่านก่อนเข้าสู่เมืองหย่าเฉิน ห้ามถ่ายรูปหรือถือกล้อง เพราะอาจจะถูกห้ามเข้าตัวเมืองได้ ห๊ะ..อันนี้เริ่มกังวล นางยังเล่าต่ออีกว่าด้วยความที่บริเวณนี้ค่อนข้างอ่อนไหวเนื่องจากกลุ่มเมืองฝั่งนี้เป็นฝั่งทิเบต ซึ่งตามที่เรารู้ๆกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนที่ไม่ค่อยดีนัก

รวมถึงไฮไลท์ของที่นี่คือพิธี “แร้งกินศพ” อาจจะฟังดูโหดร้าย แต่อยากให้เข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา เสมือนการนำร่างไร้วิญานไปต่อชีวิตของสัตว์เล็กๆหลายชีวิต เป็นการสร้างกุศลสุดท้ายของผู้เสียชีวิต…แน่นอนเราจะไม่พลาดแน่ 

“เคยไป ลาลุงก้าไหม” เราถาม นางบอกว่าไปมาแล้วแต่นางชอบที่หย่าเฉินมากกว่า ซึ่งแน่นอนนักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะเข้าไปได้แล้วเนื่องจากทางการจีนห้ามอย่างเข้มงวดที่คุณนักท่องเที่ยงฮ่องกงเข้าไปได้เนื่องจากว่าฮ่องกงเป็นอีกพาทหนึ่งของจีนนางจึงสามาถไปได้

อ้อ…เราลืมบอกไปว่าจริงๆแล้ว…ลาลุงก้าเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวครั้งนี้ของเรา การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้เพราะ 2 รูปนี้…

แต่ก่อนหน้าการเดินทางเพียงไม่กี่เดือน เราได้ข่าวการประกาศปิดเมืองลาลุงก้าจากรัฐบาลจีน ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าอย่างเด็ดขาด วินาทีนั้นฝันสลาย ซึ่งจองตั๋วเครื่องบินไปแล้ว เราได้พยายามหาข้อมูลและพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไปลาลุงก้าไห้ได้ การจะไปได้คือต้องใช้ในรูปแบบทัวร์ผี 555 มันก็คงเสี่ยงไปนะ 

หย่าเฉินจึงเป็นเป้าหมายใหม่ที่น่าสนใจไม่ต่างจากลาลุงก้า..

จากที่พักมาคิวรถที่จะไปหย่าเฉินไม่ไกลมาก เมื่อมาถึงเราจะถูกรุมโดยเหล่าคนขับรถแปลความหมายจากภาษากายได้ว่า ไปไหน? ไปเมืองไหน? ไปหย่าเฉินไหม? ไปลาลุงก้าไหม? ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจระบบการเรียกลูกค้าแบบนี้ของคนขับรถหรอก ใจร่มๆเดินเข้าไปนิ่งๆด้านในคิวรถพร้อมเลือมาซักคนที่ถูกชะตาและบอกเค้าว่า “หย่าเฉินมะ” คำเดียวแค่นั้นแหละเราถูกดึงตัวขึ้นรถ นั่งรวมๆกันกับพระค่ะ ตอนแรกเกร็งมาก

เหมือนๆเมืองที่ผ่านมาออกจากเมืองแป๊บเดียว ก็จะได้เห็นความอลังอีกแล้ว

วิวดี อยากนั่งข้างหน้าจัง

นังไปได้สักพักก็จะแวะพักกลางทาง คือกลางทางจริงๆนะ ไม่มีอะไรเลย มีแต่วิวเขาหินลูกใหญ่สุดลูกหูลูกตา รวมถึงต้องจอดให้ตัวจามรีข้ามถนนอยู่ตลอดเวลา

และแล้วสิ่งที่เรากังวลที่สุดมันก็มาถึง การผ่านด่านตรวจ…ตรงนี้ เค้าจะให้ลดกระจกลงแล้วก็ถามโน่นนี่แล้วก็มองมาที่เรานักท่องเที่ยวเพียง 2 คนบนรถ คนขับรับหน้าที่ตอบแทนทุกอย่าง แต่.. เค้าให้เราสองคนลงจากรถ พร้อมกับพูดๆๆๆๆๆ อะไรก็มิเข้าใจได้ ไม่ใช่ภาษจีนแน่ อาจจะเป็นภาษาทิเบต เราก็ด้วยความที่ทำการบ้านมาไม่ว่าเค้าจะพูดอะไรอย่าไปสนใจยื่นพาสปอร์ตไป จบ…

เจ้าหน้าที่ตรงด่านถือพาสปอร์ตไป ไอ้เราคิดในใจเอาล่ะ ไม่ใช่ละ เจ้าหน้าที่เอาพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ในห้อง ส่งต่อกันไปมาพูดคุยกัน อยู่นาน จนคนขับรถเดินมาตามสักพักยื่นพาสปอร์ตกลับมา คนขับพูดประมาณว่าปะไปกัน รอด เรารอดแล้ว..

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อถึงเมือง ให้อารมณ์เหมือนจตุรัสกลางเมือง เข้าเขตเมืองแล้วเมื่อมาถึงเราบอกชื่อโรงแรมที่ได้มาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเขียนให้ คนขับก็เข้าใจได้ไม่ยาก ในเมืองคนขับเหมือนวนรถไปส่งตามจุดต่างๆและเก็บเรานักท่องเที่ยวไว้เป็น 2 คนสุดท้าย

มาส่งถึงหน้าโรงแรม..ก่อนลาจากนางถามว่าพรุ่งนี้กลับกี่โมง ด้วยความที่เรากะเวลาไม่ถูกเราเลยบอกว่าไม่เป็นไรฉันจะหารถกลับเอง นางก็ทำท่าชี้ๆประมาณว่าคิวรถอยู่ตรงนั้นนะ เราก็โอเคแยกย้าย

อย่างแรกที่เราเลือกทำก่อนทุกอย่างคือการเข้าไปจองห้องเพื่อหาที่ซุกหัวนอนวันนี้ กับโรงแรมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองนี้แล้ว เป็นห้องพักที่ไม่มีห้องน้ำค่ะ ต้องมาใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งจะมีในทุกชั้นค่ะ ตอนเช็คอินก็ง่ายๆจ่ายตัง รับกุญแจ แต่ๆๆๆ..สิ่งที่เค้าให้พร้อมกับกุญแจคือกาน้ำร้อนอันใหญ่ ตอนแรกก็งงว่าให้มาทำไมแต่ก็อะ ยกขึ้นห้องมาค่า..

การสำรวจเมืองเริ่มขึ้น…

ที่นี่แดดแรงมาก ไม่แปลกใจที่เราจะชอบเห็นพระ หรือเด็กๆแก้มแดงๆ อากาศเมื่อตากแดดจะร้อนมาก เมื่ออยู่ในร่มจะหนาวมาก นี่ขนาดเรามาเดือน พ.ค. ที่จะต้องเป็นปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว 

อากาศโหดร้ายมาก เรามีแพลนว่าจะไปดูพิธีแรงกินศพให้ได้ตอนบ่าย 2 ด้งนั้นยังพอมีเวลาเราไปเดินเล่นกันเริ่มจากสำรวจเมืองจากจุดที่คิดว่าสูงที่สุดก่อน

เด็กน้อยวิ่งมาหา หน้าตาดูธรรมชาติสุดๆ

อันนีเ้น้องไม่ได้มาขออะไรนะคะ เราแบ่งให้น้องลองชิมลูกอมค่ะ

อันนี้เหมือนมานังกินข้าวกันค่ะ

ใกล้ถึงเวลาสำคัญแล้วแต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าพิธีแร้งกินศพนั้นอยู่ตรงไหน จึงเดินทางถามพระ พระก็ชี้ไปลานไกลๆเลย ในใจคิดเอาละวะ เดินไกลละ มองจากไกลไเราเห็นจุดๆดำๆ ในเวลานั้นยังไม่รู้ว่าอะไร ปะเดินไปดูกัน

อย่างที่บอกว่ากลางแดดร้อนมาก ระหว่างทางไปหาลานพิธี แทบจะเป็นลมไปหนึ่งที

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูก เราเห็นมีคนยืนมุงล้อมลานกันอยู่ และก็ได้รู้แล้วว่าจุดดำๆที่เห็นจากที่ไกลๆนั่นคืออีแร้ง ห๊ะ แร้งตัวใหญ่มากกกก….

วินาทีนั้นอยู่ดีๆก็ขาอ่อน ไม่รู้ว่ากลัวกับพิธี หรือเพราะความร้อน จนเกือบจะเป็นลมกันแน่…

 อาการดีขึ้นแล้วปะเข้าไปดูพิธีใกล้ๆกันค่ะ อย่างแรกที่รับรู้ได้คือกลิ่นคาวที่เตะจมูกอย่างชัดเจน ค่อยๆเดินเข้าไปอย่างสงบ.. ในพิธีนั้นจะมีคนที่คอยชำแหละศพให้กับพวกแร้งค่ะ ตอนแรกไม่กล้าเเข้าไปใกล้เพราะ….

ก็แร้งมันกินคนน่ะ ถ้ามันแยกเรากะศพไม่ออกแล้วกินเราล่ะ ตัวใหญ่เกิ้น

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่ารูปต่อไปอาจจะเป็นรูปที่ดูแล้วโหดร้าย ขอเตือนก่อนว่าหากทำใจไม่ได้ให้รีบเลื่อนผ่านเร็วๆนะคะ 

เราอยากให้มองว่ามันเป็นพิธีกรรมของอีกส่วนหนึ่งของโลกที่เราแทบจะไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย แต่อยากให้คนอ่านเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นส่งที่เป็นความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาที่เป็นเรื่องปกติของที่นี่ การที่คนเราออกไปเรียนรู้เห็นโลกที่ไกลขึ้น เพื่อความคิดที่กว้างขึ้น เห็นความแตกต่างของวัฒนธรรม ความเชื่อและศรัธาที่ต่างออกไป มันเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะเราอยากเรียนรู้จากความต่างนี้ค่ะ^^

คนที่คอยชำแหละศพให้แร้ง เราขอเรียกว่าสัปเหร่อแล้วกันนะ คุณสัปเหร่อเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ ไอเราก็เชื่อ แบบกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่มีใครเลยที่เข้าไปใกล้ คุณสัปเหร่อก็เรียกแค่เราสองคนเนี้ยไม่รู้ทำไม เอาวะมาขนาดนี้แล้ว เดินเข้าไปใกล้ที่ละนิดๆ คุณสัปเหร่อพูดอังกฤษได้นิดหน่อยถามว่าเรามาจากไหน พอได้ยินคำว่าไทยแลนด์แค่นั้นแหละ โชว์ให้ดูเลยจ้าาา.. ให้ทายว่าเค้าโชว์อะไร

โชว์แบบชักคะเย่อค่ะ พร้อมกับเสียงเค้าที่ตะโกนออกมาว่า Boxing Boxing ไอ้เราสองคนยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกเพราะเราเข้าใจว่ามันคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ ต้องวางตัวสงบรึเปล่า รึยังไง ซึ่งคุณสัปเหร่อก็ยัง Boxing Boxing ไม่หยุด เราก็เลยรู้สึกคลายความกังวล และวางตัวสบายๆมากขึ้น แต่ก็ยังคงความอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูกอยู่ดี จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่เข้าใจค่ะ

รูปอาจจะดูโหดร้ายนะคะ แต่ขออธิบายว่านาทีนั้นความมองว่ามันเป็นพิธีที่ดี มันคือการทำบุญอย่างหนึ่ง ดังนั้นผู้คนโดยรอบที่อยู่ตรงนั้น จึงไม่ได้มีใครที่เศร้า หรือโกรธเคืองเลย 

ได้เวลาเดินกลับ อันนี้น่าจะเป็นร้านล้างรถนะคะ

บรรยากาศที่หย่าเฉินแห่งนี้ค่ะ

พระขี่มอไซต์สำหรับเราแล้วแปลกตาสุดๆค่ะ

สังเกตุได้ว่าแทบจะไม่มีคน พระ หรือชีเลย นั่นก็เพราะตอนนี้เ็นเวลาที่เค้ากำลังสวดมนต์กันอยู่ตรงลานกลางเมืองที่เราเห็นกันตอนแรกค่ะ

อากาศดีมากๆจริงๆค่ะ

แม่ชีที่นี่ทำทุกอย่างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทำงานหนักแบกหาม ขายของ

การจะเดินไปตรงกลางเมืองด้านในโค้งน้ำได้ต้องเป็นผู้หญิงตามที่นักท่องเที่ยวบอกมานะคะ

เอาจริงๆตอนก่อนมาเราคิดว่าตรงนี้เป็นที่พักของพระ แต่ไม่เลยกลับกลายเป็นว่าของแม่ชี

ข้อระวังการจะถ่ายรูปพระหรือแม่ชี เค้าจะไม่ค่อยชอบนะคะ เค้าจะปิดหน้า หลบ หันหลัง ดังนั้นหากถ่ายรูปอาจจะต้องระวังตรงนี้ค่ะ ให้เกียรติเค้าหน่อย ตัวจามรีเต็มไปหมด เจอกันตลอดทริปแน่นอน

อันนี้ยืนดูซักพักเหมือนเค้าขายของค่ะ

อีกหนึ่งข้อสงสัยก่อนมา เราทายกันว่าอันนี้เป็นห้องน้ำของพระ แต่ในความจิรงแล้วเป็นที่นั่งสมาธิ เป็นที่พักของพระ และชีต่างหากค่ะ ถามว่าจะอยู่ได้ไงพอดีตัวเลย บอกเลยว่าอยู่ได้ค่ะ เห็นมาแล้วกับตา

หนึ่งสิ่งที่สังเกตุเห็นได้คือความเป็นธรรมชาติ หรือความเป็นเมืองพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกนี้คือ ความไม่มีอะไรเลย 

ไม่มีอะไรเลยจริงๆในเมืองแห่งนี้ มีเพียงความสงบบนที่ตั้งของเมืองที่อยู่ท่ามกลางเขาที่ห่างไกลจากเมืองสุดๆ จะมีก็เพียงแต่ร้านขายของเล็กๆ แค่นั้น…

เดินสำรวจมาจนถึงลานกลางเมือง

อันนี้จะเป็นช่วงที่ทุกคนทั้งชี และพระร่วมสวดมนต์กันค่ะ ตรงกลางเมือง ภาพนี้เห็นกับตานี่ขนลุกเลยค่ะ

เป็นภาพที่บรรยายความรู้สึกออกมาไม่ได้จริงๆค่ะตอนนั้น ให้ภาพเล่าเรื่องแล้วกันนะคะ

เริ่มเย็นแล้ว การสวดมนต์พึ่งเลิก ผู้คน พระ และแม่ชีต่างพากันเดินกลับ

เมื่อถึงเวลานี้เหมือนเป็นเวลาที่นัดรวมตัวนักท่องเที่ยว ทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีเพียงเราที่เป็นนักท่องเที่ยว ยังมีช่างภาพชาวจีนที่ถือกล้องเลนส์ยาวๆ มาพร้อมขาตั้งกล้องแบบเต็มเครื่องเพื่อมาถ่ายรูป และนักท่องเที่ยวคู่หญิงชายชาวญี่ปุ่น มีแค่เพียง 2 กลุ่มนักท่องเที่ยวแค่นี้จริงๆค่ะ^^

ข้างล่างนั่นที่เราลงไปเดินเลนกันมาไงคะ เดินลัดเลาะริมน้ำ ข้ามทั้ง 2 สะพานนั่นค่ะ

ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกเป็นช่วงที่บรรยากาศดีที่สุด เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นที่สุด

และแล้วพระอาทิตย์ก็ตก ที่น่าแปลกที่สุดคือ อากาศค่ะ ที่เคยบอกแต่ก่อนหน้าว่าอากาศโหด นั้นก็เพราะพอไม่มีพระอาทิตย์หนาวถึงสุดขั้วหัวใจ(หนาวแค่ไหนดูได้จากการแต่งตัวของคนในพื้นที่ค่ะ) เมื่อบวกกับลมที่ไม่รู้มมาจากไหนนักหนาแล้ว วิ่งค่ะวิ่งกลับที่พัก..

แต่..วิ่งยากมากเพราะ เหนื่อยกว่าปกติ อันนี้ไม่ได้คิดไปเองแน่นอนอาจจะเป็นเพราะที่นี่จะค่อนข้างสูงจากระดับน้ำทะเลมากทำให้ทุกการเคลื่อนไหวจะเหนื่อยกว่าปกติสองเท่าค่ะ สังเกตุได้จากถุงขนมทุกถุง บวมเต่งจนจะแตกอยู่แล้วค่า

สภาพอากาศแบบนี้ทำให้คิดถึงคำของนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเลยว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆทั้งนั้นแม้แต่โรงแรมที่ดีที่สุดในเมือง นึกขึ้นได้ว่าอากาศหนาวขนาดนี้คงไม่ต้องหวังให้ในห้องมีฮีตเตอร์หรอกนะ ดีนะที่เตรียมอุปกรณ์กันหนาวตัวหนากันมา..

เซอร์ไพรส์ ในห้องไม่มีฮีเตอร์ แต่ๆๆๆๆๆ….เตียงเป็นฮีตเตอร์จ้า 

คิวรถกลับเข้าเมืองกาจื่ออยู่หน้าโรงแรมนี่เองค่ะ และตึกสีขาวๆด้านนขวาของรูปนี่คือร้านขายของนะคะ มีทุกอย่างเลยค่ะ

ได้เวลากลับเข้าเมืองกาจื่นตอนสายๆ

บรรยากาศระหว่างทางขากลับค่ะ

มาถึงเมืองกาจื่อช่วงบ่าย ได้คำแนะนำจากเกสเฮาส์ว่าไปเดินเล่นที่วัดนี่สิใกล้ เดินออกไปตรงถนนก็เห็น…

เดินเล่นไปเรื่อยๆเพราะอากาศเย็นๆ ให้เวลาเดินไปอย่างช้าๆ..การเดินทางมาจีนครั้งแรกนี้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย

อันดับที่ 1 ยกให้เลย คือผู้คน ซึ่งผู้คนไม่เหมือนกับที่เราเคยเจอที่ไทย ไม่เหมือนที่เราเคยถูกเดินชนที่สนามบิน เค้าชอบคนไทยมากเมื่อถูกถามว่ามาจากไหน ทุกครั้งที่เค้าได้ยินคำว่า ไทยแลนด์ เค้ามักจะดีใจ สวมกอด หรือพูดว่า “มวยไทย” ผู้คนเค้าดีมากช่วยเหลือ ไถ่ถาม ทักทาย มองทุกการกระทำของนักท่องเที่ยวแบบเรา และยิ้มตาม คอยบอก คอยถามเวลาเรากินโน่นนี่ เหมือนลุ้นตามไปด้วยว่าเราจะกินได้ไหม แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องแต่เราสัมผัสถึงความจริงใจนั่นได้

 

ประเทศจีน ธรรมชาติยิ่งใหญ่มาก จะรู้สึกว่าตัวเราเล็กมากเมื่อยืนท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหน หมู่บ้านไหน มีความเป็นตัวของตัวเองสุดๆ

ภาษากาย ใช้ได้ทุกเมื่อ ไปจีนทั้งที่พูดจีน หรือภาษาทิเบตไม้ได้เลย ภาษากายล้วนๆ แต่ยังไม่มีอะไรผิดแผนเลยจากการเดินทางครั้งนี้ ทำให้เราคิดว่าบางทีเราไม่จำเป็นที่จะต้องคุยกันรู้เรื่องทุกอย่างก็ได้นะ ความพยายามที่จะสื่อกสารกันด้วยท่าทางบางทีก็อบอุ่นเหมือนกันนะ

การเดินทางโดยรถสาธารณะเป็นสิ่งเดียวที่กังวลสุดๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยกระทั่งอยู่นอกเมืองก็ตาม เพราะเค้ามีระบบที่ง่ายไม่ยุ่งยากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นจีนต่างจังหวัดอย่างแท้จริงแบบเราๆ ที่พูดได้เพราะลองมาหมดแล้ว แท็กซี่ ที่รถทุกคันเป็นแท๊กซี่ รถบัสที่ขึ้นจากสถานี ขึ้นจากกลางทางโดยการโบก รถไฟ ตุ๊กๆ หรือรถเหมาก็ตาม ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ยากคือสื่อทางด้วยภาษากายให้ได้ว่าจะไปไหน5555

เรื่องความอ่อนไหวของทิเบต กับจีน ที่ศึกษาก่อนมาเป็นแบบที่เราเข้าใจ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

อาหารการกิน คนที่ว่ากินง่ายๆก็พ่ายอาหารพื้นเมืองจีน แต่เรื่องการกินประสบการณ์จะสอนเราเอง วันหลังๆหากเราโหยหาอาหารไทย เราจะเปิดรูปอาหารที่อยากให้เค้าดูแล้วเค้าก็จะมีความน่ารักทำให้ค่ะ อันนี้หมายถึงเมนูใกล้เคียงกะอาหารไทยเช่น ข้าวผัด ผัดผักบุ้ง แกงจืด ผัดเห็ด ประมาณนี้ค่ะ

เราขอจบการเดินทางของเราก่อนเท่านี้ค่ะ ที่จริงแล้วเรามีเดินทางต่อจากกาจื่อ ไปอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปนี้คือ ซื่อกู่เหนียงซาน (สี่ดรุณี) Siguniang shan 四姑娘山

ติดตามได้นะคะ > ซื่อกู่เหนียงซาน (สี่ดรุณี) Siguniang shan 四姑娘山

……………………………………………..