FROM BEIJING TO SAIBERIA EP.1/3 ทริปสุดท้ายก่อนโควิด

“จากปักกิ่งถึงไซบีเรีย ทริปสุดท้ายก่อนโควิด” การนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย คงเป็นเส้นทางในฝันของใครหลายๆคน การที่จะเดินทางในเส้นทางนี้อาจจะไม่ได้ง่ายเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะสำหรับพนักงานประจำแบบเราๆ จริงไหมคะ ก็เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้มากพอสมควร ซึ่งสำหรับเราแล้วหากมีความกล้าพอที่จะเดินถือไปลาไปหาหัวหน้าแล้วล่ะก็ ลุยสิค่ะ…

การเดินทางครั้งนี้เราใช้เวลาทั้งหมดในการเดินทาง 12 วัน ผู้ร่วมเดินทาง 8 ชีวิต ปลายทางสิ้นสุดที่ทะเลสาบสาบน้ำจืดที่ลึก และเก่าแก่ที่สุดในโลก “ไบคาล Baikal” แพลนการเดินทางคร่าวๆคือบินลงปักกิ่ง เที่ยวปักกิ่ง 2 วัน นั่งรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย จากปักกิ่ง-อูลานบาตอร์(มองโกเลีย) เที่ยวมองโกเลีย 2 วัน นั่งรถไฟต่อจากอูลานบาตอร์(มองโกเลีย)-อีร์คุตสค์(รัสเซีย) *รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย เที่ยวทะเลสาบไบคาล 2 คืน บินกลับสุวรรณภูมิ เป็นไงคะแพลนการเดินทางแน่นสุดๆไปเลยใช่ไหมล่ะ…

เริ่มออกเดินทางไปด้วยกันค่ะ^^

เราบินจากสนามบินดอนเมือง โดยสายการบินแอร์เอเชีย Airasia ตอนบ่ายครึ่งไปยังเมืองปักกิ่ง (Beijing Capital City 北京) โดยที่ตัวเราเองพึ่งรู้ก่อนการเดินทางไม่นานว่าไฟล์ที่เราบินนั้นไม่ใช้ไฟล์บินตรง แต่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์(มาเลเซีย) ห๊ะ..อะไรนะ เห็นว่ามีบินตรงทั้งฉางซา, ฉงชิ่ง, คุณหมิง แต่ทำไมหนอ เมืองใหญ่อย่างปักกิ่งนั้นไม่มี ที่เอะใจก็เพราะตั๋วที่ได้บินตั้งแต่ 13.30 กว่าจะถึงปักกิ่งก็ตีหนึ่งของอีกวัน

เอะยังไง ปกติครั้งที่แล้วไปเฉิงตูไม่น่าเกิน 3 ชม. แต่นี่ปักกิ่งเหนือเฉิงตูไปไม่เยอะทำไมใช้เวลาเดินทางทั้งวัน ถึงบางอ้อตรงที่กัวลาลัมเปอร์ที่ไปเปลี่ยนเครื่องนั้นอยู่ข้างล่างไทยลงไปอีก โอ้วว..นั่นหมายถึงจากกรุงเทพไปปักกิ่งหายไปแล้ว 1 วัน

แลนด์ถึงปักกิ่งก็ตีหนึ่งกว่า เหล่าสมาชิกหาอะไรรองท้อง เตรียมหาที่ซุกหัวนอนที่สนามบินเพื่อรอรถไฟเข้าเมืองแต่เช้าค่ะ อันนี้คือภาพมื้อแรกของเราในปักกิ่งค่ะ ฝากท้องไว้กับอาหารมินิมาร์ทที่สนามบินค่ะ

จากสนามบินเราใช้การเดินทางโดยรถไฟฟ้าเข้าเมือง และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาที่เรามีอยู่น้อยนิด วันนี้เราจะฝากกระเป๋าไว้กับที่พักก่อน และออกไปเที่ยวนอกเมืองกันเลย

มีเรื่องเล่าประสบการณ์กระเป๋าแตกที่สายพาน ระหว่างรอรับกระเป๋ามีกระเป๋าผู้ร่วมทริปแตกจ้า จึงเดินไปหาเค้าเตอร์ตรงสายพานค่ะ(ยังไม่ผ่านศุลกากรออกไปข้างนอก) แจ้งเจ้าหน้าที่เค้าตรงนั้นเลย จากนั้นไม่นาน..เค้าให้กระเป๋าลากใบใหม่มาเลย ใหญ่กว่าเดิมค่าา..

ลากกระเป๋าไปที่พักแต่เช้าเลย

ช่วงเวลาที่เดินไปที่พักเป็นช่วงเวลาเช้า ผู้คนเดินสวนกันอยู่ตลอด สองข้างทางที่ผ่านมามีแต่ร้านขายซาลาเปาเต็มไปหมด ช่วงเวลาเช้าๆแบบนี้ทุกคนที่นี่ต้องรีบไปทำงานค่ะ จะดูค่อนข้างวุ่นวาย

จากสถานีมาที่พักเดินไกลใช้ได้ค่ะ แต่เราเลือกกันมาแล้วว่าเป็นที่พักเดียวที่ใกล้สถานีนี้ที่สุด และสภาพดีที่สุด เดินไกลและทุลักทุเลหน่อย เพราะทุกคนมีกระเป๋าใบโตอยู่ค่ะ ที่สำคัญสำหรับกระเป๋าที่เค้าให้จากการเคลมมาเพิ่มหนึ่งใบ ณ ตอนนี้เริ่มคิดว่าเป็นภาระแล้ว555

ที่พักเราเลือกพักที่เดิม 2 คืน ใกล้สถานีรถไฟ (Beijing Railway Station) เนื่องจากเราจะเดินทางต่อไปยังมองโกเลียโดยรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย (Trans Mongolian)

และมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินใกล้ๆเดินทางสะดวก สถานที่แรกไม่พ้นกำแพงเมืองจีน หนึ่งสัญลักษณ์ของปักกิ่ง ถ้าไม่เยือนก็จะเหมือนไปไม่ถึง บรรยากาศช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนนี่ก็ดีนะคะ รู้สึกเหมือนเมืองมีชีวิตชีวาดีค่ะ ^^

ก่อนมาเราเช็คข้อมูล พร้อมเตรียมการเดินทางมาอย่างดี แต่กว่าจะเลือกได้ว่าจะไปกำแพงเมืองจีนด่านไหนนั้นเป็นเรื่องยากที่สุดนั่นก็เพราะกำแพงเมืองจีนนั้นมีจุดไฮไลท์หลายจุด(ป้อมกำแพงเมือง) จะเรียกว่าด่าน ซึ่งแต่ละด่านจะอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปพอสมควร 1-2-3-4 ชั่วโมง

ยิ่งหาข้อมูล ก็จะยิ่งรู้ว่าด่านที่สวยๆ จะเป็นด่านที่ค่อนข้างไกลเมืองปักกิ่ง แต่เราต้องเผื่อเวลากลับด้วย เพราะช่วงที่เราเดินทางเป็นช่วงหน้าหนาวจะมืดเร็ว และหนาว อ้อ..เราลืมบอกไปว่าช่วงที่เดินทางเป็นช่วงปลายเดือน มกรา 2563 สำคัญที่สุดคือก่อนวันตรุษจีนเพียงไม่กี่วันอันนี้สำคัญอีกเรื่องเพราะทุกคนที่เรารู้จักต่างบอกว่าให้เลี่ยงการเดินทางช่วงนี้ แต่เราเลือกไม่ได้เพราะช่วงเวลาที่เราลาพักร้อนได้มันตรงช่วงนี้เท่านั้น เอาเป็นว่าลองสัมผัสประสบการณ์การเดินทางในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนในประเทศจีนสักครั้ง^^

การตัดสินใจจึงจบที่กำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu 慕田峪长城) ที่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งสัก 2 ชั่วโมงได้ค่ะ เหตุผลที่เลือกคือเป็นด่านที่สมบูรณ์ที่สุด วิวสวย เดินทางง่ายไม่ไกลจากตัวเมืองค่ะ

จากที่พักเราเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดิน หากมากันหลายๆคนเราแนะนำให้ซื้อเป็นบัตร IC Card เพื่อความรวดเร็ว ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะที่นี่ประชากรของเค้าเยอะมาก ส่วนใหญ่จะใช้การเดินทางโดยรถสาธารณะ ในแต่ละวินาทีคนเดินสวนไปสวนมาชุนละมุนสุดๆค่ะ ความหนาแน่นของผู้คนเหมือนสถานีสยามช่วงเช้าๆเลย แต่ระบบการขนส่งเค้าดีค่ะ เราไม่เคยได้ยืนรอรถไฟนานเลย สังเกตุได้จากคนที่ยืนรอคิวแต่ละสถานีแถวไม่เคยยาวเลยต่อให้คนเดินทางจะเยอะขนาดไหน นั่นก็เพราะมีรถไฟวิ่งมาตลอดค่ะ

 

อันนี้บรรยากาศหน้าสถานีค่ะ คนรอเข้าไปด้านในสถานียืนตากแดดคลายหนาว

บัตร IC เหมือนบัตร Rabbit ที่เติมเงินลงไปในบัตร และมีค่ามัดจำบัตร หากเราคืนบัตรก็สามารถรับเงินมัดจำคืนได้ ข้อดีคือ สะดวกง่าย รวดเร็ว มีส่วนลดสำหรับการขึ้นรถบัส ข้อเสียคือ จุดคืนบัตร จะไม่ได้มีทุกสถานีเหมือน BTS บ้านเรา จะมีเฉพาะสถานีใหญ่ๆค่ะ พอดีกับสถานีที่เราใช้สามารถคืนบัตรได้พอดีเลยค่ะ เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี ตงจื่อเหมิน (Dongzhimen 东直门) เพื่อที่จะไปต่อรถบัสสาย 916 ออกไปนอกเมือง

แต่รถบัสคันนี้ไม่ได้ไปถึงด่านมู่เทียนยวี่นะคะ ชมบรรยากาศข้างทางเพลินๆค่ะ ได้ฟิวช่วงตรุษจีนเลยค่ะ

ตอนแรกตั้งใจจะต่อแท๊กซี่ แต่พอดีมีคุณลุงขับรถรับจ้างมายื่นข้อเสนอรถแวน 1 คันนั่งได้ครบ 8 คนเลย ราคารับได้เราเลยตกลงค่ะ แต่ก็ต่อรองกันอยู่นานเพราะเราอยากทำเวลา เลยต่อรองราคาทั้งขาไป คุณลุงจะรอรับเรากลับมาส่งที่เดิมด้วยค่ะ

นั่งมาไม่นานสัก 15 นาทีได้ก็ถึงด่านมู่เทียนยวี่ จังหวะนี้สำคัญค่ะ เพราะตรงลานจอดรถที่คุณลุงพามาจอดอยู่ด้านนอกซึ่งตรงจุดนี้มีพนักงานนั่งขายตั๋วใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แนะนำตั๋วสำหรับเข้าด่านกำแพงเมืองจีน กลุ่มเรากังวลกันมากเพราะกลัวว่าหากซื้อจากตรงนี้กลัวว่าตั๋วจะใช้ไม่ได้ และกลัวว่าราคาจะแพงกว่า คุณขายตั๋วก็ยืนยันว่าทุกอย่างเหมือนกัน เดินไปเช็คตรงห้องขายตั๋วด้านในได้

เราตัดสินใจว่าจะไปซื้อตั๋วข้างใน แต่…คุณลุงคนขับรถจะไม่สามารถจอดรถเพื่อรอรับเราขากลับที่ลานได้ต้องเสียค่าที่จอดรถเพื่อรอเรา เอะ!! เหมือนบังคับเราซื้อตั๋วเค้านะ เอาก็เอาถ้าเค้าการันตีว่าตั๋วใช้ได้ ราคาเท่ากัน ฟังดูก็ไม่เสียหาย เลยตกลงซื้อตั๋วจากตรงนี้

จากบริเวณจุดจอดรถด้านนอก เดินข้ามถนนไปนิดเดียวก็จะถึง Information Center ค่ะ ตรงด้านหน้าจะมีห้องน้ำอยู่ค่ะ พอผ่านซุ้มประตูไปจะมีร้านค้าเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร และร้านขายพวกของที่ระลึกพวกหมวกไหมพรมหมีแพนด้า เสื้อผ้า ผ้าพันคอต่างๆค่ะ เราแนะนำว่าหากมีเวลาให้ทานอะไรจากตรงจุดนี้ไปก่อนนะคะ เพราะด้านบนกำแพงเมืองจีนนี่อาจจะใช้แรงเดินพอสมควรค่ะ ถึงเวลาขึ้นกำแพงเมืองแล้วค่ะ

ตั๋วที่กำแพงเมืองจีนพูดง่ายๆคือแบ่งเป็น 3 ส่วน

1. ค่าบัตรผ่านเข้าชม

2. ค่ารถ Shuttle bus (จากจุดจำหน่ายตั๋วเข้าไปยังบริเวณกำแพงเมืองจีน)

3. ค่าเดินทางอื่นๆเพิ่มเติม แบ่งเป็น 2 แบบคือ การขึ้นกระเช้า-ลงกระเช้า(Cable car) และการขึ้นกระเช้า(Cable car)-ลงสไลด์เดอร์(Toboggan) *อันนี้ต้องตัดสินใจให้ดีแต่แรกนะคะ เพราะตั๋วใช้ร่วมกันไม่ได้ค่ะ

จุดแรกคือการนั่งรถบัสเพื่อไปยังบริเวณกำแพงเมืองค่ะ เข้าไปต่อคิวได้เลย Shuttle bus จะเป็นแบบวนค่ะมาเป็นรอบๆ ยื่นตั๋วให้เค้าเจาะได้เลยค่ะ

นั่งรถขึ้นเนินมากหลายทีเหมือนกันค่ะ สองข้างทางก็จะมีหิมะนิดๆหน่อยๆ

ตรงจุดจอดรถบัส เดินขึ้นมาจะมาเจอแผนที่การเดินทางบริเวณกำแพงค่ะ

เราเลือกซื้อการเดินทางแบบ ขึ้นกระเช้า (Cable car) ลงสไลเดอร์ (Toboggan) กระเช้าที่ได้จะเป็นแบบห้อยขาค่ะ มีที่ล็อคตรงเอว ปลอดภัยสบายใจได้ นั่งได้ประมาณ 2 คนกำลังดีค่ะ

ตอนขึ้น-ลงกระเช้านี่จะตื่นเต้นหน่อยนะคะ เพราะตัวกระเช้าจะไม่ได้หยุดให้รอเราขึ้นลงแบบหยุดสนิทค่ะ เราจะต้องรีบกระโดดขึ้นลงตามจังหวะค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยจับตัวเราอารมณ์เหมือนจับตัวเราโยนขึ้นไปตรงที่นั่งน่ะค่ะ^^

บรรยากาศช่วงปลายเดือนมกราจะแห้งๆหน่อยค่ะ มีเขียวๆนิดๆ บวกกับความขาวๆของหิมะหากได้ตอนหิมะโปรยปรายนี่จะเยี่ยมมากเลยค่ะ

ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นมาจะเห็นเค้าเล่นสไลเดอร์ (Toboggan) กันอยู่ข้างล่างอย่างชัดเจนค่ะ ดูน่าสนุก

พอถึงด้านบนแล้วเราต้องเลือกให้ดีค่ะว่าจะไปทางซ้ายหรือขวา เพราะค่อนข้างเดินไกลอยู่นะคะ แถมเราต้องกลับมาที่เดิมเพื่อนั่งสไลเดอร์ขากลับลงไปค่ะ

อย่างแรกทำให้เราแปลกใจสุดๆเมื่อขึ้นมาถึงนั่นก็คือผู้คนน้อยมาก น้อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลยจากที่เช็คข้อมูลมาว่าช่วงใกล้ตรุษจีนนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะเยอะมากมหาศาล เลี่ยงได้ให้เลี่ยงแล้วทำไมเป็นเช่นนี้ล่ะ งง มาก

แต่ใจก็ก็คิดว่าดีแล้วจะได้ถ่ายรูปสวยๆ หารู้ไม่ว่ามีอะไรรอเราอยู่….

จากตรงนี้เราเดินเล่นไปเรื่อยๆค่ะ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

ดูความยาวไกลของกำแพงที่เห็นข้างหน้าสิคะ มองแล้วถอดใจ แต่วินาทีนั้นมีความรู้สึกทึ่งมากกค่ะ

ทึ่งที่ว่าสมัยนั้นเค้าสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ยังไงยิ่งใหญ่โตได้ขนาดนี้ คำถามนี้มีตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง

จนกระทั่งวินาทีนั้นก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าช่วงที่เค้าสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่นี้มันแลกมากับอะไรบ้างน้าาา….

พอมายืนตรงจุดนี้แล้ว…บรรยายความรู้สึกไม่ถูกจริงๆค่ะ

ได้เวลากลับลงไปข้างล่างโดยการนั่งสไลเดอร์ (Toboggan) ตอนแรกไม่คิดว่าจะอิน แต่ว่ามันดีค่ะ บอกเลยเพราะว่ารางสไลด์ยาวมากๆๆๆๆ บวกกับอากาศหนาวๆเย็นๆแล้วล่ะก็…

ที่นี่เค้าจะห้ามเหมือนๆกับที่อื่นๆนะคะ คือห้ามหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปขณะเล่น เราก็เลยถามคุณพนักงานหนึ่งทีว่าถ่ายวีดีโอล่ะ เค้าตอบ โน คุณพนักงานถามว่าเรามาจากไหน พอตอบว่าไทย เค้าพูดไทยใส่เลยน่าจะเจอชาวไทยมาเยอะ

ตรงจุดสิ้นสุดสิ้นสุดสไลเดอร์ก็คล้ายๆกับสถานที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไปคือ ขายรูปภาพที่เค้าลั่นชัตเตอร์ระหว่าที่เราสไลด์ลงมาค่ะ ตอนกระเช้าขาขึ้นก็เช่นเดียวกันค่ะ แต่ข้อดีของการที่มีผู้ร่วมเดินทางเยอะคือให้เพื่อนถ่าย ไม่เสียตัง^^

ลงมาถึงข้างล่างได้เวลานั่งรถเข้าเมืองปักกิ่งค่ะ กว่าจะกลับลงมาก็บ่ายแก่ เกือบเย็นแล้วแสงเริ่มหมดแล้ว

หวังฝูจิ่ง (Wangfujing 王府井) เป็นถนนที่คึกคักมากแม้กระทั่งยามค่ำคืนค่ะ มีร้านค้า ร้านแบรนด์เนม ร้านอาหาร ขนมของฝากเต็มไปหมด รวมถึงร้านสตรีทฟู๊ดค่ะ

มาถึงที่นี่เราคงที่จะพลาดไม่ได้กับการลิ้มลองชาบูหมาล่า ตอนสั่งอาหารนี่เป็นอะไรที่วุ่นวายสุดๆค่ะ เพราะภาษา และความเยอะของเครื่องชาบูต่างๆ แต่ไม่ใช่เรื่องยากชี้ค่ะ ชี้เอา..

หน้าตาจะประมาณนี้ค่ะ ซึ่งตรงข้างๆหม้อที่เป็นร่องใส่น้ำซุปจะลึกมากค่ะ ไม่ต้องเติมน้ำซุปเลย เติมแค่ครั้งแรกทีเดียวอิ่ม

เมื่อเราเริ่มอิ่มกันแล้วจังหวะที่หันไปมองโต๊ะอื่นๆรอบข้าง จึงพึ่งรู้ว่าเราเป็นโต๊ะเดียวที่ ยืนกิน นั่นก็เพราะโต๊ะก็สูง หม้อก็สูง เราก็เตี้ย ยืนค่ะสบายที่สุด

ไปเดินย่อยกัน บรรยากาศตอนหน้าหนาวนี่ดีนะคะ ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยเวลาเดินเล่น ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว นอกจากหนาว^^

เห็นควันๆ อุ่นๆแปลกๆพุ่งตัวเข้าไปค่ะ ทั้งๆที่ท้องอิ่มแล้ว อันนี้เป็นโยเกิร์ตร้อนค่ะ อร่อยดี หอมมากค่ะ แต่ออกแปลกๆเพราะพึ่งเคยกินโยเกิร์ตร้อนครั้งแรก

ตามจุดต่างๆจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ค่ะ ตามสไตล์เมืองจีนอะนะ ครั้งนี้มาพร้อมกับน้องหมาแสนดุดัน 555 (ดูจากหน้าดุดันไหมคะ) คือวินาทีนั้นทุกคนหนาวมากพอมองไปที่น้องหมาตำรวจไม่มีความรู้สึกหนาวใดๆ

หมดไปแล้วหนึ่งวัน เป็นวันที่เหนื่อยกันมากเพราะเดินทางนั่งเครื่องมาหนึ่งวันเต็มๆและออกไปเที่ยวนอกเมืองทั้งวัน พอกลับถึงห้องหลับเหมือนโดนทุบหัวเลยค่ะ พรุ่งนี้เช้าเราจะมีเวลาเที่ยวปักกิ่งอีกหนึ่งวันค่ะ

แพลนของวันนี้ คือพระราชวังฤดูร้อน > พระราชวังต้องห้าม > จตุรัสเทียนอันเหมิน > ถนนคนเดินเฉียนเหมิน เป็นไงล่ะคะ โปรแกรมแน่นมากวันนี้ แต่เราสู้ค่ะ เพราะได้กินอิ่มนอนอุ่นกันไปแล้ว หน้าตาทุกคนจะสดใสกว่าเมื่อวานเยอะ

ช่วงปลายมกราอุณภูมิช่วงที่ไปจะเป็นเลขตัวเดียวทุกวันเลยค่ะ และยิ่งวันนี้เที่ยวกันในเมืองเราเลยคิดว่าอากาศจะไม่หนาวมากเลยไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มมากนักค่ะ แต่เริ่มกังวลเมื่อขึ้นรถไฟฟ้ามาแล้วเจอการแต่งกายของคนที่นี่

พระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวน (Yiheyuan 颐和园) จะออกมาไกลหน่อยค่ะ นั่งรถไฟใต้ดินออกมาเกือบสุดสาย จากสถานีรถไฟสามารถเดินมาได้แต่ไกลหน่อยค่ะ พอมาถึงตรงจุดจำหน่ายตั๋วราคาจะมีหลายราคานะคะ ราคาจะมีทั้งแบบเหมา(คือเข้าได้หลายส่วนทั้งส่วนพิพิธภัณฑ์, และหอฝอเซียง Foxiangge 佛香阁; 佛香閣 และอื่นๆค่ะ) และราคาเฉพาะค่าเข้าอย่างเดียวก็มีค่ะ

เนื่องจากว่าด้านในจะพื้นที่ใหญ่โตมากเดินทั้งวันคงไม่หมด และเวลาที่เรามีนั้นค่อนข้างน้อย เราเลยเลือกเฉพาะเข้าพระราชวัง+ถนนตลาดซูโจว (Suzhoujie 苏州街) เราใช้วิธีเดินในพระราชวังแบบไม่มีจุดหมายค่ะ ใช้เซ้นส์ล้วนๆเลยค่ะ แบบประมาณว่าตรงโน่นสวย อะปะ ประมาณนี้ค่ะ

ถนนตลาดซูโจว (Suzhoujie 苏州街) อันนี้จะต้องใช้ตั๋วที่เราซื้อมาจากด้านหน้าด้วยนะคะ เราซื้อตั๋วโดยรวมค่าเข้าที่นี่แล้วค่ะ

หรือหากไม่ได้ซื้อมาจากข้างหน้าก็สามารถซื้อตั๋วจากตรงทางเข้าเมืองโบราณนี้ได้ด้วยเช่นเดียวกันค่ะ ช่วงที่ไปแม่น้ำข้างล่างเป็นน้ำแข็งหมดเลยค่ะ หนาวแค่ไหนให้รูปอธิบายนะคะ

เห็นที่เด็กๆกำลังเล่นกันอยู่ในลานน้ำแข็งไหมคะ ถ้าลงไปข้างล่างนั่นก็ต้องเสียตังอีกนะคะ

เก็บตังจุกจิกมากค่ะ พอรู้ว่าเสียตังเราก็เลยไม่ได้ลองกัน 555

จักรยานน้ำแข็งหลากสีสัน

จริงๆหากไม่อยากเสียตังค่าเข้าตรงจุดนี้สามารถมองจากด้านบนสะพานได้เลยค่ะ พื้นที่หมู่บ้านนี้ไม่ได้เยอะค่ะมองจากบนสะพานที่เห็นนี้ก็มองถึงครบทั้งหมู่บ้านแล้วค่ะ

แต่หากอยากลงมาถ่ายรูปใกล้ๆล่ะก็จะได้บรรยากาศไปอีกแบบค่ะ ออกจากตรงถนนตลาดซูโจวแล้วก็ไปเดินเล่นลัดเลาะไปตามทะเลสาบคุณหมิงค่ะ

ได้ยินชื่อไม่ผิดค่ะ ทะเลสาบคุณหมิงที่อยู่ที่ปักกิ่ง ระหว่างเดินเล่นจะรู้สึกได้ว่าทีนี่ค่อนข้างคึกคักมีผู้คนเยอะเลยค่ะ

นี่คือทะเลสาบจริงๆค่ะ มันหนาวจนเป็นน้ำแข็งเลย และตรงจุดที่กั้นรั้วเชือกนั่นก็ให้ลงไปเล่นในทะเลสาบได้ค่ะ แต่เสียตังนะ

ทะเลสาบแห่งนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาตินะคะ แต่เกิดจากการสรรสร้างของมนุษย์ค่ะ สวยอลังยิ่งใหญ่สุดๆไปเลย

พื้นที่พระราชวังฤดูร้อนนี้ด้านในค่อนข้างพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวจริงๆค่ะ มีทั้งห้องน้ำตามจุดต่างๆ และร้านสะดวกซื้อด้านในเลยค่ะ ทั้งที่ผู้คนเยอะขนาดนี้ก็สามารถรองรับได้ค่ะ

หอฝอเซียง Foxiangge 佛香阁; 佛香閣 ถ้าจะเข้าไปด้านในเพื่อขึ้นไปชมวิวจากมุมสูงบนหอฝอเชียงจะต้องซื้อตั๋วนะคะ แต่ด้วยเวลาเราไม่พอ เราจำเป็นต้องลาจากพระราชวังฤดูร้อนและรีบกลับเข้าเมืองเพื่อไปต่อยังพระราชวังต้องห้าม (Gugong 故宫)

ก่อนมาได้ศึกษาข้อมูลมาสำหรับมุมที่ถ่ายรูปให้เห็นพระราชวังค่ะ ณ ตอนนั้นเราเริ่มร้อนรนแล้วเพราะจะพระราชวังต้องห้ามใกล้ปิดแล้ว

เก็บบรรยากาศระหว่างทางมาฝากด้วยค่ะ อันนี้ร้านขายของข้างทางค่ะ^^

ไปทางไหนก็จะมีความเป็นจีนจริงๆนะคะ เห็นโคมแดงตลอดเวลา

เร่งฝีเท้าค่ะ เดินไกลด้วยสิ^^

บรรยากาศระหว่างทางเดินที่รีบเร่งก็จะประมาณนี้ค่ะ อันนี้เป็นเสื้อกันลมกันหนาวใส่ตอนขี่มอเตอร์ไซต์ หรือจักรยานค่ะ

จะเจอหิมะอยู่ข้างทางเรื่อยๆตลอดทางเพราะนี่ฤดูหนาวปักกิ่ง

การเร่งฝีเท้าไม่เป็นผล เราอดที่จะได้เข้าพระราชวังต้องห้ามค่ะ เพราะคำนวนเวลาแล้วยังไงก็ไม่ทันจึงเลือกที่จะไปชมพระราชวังต้องห้ามจากมุมสูง พร้อมกับชมพระอาทิตย์ตกแทน

สวนจิงซาน (Jingshan 景山公园) ค่าเข้าน่าจะซัก 2-3 หยวน(4-5 บาท)

การจะได้เห็นภาพพระราชวังต้องห้ามแบบเต็มๆตาอาจจะต้องใช้ความพยายามหน่อย เพราะต้องขึ้นบันไดหลายขั้นมากกว่าจะได้มาถึงมุมนี้

และต้องแข่งกับเวลาเพื่อที่จะขึ้นไปให้ทันพระอาทิตย์ตกค่ะ มิสชั่นคอมพรีททททท…

ช่วงเวลาตอนขึ้นมาเราต่างถอดเสื้อที่ละชั้นพอถึงบนสุดและเห็นวิวแค่นั้นแหละหนาวขึ้นมาเลย ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะลมแรงมว๊ากกก.. และวิวสวยมากจริงๆค่ะ

แต่วันนี้ยังไม่หมดวันได้เห็นพระราชวังต้องห้ามสมใจ เราไปต่อกันที่ จตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen 天安门) ซึ่งจะอยู่อีกด้านของพระราชวังค่ะ

จากตรงนี้เราจะให้การเดินทางโดยรถเมล์ค่ะ ซึ่งอาศัยถามชาวจีนว่ารถเมล์สายอะไรที่ผ่าน เค้าก็ชี้ที่หมายเลขรถบัสค่ะ อันนี้ง่ายไม่ยาก แต่…

เมื่อรถเมล์มาถึงรถเต็มค่าาา..แต่จะมีคุณลุงกระเป๋าตะโกนเรียกให้ขึ้น เอาก็เอาเบียดขึ้นไปให้ครบทั้ง 8 ให้ได้เท่านั้นพอ อืมมม..แน่นมากแทบจะกระดิกไม่ได้ค่ะ ข้อดีของการใช้บัตร IC ที่เราซื้อมาแค่แตะ ถ้ามาจ่ายตังทีละคนคงไม่ไหว เป็นช่วงเลิกงานพอดีค่ะรถติดใช้ได้เลย

จตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen 天安门) จุดอ่อนไหวจุดหนึ่งของปักกิ่ง

ตรงบริเวณนี้เราจะต้องผ่านการสแกนกระเป๋า ตรวจพาสปอร์ตสำหรับนั่งท่องเที่ยวค่ะ ค่อนข้างตรวจเข้มอยู่พอสมควรค่ะ พอพระอาทิตย์เริ่มใกล้ตกแล้วใครว่าในเมืองไม่หนาว อันนี้ไม่จริงค่ะ หนาวจับใจเพราะลมแรงมาก

ตอนที่เรามาถึงเป็นช่วงที่เค้ากำลังมีขบวนเอาธงลงพอดี ทำให้เราไม่สามารถข้ามไปยังลานจตุรัสตรงกลางถนน (ที่เห็นวิวตรงกลางรูปท่านประธานเหมา) ทุกจุดจะถูกกั้นไม่ให้ผ่าน รวมถึงถนนรถก็จะถูกกั้นไม่ให้วิ่งผ่านชั่วคราวค่ะ

ในทางกลับกันเราก็ดีใจที่ได้เห็นพิธีการเอาธงลง ดูขลัง ตื่นตาตื่นใจ จังหวะนั้นเหมือนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นพร้อมใจก็เงียบกริบเลยค่ะ

ตรงนี้อยู่ได้ไม่นานเพราะหนาวมาก สถานที่สุดท้ายสำหรับการเที่ยวปักกิ่งแบบรวบรัดจะเป็น

ถนนคนเดินเฉียนเหมิน (Qianmen 前门) อันนี้เรียกได้ว่าชอบที่สุดค่ะ เพราะเป็นถนนที่มีซอกซอยเยอะมาก มีร้านค้า ร้านอาหาร สตรทฟู๊ดเยอะแยะไปหมด

สีสันสวยงามสุดๆเต็มไปด้วยของกิน

โคมแดงงงง

พอไปถึงนี่คือละลานตา สมาชิกทั้ง 8 แตกแยกกันไปคนละทางตามสิ่งที่ตัวเองชอบเลยค่ะ 555

เริ่มจากซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าค่ะ ไปหาอะไรกินกัน ลุย

มาถึงปักกิ่ง ก็ต้องกินเป็ดปักกิ่ง เพื่อนบอกไว้

ตอนแรกคิดว่าอันเล็กๆที่ไหนได้ อันใหญ่มากเลย บอกได้ว่าม้วนเดียวอิ่ม

อันนี้อร่อยค่ะ เป็นเหมือนหมูสับผัดใส่ต้นหอมแล้วเอามาราดกับเส้นหมี่ค่ะ ออกจะมันๆเลี่ยนๆหน่อยนะคะ แต่อร่อยดี

ปลาหมึกย่างหมาล่า…อันนี้คนขายเค้าจะถามเลเวลความเผ็ดก่อนนะคะ

แนะนำเนื้อเสียบไม้อันนี้เด็ดจริง

ส่วนของหวานก็คงไม่พ้น ผลไม้สดเคลือบน้ำตาลค่ะ มีผลไม้หลายอย่างเลยนะคะ ทั้งสตรอเบอรี่ กีวี่ ส้มค่ะ

ช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นเต้าหู้เหม็นนนนน…แบบออริจินัลเลยนะเนี้ย พอเข้าปากปุ๊บ ลืมเต้าหู้เหม็นที่ทุกคนเคยเจอที่ไต้หวันไปเลยค่ะ อันนี้แหละของจริง^^

ขากลับพอดีเราเจอรถรางวิ่งมาตรงถนนเส้นกลางพอดีเลยค่ะ ตอนแรกนึกว่ารางอะไรอยู่บนถนน เฉลยให้แล้วค่ะ สำหรับ 2 วันที่ปักกิ่งตอนนี้….จบลงที่ค่ำคืนนี้ค่ะ

ต้องกลับที่พักเตรียมความพร้อมเก็บกระเป๋า เพื่อที่จะเดินทางไกลเพราะว่าวันพรุ่งนี้จะต้องไปขึ้นรถไฟแต่เช้าแปดโมงค่ะ เพื่อเดินทางจากปักกิ่ง-ไปอูลานบาตอร์ (มองโกเลีย) เราต้องไม่พลาด ทุกคนต้องท่องไว้ว่าเราจะไม่พลาดรถไฟเด็ดขาด เพราะถ้าพลาดแพลนทุกอย่างจะรวนหมดแน่นอน และรวมถึงราคาค่ารถไฟที่ไม่ธรรมดา เจ็ดพันกว่าบาท

ถามว่าราคานี้ทำไมไม่นั่งเครื่อง ราคานี้นั่งเครื่องสบายๆได้เลย ไม่ค่ะ ไม่ มันไม่ได้ฟิวส์ เพราะเรามาถึงนี่เพื่อมานั่งรถไฟสายทรานส์มองโกเลีย และทรานส์ไซบีเรีย ที่เป็นเส้นทางในฝันของเรานั่นเองค่ะ

ดังนั้นตีห้าทุกคนต้องพร้อม เช็คเอ้าท์ ที่ต้องเผื่อเวลาขนาดนี้เนื่องจากว่าเราไม่มีทางได้รู้เลยว่าจะสะดุดตรงไหนไหม ยิ่งการเดินจากที่พักมาสถานีรถไฟตอนตีห้าสภาพอากาศที่หนาวจัด สัมภาระ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าสัมภารกแสนรุงรัง รวมถึงความกลัวที่ 8 ชีวิตจะไม่มีอะไรกินบนรถไฟ ทุกคนพากันซื้อข้าวของเพื่อตุนไปกินบนรถไฟทั้งน้ำเป็นลิตรๆ ทิชชู ขนม มาม่า นม เยอะแยะเต็มไปหมด ที่จริงคือกลัวราคาแพงมากกว่า 555

หน้าสถานีตรงจุดนี้ไม่เคยหลับไหลเลยจริงๆ คึกคักอยู่ตลอดไม่เคยที่จะผ่านมาตรงนี้แล้วคนน้อยเลย ได้เวลาอันสมควรเดินต่อแถวกันเข้าไปเพื่อเช็คอินตั๋ว พร้อมโชว์พาสปอร์ต โดยความหวังว่าจะไม่มีอะไรเซอร์ไพร์เราตอนนี้นะ ความรู้สึกตอนนี้นั้น สำหรับสองวันที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การเรียกน้ำย่อย สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าต่างหากคือของจริง

การเดินทางที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วนับจากเวลานี้…..แล้วเจอกันบนรถไฟ Trans Mongolian >>

EP 2/3 >>> FROM BEIJING TO SAIBERIA EP. 2/3 ทริปสุดท้ายก่อนโควิด
(มองโกเลีย…ดินแดนแห่งที่ราบ และความหนาว)

 

 

 

 

 

เฉิงตู l Chengdu l 成都市 เฉิงตูไม่ได้มีแค่แพนด้า

การเดินทางครั้งที่แล้วจากเฉิงตู เริ่มต้นทริปที่ หย่าเฉิน การ์ l ཡ་ཆེན་སྒར་ l Yarchen Gar Monastery สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

และเดินทางต่อไปยัง 四姑娘山 l Siguniangshan l ซื่อกู่เหนียง

ถึงเวลาเข้าเมืองเฉิงตูแบบจริงๆจังๆแล้วเรามีเวลาเที่ยวเฉิงตู 2 วันเต็มๆ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เริ่มจากถนนโบราณจิ๋นหลี่ (Jinli 锦里古街) ถนนคนเดินโบราณนี้เป็นที่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าใครมาเฉิงตูนี้ก็จะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน

ถนนโบราณนี้เรียกได้ว่ามีทุกอย่าง ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบเราๆ ของกิน ร้านคาเฟ่สมัยใหม่ สตาร์บัค และคาเฟ่สมัยเก่า ร้านกาแฟ-ชา ร้านอาหาร สตรีทฟู๊ด ของฝากของที่ระลึก งานฝีมือ

รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและ ชาวจีนเองเยอะแยะเต็มไปหมดค่ะ

สังเกตุได้ว่าคนเดินจะเยอะหน่อยนะคะ

สิ่งล่อตาล่อใจที่สุดของที่นี่คือของกินค่ะ เยอะแยะมากมาย

แค่เมนูก็สนุกแล้ว..ดูสิคะ การสั่งก็ง่ายๆ เราแค่ใช้วิธีชี้ไปที่อันที่เราอยากกินเลยค่ะ ไม่ก็ชี้จากโต๊ะข้างๆที่เค้ากินกันอยู่ ^^

ร้านอาหารนี่มีแทบจะทุกแบบค่ะ ตกแต่งสวยงามตามท้องเรื่อง

เดินไปเดินมาทนกลิ่นหอมไม่ไหว ได้นี่มาค่ะ ปลาหมึกราดด้วยพริก และต้นหอม อร่อยเผ็ดๆหวานๆได้ใจ (แต่แอบแพง ราคาประมาณ 20 หยวนได้ค่ะ) แต่ไม่เป็นไรเนาะเรามาซื้อประสบการณ์

ข้างในจะมีสวนร่มรื่นค่ะ หาที่นั่งตามใจชอบได้เลย

เดินเล่นไปเรื่อยๆค่ะ เหนื่อยก็พัก มาจนถึงจุดนี้เป็นเหมือนที่ๆคนในเมืองนี้มพักผ่อนทำกิจกรรมกันค่ะ

มีเด็กๆมาวาดรูปด้วยนะคะ จากตรงนี้เราจะไปต่อที่ Tianfu Square 天府广场 จตุรัสเทียนฟู่ ค่ะซึ่งวันนี้เราจะเที่ยวเฉพาะในเมืองกันค่ะ แต่เนื่องจากตรงจุดนี้ระยะทางจะห่างจากสถานีรถไฟใต้ดินหน่อยค่ะ

ดูจากแผนที่แล้วค่อนข้างไกลเราจึงอยากใช้รถสาธารณะอื่นนอกจากรถไฟใต้ดิน เราเลยลองใช้บริการนี่ รถสามล้อค่ะ หน้าตาคล้ายรถเก๋งบวกกับตุ๊กๆ พอเข้าไปนั่งแล้วคันเล็กมากๆเลยค่ะ ถ่ายรูปแทบไม่ทัน^^

และแล้วเราก็มาถึง Tianfu Square 天府广场 เป็นลานจตุรัสใจกลางแยกใหญ่ของเมือง มีอนุสาวรีย์ท่านประธานเหมาอยู่เด่นชัดเลยค่ะ

ตรงจุดนี้จะมีผู้คนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ กันเยอะเลยค่ะ อากาศกำลังดีช่วงเย็น ทั้งเล่นสเก็ตบอร์ด นั่งพูดคุย รวมถึงถ่ายรูป

เริ่มมืดถ่ายรูปสวยเลย ที่สำคัญจตุรัสเทียนฟู่นี้มีใต้ดินค่ะ เหมือนห้างดีๆนี่เอง มีทั้ง Mcdonal Miniso Starbucks ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้าเต็มไปหมด

แน่นอนค่ะ จากตอนที่ผ่านๆมาเราอยู่นอกเมืองตอนนี้เราดูตื่นเมืองกันมาก เห็น Mcdonal ก็อยากกิน เอาเป็นว่าเราฝากท้องมื้อเย็นนี้กับที่นี่แล้วกันนะคะ

สำหรับราคาเราเริ่มรู้สึกว่าแพงไปซะทุกอย่าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะก่อนหน้าเราอยู่นอกเมืองค่าครองชีพก็จะถูกกว่าย่อมเป็นธรรมดา

จากนั้นเราจะเข้าที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจตุรัสเทียนฟู่ นั่งใต้ดินไปเพียง 1 สถานีเองค่ะ พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้นะคะ

เช้านี้ฝนตกปรอยๆ เรายังรู้สึกตื่นเมืองอยู่ลืมตาตื่นมาก็อยากกาแฟ หลังจากที่ไม่ได้เจอกาแฟมาหลายวัน

ขอเสพกาแฟสักหน่อย และร้านกาแฟที่น่าสนใจที่สุด ใกล้ที่สุดคือ Starbucks ย่านควานจ่าย Kuanzhai 宽窄巷子

มาถึงถนนควานจ่ายแล้วโอ้โห สไตล์คล้ายๆกับถนนคนเดินเมื่อวานค่ะ แต่ดีกว่าเงียบสงบ ฝนปรอยนิดๆได้บรรยากาศที่ต่างออกไปอีกแบบค่ะ

 

อันนี้น่าเดินค่ะ ตอนนี้ถือว่าอากาศเย็นเลยทีเดียว

และแล้วก็เจอร้านสตาร์บัคส์ อันนี้ชอบมากสาขานี้สวยค่ะ

วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เฉิงตู ดังนั้นแพลนของเราคือจะเที่ยวกันทั้งวัน จากนั้นจะเดินทางกลับไฟล์ตีสองค่ะ โดยที่จะฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนดึกๆค่อยกลับมาเอาค่ะ

เราตั้งใจจะไปเมืองโบราณลั่วไต้ Luodai Ancient Town 洛带古镇 เดินทางโดยรถบัสออกนอกเมืองเฉิงตูไปนิดหน่อยค่ะ ตอนนี้เริ่มไม่กังวลอะไรกับการเดินทางรถโดยสาธารณะในจีนแล้วค่ะ ยิ่งในเมืองนี่ไม่มีอะไรยากเลย

แต่ตอนอยู่บนรถบัสก็แอบกังวลอยู่เพราะไม่รู้ว่าถึงรึยัง บัสคล้ายๆกับเมืองอื่นๆที่ขึ้นจากข้างหน้าแล้วหยอดเงินลงในตู้ข้างๆคนขับรถ ระหว่างทางแต่ละจุดจอดต่างๆก็จะมีประกาศบนรถบัสว่าชื่อสถานีอะไร อันนี้ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ

มันยากตรงที่ชื่อสถานีที่ประกาศเป็นภาษาจีน ดังนั้นเราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ปรากฏว่าที่เราต้องลงเป็นสถานี Bus Terminal สถานีปลายทางนั่นเอง งั้นขากลับง่ายเลยที่นี้

ความยากอีกอย่างคือหาถนนโบราณนี่ค่ะ เหมือนว่าส่วนใหญ่คนที่มีที่นี่จะเป็นคนที่พักอยู่แถวนี้ หรือไม่ก็เป็นนักท่องเที่ยวค่ะ เพราะเมื่อมาถึงจะมีรถสามล้อมารอรับ และถามว่าไปไหน ซึ่งหนึ่งในสถานที่ๆคุณลุงถามคือ Luodai ค่ะ

เราหาข้อมูลมาแล้วว่าไม่ไกลดังนั้นเราจะเดินค่ะ ปัญหามันอยู่ตรงที่แผนที่ๆเราใช้มันพามาผิดทางค่ะเดินไปไกลมากสุดท้ายเลยใช้วิธีถามชาวบ้านค่ะ กลายเป็นว่าใกล้สถานีรถบัสนิดเดียว เราเดินกันไปตั้งไกล

ที่นี่พื้นที่ค่อนข้างใหญ่นะคะ จะเดินทั่วคงไม่ไหว แต่เอาจริงๆที่นี่่น่าเดินที่สุดแล้วอาจจะเป็นเพราะว่าคนเดินไม่เยอะ และบรรยากาศมีความโลคอลสุดๆค่ะประมาณว่ามีคุณลุง คุณป้านั่งขายผัก ผลไม้ กับพื้นกันเลย อันนี้เราเรียกว่าร้านขายขนมพริกค่ะ เพราะมีพริกกระป๋องแบบกินได้เลยด้วย ตอนชิมที่ร้านอร่อยดี ซื้อกลับมาไทยด้วยนะคะ มาถึงไทยแล้วไม่อร่อยเลยค่ะ

อันนี้ร้านเดียวกันเราเรียกว่าบราวนี่พริกค่ะ

ร้านของกินเต็มไปหมด ถนนโบราณ Luodai เค้าทำดีค่ะ ด้วยความที่พื้นที่ใหญ่จึงมีป้ายบอกตลอดว่าแต่ละทางปลายทางคืออะไร เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาเดินหลงค่ะ

ส่วนร้านนี้เค้าขายเสี่ยวหลงเปาค่ะ คนยืนรอซื้อเต็มหน้าร้านเลยค่ะ ทำให้เราสนใจขึ้นมาไม่รอช้าค่ะ ต่อแถว…

เป็นเสี่ยวหลงเปายักษ์ค่ะ ราคาไม่ธรรมดา 20 หยวนค่ะ (เงินไทยตอนนั้นก็ประมาณ 80 บาทค่ะ)

มาถึงนี่เราขอแนะนำพวกร้านทีขายไส้กรอกแบบข้างทางน่ะค่ะ แบบอันละ 1-2 หยวนค่ะ อร่อยมาก เค้าจะเอามาราดด้วยผงปรุงรสก่อนค่ะ หากมีโอกาสลองดูนะคะ

ร้านนี้ก็น่าสนใจทำกันให้เห็นสดๆเลยค่ะ

ทำออกมาแล้วหน้าตาประมาณนี้ค่ะ มันคล้ายๆกับเส้นบะหมี่ทอด ซึ่งไส้ข้างในเป็นหมูสับใส่ต้นหอมค่ะ พอทานได้ค่ะ แต่มันอมน้ำมันไปหน่อย

ที่สำคัญ มาถึงแล้วต้องไปคือ อันนี้ค่ะ หน้าตาด้านนอกเป็นแบบนี้ ส่วนด้านในเค้าทำดีมาก

ซึ่งที่นี่จะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บเรื่องราววัฒนธรรมและข้าวของเครื่องใช้ และบ้านเรือน ของชาวจีนโบราณ (Hakka culture)

รูปแบบด้านในสวยมากค่ะ ดูยิ่งใหญ่ มีคนใส่ชุดจีนโบราณมาถ่ายแบบที่นี่ด้วยนะคะ

ตอนเราไปพิพิธภัณฑ์ ห้องแสดงเค้าให้เราเข้าฟรีนะคะ

เราเดินเล่นกันไปเรื่อยๆ ที่เห็นชัดคือมีคนท้องถิ่นออกมาเดินเล่นเต็มไปหมดค่ะ

เหมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจค่ะ เด็กๆเต็มไปหมด

เหมือนที่บอกค่ะจะมีคนมาถ่ายรูปกับชุดจีนสมัยก่อนเยอะมากค่ะ

ส่วนอันนี้ตอนแรกเราไม่รู้ว่ามัคืออะไร พอนั่งดูเหตุการณ์ซักพัก เหมือนเป็นรถรับจ้างให้เด็กๆขี่เล่นค่ะ ดูการแต่งรถสิคะ แจ่มไหม

สังเกตุเห็นน้องหมีที่โดนผูกไว้หน้ารถสิคะ น่าสงสาร จากที่นี่เราไปต่อกันที่ใน“สยามของเฉิงตู” กลับเข้าเมืองกันอีกทีค่ะ

เดินทางมาที่นี่โดยรถไฟใต้ดิน พอโผล่ออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดินปุ๊บ โอ้โห…อิเซตันก็มา

เรารู้กันอยู่แล้วก่อนมาว่าที่นี่เปรียบเสมือนสยามของเมืองเฉิงตู แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ เห็นอะไรไกลๆที่ตึกขวามือไหมคะ เป็นแพนด้ายักษ์กำลังปีนป่ายตึกอยู่ค่ะ

รูปนี้น่าจะเห็นชัดค่ะ ปีนขึ้นไปจนเห็นแต่ตูดแพนด้ายักษ์ละค่ะ ผู้คนนี่ดูดีกันทุกคนเลยค่ะ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง

เราตัดสินใจกันว่าจะลองกินแบบอาหารที่ไปที่ไหนๆก็มี เลยตกลงไปที่ KFC เรามาดูกันว่า KFC ที่เฉิงตูจะเป็นยังไง

หืม..พูดถึงราคาก่อนอย่างแรก แพง(สำหรับเรา) อาจเป็นเราะที่นี่ค่าครองชีพค่อนข้างสูง เรายกตัวอย่างให้เห็นชัดนะคะ ปกติเรากิน KFC บ้านเรา ในราคาสองร้อยกว่าบาทเนี้ยจะอิ่มเลยสำหรับ 2 คน แต่นี่คือ ได้ไก่ป๊อบอันเล็ก มันบด น้ำ และไก่ทอด 2 ชิ้นเองค่ะ(บอกเลยไม่อิ่ม555)

หลังจากที่วันนี้เราออกมาตะลอนข้างนอกทั้งวันแล้วถึงเวลาพักผ่อนซักที แต่… วันนี้เราจะไม่มีที่พักเพราะเราต้องกลับไทยไฟล์ตีสอง

ดังนั้นเราเลยตัดสินใจกันว่าจะไปหาร้านกาแฟนั่งชิวๆกันแถวที่พักย่าน Kuanzhai เพราะวันนี้เราเที่ยวกันเต็มที่แล้ว จากความประทับใจในถนนสายนี้เมื่อเช้า เราได้กลับมาที่นี่อีกรอบ พอตกกลางคืนที่นี่เปลี่ยนไปค่ะ คนเยอะเต็มไปหมด เราสังเกตุได้ว่าคนที่นี่ชอบนั่งจิบชาคุยกัน ฟังเพลง เราเลยอยากลองดูบ้าง จัดไปค่ะ..

ได้เวลาอันสมควรแล้วนี่ก็สีทุ่มแล้ว ไปที่พักเพื่อเอากระเป๋าแล้วไปหาที่นอนสนามบินกันค่ะเมื่อถึงสนามบินก็จับจองหาที่นอนได้เลยค่ะ เดจาวูอีกครั้งนั่นเพราะเราเคยนอนมาแล้วครั้งนึ่งขามาไงคะ เราก็เลยมีประสบการณ์การนอนสนามบินแล้ว แต่ๆๆๆที่สำคัญก่อนกลับ.. แบงค์หยวน และเหรียญ เราต้องจัดการให้หมดค่ะ

ตามจริงที่ไทยสามารถรับแลกเงินหยวนทุกแบงค์ค่ะ ไม่จำกัดว่าแบงค์เล็กใหญ่ แต่ขอเพียงให้อยู่ในสภาพดี (เอาแบบง่ายๆคือแบงค์ที่เมือนพลาสติกลื่นๆน่ะค่ะ ไม่ใช่แบงค์กระดาษ) *อันนี้เราแลกกับ Xone นะคะ ส่วนเหรียญแน่นอนว่าใช้ให้หมดค่ะ ไม่ต้องเอากลับไทยค่ะ แลกคืนไม่ได้^^

สนามบินเฉิงตูพอถึงเที่ยงคืนร้านค้าจะเริ่มปิดแล้วค่ะ เราจะนอนพักเพื่อรอเวลาเช็คอิน และกลับไทยตอนตี 2 ค่ะ ถึงไทยก็แต่เช้า การเดินทางไฟล์แบบนี้ไม่แย่ค่ะ เวลาบินเราอาจจะเหนื่อยนะคะ แต่บอกว่าไฟล์บินแบบนี้ทำให้เรามีเวลาเที่ยวคุ้มค่ะ

การเดินทางมาจีนครั้งแรกของเราโดยเริ่มจากเส้นทางสุดทรหดนี้พอเรามานั่งนึกถึงทุกครั้ง เราจะคิดเสมอว่าไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาได้ไกลขนาดนี้…

การเดินทางครั้งนี้จบลงแล้วให้อะไรกับเราเยอะมาก ในที่ๆภาษาไม่ได้สำคัญอีกต่อไปหากเราต้องการจะสื่อสารกันจริงๆ

“เรารู้สึกตัวเล็กลงทุกครั้งที่ออกเดินทาง ให้รู้ว่าธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน”

 

 

หย่าเฉิน การ์ l ཡ་ཆེན་སྒར་ l Yarchen Gar Monastery สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

ไปสัมผัสความศรัธาที่หย่าเฉิน การ์ หรือยาเชน การ์ เมื่อพูดถึงคงน้อยคนนักที่จะรู้จัก และไม่ง่ายเลยที่จะเดินทางไปถึง สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 2 แห่งนี้ เป็นรองจากลาลุงการ์ Larung Gar การจะเดินทางไปทั้ง 2 สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างลำบาก(ไม่ใช่เพียงเพราะการเดินทางแต่เป็นเรื่องของความอ่อนไหวของสถานที่ และความปลอดภัยที่ไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวแบบเรา) ก่อนอื่นจะขออนุญาติใช้คำง่ายๆเข้าใจได้ ในการเขียนบทความครั้งนี้นะคะ..^^

การเดินทางของเรา เริ่มจากการบินไปลงเมืองเฉิงตู(ที่คิดว่าใกล้ที่สุด) มณฑลเสฉวน จากนั้นใช้เวลานั่งรถบัสประจำทางเกือบสองวันเต็มๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว มาเริ่มออกเดินทางด้วยกันค่ะ…

ด้วยความที่ไฟล์บินกรุงเทพฯ-เฉิงตูเป็นตั๋วโปร ดังนั้นจะค่อนข้างงัวเงียกันหน่อย แลนด์ถึงสนามบินเฉิงตูตอนตี 2 การเดินทางมาจีนครั้งนี้บอกเลยว่าเป็นการเดินทางมาจีนครั้งแรกในชีวิต ยิ่งตอนมาถึงและผ่าน ตม.จีนนี่เราแอบหวั่นๆ เพราะไฟล์เป็นไฟล์ถึงตีสองผู้ร่วมเดินทางที่มาด้วยกันเป็นคนจีนเกือบทั้งหมด คนต่างชาติแทบจะไม่มี

ตม. หน้านิ่งมากคิดในใจเอาวะ กลัวไรเรามีวีซ่า ยิ้มสู้ ตม. พร้อมทักทายไปหนึ่งที Hello.. เงียบ บึ้ง ตึง รอยยิ้มที่มีหุบพับเก็บไปเลยจ้า ตรวจพาสปอร์ตอยู่นานเปิดแล้วเปิดอีก และเสียงที่น่าดีใจก็ดังขึ้น ปึ๊ง! เสียงตราปั๊มจาาาา.. หนี่หาวววว เฉิงตู การเดินทางเริ่มแล้ว

น้องหมีแพนด้า สัญลักษณ์เมืองเฉิงตู

กว่าจะผ่าน ตม. รับกระเป๋าโน่นนี่ก็ตีสาม ณ สนามบินเฉิงตู ใช้ชีวิตที่สนามบินกันไป มิเป็นไรเพราะตั๋วมันถูกมว๊ากเราโอเค บรรยากาศสนามบินตอนตีสองไม่มีอะไรเปิดเลย อย่างเดียวที่ทำได้คือหาที่นอนรอเวลารถไฟเข้าเมืองวิ่งตอนหกโมง

ได้เวลาเข้าเมือง โอ๊วว มาย ก๊อด มากเจริญสุดๆ ซื้อตั๋วง่ายเหมือน MRT บ้านเรา

ดูสิขนาดว่าตอนนี้เราอยู่ตู้ไหนของรถไฟก็มีบอก บอกแม้กระทั่งออกจากตู้ไหนถึงจะเจอบันไดขึ้น

เข้าเมืองเฉิงตูแล้วแต่ๆๆๆ…หลังจากนี้เป็นต้นไปจนถึงวันพรุ่งนี้เราจะนั่งรถยาวๆ ปลายทางคือเมือง Garze (น่าจะอ่านว่ากาจื่อ) และระหว่างทางจะเราจะแวะพักกันที่ Kangding (คังติ้ง) เดินหน้าอย่างมาดมั่นไปต่อคิวจองตั๋วมีเพียงแค่เราที่เป็นคนต่างชาติ ทุกสายตาจับจ้อง พร้อมกับบอกพนักงานขายตั๋วว่า “กาจื่อ” อยู่หลายที จนสุดท้ายพนักงานบอกสั่นๆว่า พาสปอร์ต.. โอเค! รอด

ได้รถบัสรอบ 10 โมง ซึ่งตอนนี้เช้ามากก..ระหว่างนี้ ก็ไปเดินเล่นหาอะไรกินรอบๆสถานีขนส่งก่อนละกัน

ที่สังเกตุได้ว่าเหมือนกันทุกที่คือการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ สถานีรถบัส จะต้องผ่านเครื่องสแกน ทั้งสัมภาระและคน หากเป็นแบ็กแพ็กเกอร์แบบเราๆทำใจเรื่องการถอดเข้าถอดออกได้เลยค่ะ โดยเฉพาะเทคนิค(เพื่อความปลอดภัย) ที่สะพายกระเป๋าเงินและพาสปอร์ตไว้ข้างในเสื้อแจ็กเก็ตเนี้ย

เช้าๆแบบนี้ จะเห็นร้านที่มีควันๆพุงออกมา และมีหม้อนึ่งอยู่หน้าร้านเต็มไปหมด ด้วยความหิว ด้วยความหน้ามืด เดินเข้าไปเลยคับ เรื่องกินนี่ถนัดไม่ต้องมีใครสอน ภาษาไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรื่องนี้ เดินเข้าไปในร้านแล้วไปชี้ๆที่โต๊ะข้างๆนั่งโซ้ยอยู่ ยกมือไป 1 พร้อมพูดว่า “อีเก้อ”

อิ่มแล้วยังมีเวลา ไปเดินเล่นมั่วๆไปเรื่อยๆ เจอตลาดสด ชมเมืองไป เหมือนทุกการเดินแต่ละก้าวมีสายตาขับจองอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวแหละตอนแรกจะเขินๆ สักพักเราก็จะชิน555

ได้เวลาแล้ว ขึ้นรถกัน ดูสิขนาดทางออกไปขึ้นชานชลายังดูมีระบบมีระเบียบ จากที่ก่อนมาคิดว่าการขึ้นรถสาธารณะน่าจะเป็นอะไรที่ยากที่สุด เพราะมีเรื่องภาษามาเกี่ยว และน่าจะเป็นปัญหาที่สุด แต่ไม่เลยกลายเป็นสะดวกที่สุดอาจจะเป็นเพราะเราเปรียบเทียบกับหมอชิตบ้านเราแหละมั้ง

ที่นี่คือก่อนถึงเวลาขึ้นรถเค้าจะประกาศพร้อมมีตัวหนังสือชื่อเมืองปลายทางตามที่เราซื้อตั๋วขึ้นมาบนจอ เราถึงจะเข้าไปตรงชานชลาได้ เอาตั๋วมาแตะบาร์โค้ดแต่เป็นตั๋วกระดาษนะจ๊ะ เมื่อเข้าไปในชานชลา ตามหารถจากตัวหนังสือหน้ารถที่เป็นภาษาจีน 555 คนจีนที่นี่น่ารักเข้ามาประมาณว่าถามแหละว่าไปไหนๆ และแล้วเราก็ได้รถที่จะพาเราเดินทางไปเมือง กาจื่อ

ไม่รู้ว่าเพราะความสูงของเมืองนี้รึเปล่านะ ถุงขนมมันถึงบวมได้ทุกถุง

ความที่คิดว่านั่งรถนาน น้ำ ขนม ถุงอ้วก สื่อบันเทิงต่างๆจะเตรียมมาให้พร้อมใช้ไม่ได้นะคะ เพราะระหว่างทางเค้าจะมีแวะให้ ตามกฏหมาย 2 ชม. พักรถ 1 ครั้ง แต่ด้วยความที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเค้าจะทำตามกฏนี้รึเปล่า จึงทำให้เราไม่กล้ากินไรเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่น่าเบื่อแบบที่คิดนะคะ

จากที่ไม่กล้ากินอะไร ตอนนี้จะนั่งรถแบบสบายใจมากขึ้น

นี่ขนาดไม่กล้ากินนะ สตรีทฟู๊ดค่ะ จากจุดแวะพักรถ คิดซะว่านี่เป็นเบอเกอร์ไส้หอมแดง แครอท ถั่วงอกละกัน555 อร่อยแบบแปลกดีนะคะ

หน้าตารถที่นั่งมาจะประมาณนี้ค่ะ แวะอีกแล้ว ตอนนี้แวะเติมน้ำมัน

ทุกครั้งที่แวะจะเกิดการสำรวจค่ะ สังเกตุได้ว่าทุกที่สาธารณะจะมีน้ำร้อนคอยบริการทุกคนที่ผ่านไปมาค่ะ คนที่นี่นิยมพกกระบอกน้ำร้อน และมีใบชาอยู่ข้างในค่ะ เจอกาน้ำร้อนแบบนี้ที่ไหนก็มาเทได้เลยค่ะ

นั่งรถไปสักพักจากวิวเมืองก็เริ่มกลายเป็นไม่มีบ้าน เริ่มเข้าสู่ภูเขา ทางก็จะเริ่มคดเคี้ยว สูงชัน และเล็กลงเรากับผู้ร่วมเดินทางคุยกันว่าอย่าให้เป็นแบบในรีวิวที่ดูมาเลยนะคะ(ขอบคุณข้อมูลจากรีวิว เนื่องจากมีการศึกษาเส้นทางนี้จากรีวิว) ในข้อมูลบอกว่ารถติดนานมาก ซึง….เราได้ตามรีวิวเปะเลย รถติด จอดสนิทจนออกมาคุยเล่นกันได้เลยซักพักใหญ่ๆเพราะมีการทำทางข้างหน้าจึงต้องเบียงทางค่ะ

ระหว่างทางดูแผนที่ตลอด จนถึงเมืองแวะพัก Kangding จริงๆก็ไม่รู้หรอกค่ะ คนขับขึ้นมาบอก คนขับทำท่าทางนอนหลับ ไอ้เราก็เลยรู้ว่าออออ….ถึง คังติงแล้ว

(เพราะหาข้อมูลกันมาดี) จึงทำการจองที่พักไว้แล้วอยู่ข้างๆสถานีรถบัสนี่เองค่ะ

เก็บของเสร็จ ยังไม่มืดแน่นอน ไปเดินเล่นในเมืองคังติงกันค่ะ อันนี้ตื่นตาตื่อนใจสุดๆเราะเป็นเมืองที่โคตรเจริญที่ซุกอยู่ในเขาสูงรอบด้าน คือรอบด้านจริงๆ 360 องศาเลย เดินไกลพอสมควรจากที่พัก บรรยากาศดีมากกก…

ไม่น่าเชื่อนี่มันฤดูที่ไม่น่าจะหนาวนะ เพราะนี่เดือน 5 แต่เอาจริงๆคือหนาวอุณภูมิประมาณสิบกว่าค่าาา…อาจจะด้วยเพราะมีฝนตกนิดๆ

ในเมืองนี้เรียกได้ว่ามีทุกอย่าง ร้านเบเกอรี่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้าง ร้านอาหาร และความหนาว

ระหว่างทางเดินเล่นไปเรื่อยๆชิวๆ อากาศเย็นๆ

ร้านขายอาหารจะมีควันฟุ้งๆแบบนี้ยั่วยวนเราตลอด…

ร้านขายเนื้อ ลองเดาดูนะคะว่าขายเนื้ออะไร

ยิ่งมืดยิ่งดูเจริญ และยิ่งหนาว แต่ก็นะผู้คนออกมาเดินเล่นกันเต็มเลยค่ะ

มีแม่น้ำผ่านกลางเมือง มีร้านอาหาร ร้านค้าคึกคักทั้งสองฝั่งเลยค่ะ

ตรงลานกลางเมืองจะมีคนออกมาเต้นด้วยกันทั้งคนแก่ เด็ก วัยรุ่น เป็นอะไรที่ชอบมากก…

ก่อนนอนปิดท้ายด้วย โยเกิร์ตพร้อมดื่มแสนอร่อย เข้มข้นมาก.

.

เดจาวูมาที่บนรถต่อ นั่งออกมาจากเมืองคังติงได้ไม่ถึง 5 นาที วิวอลังมาก ภูเขาลูกใหญ่สุดลูกหูลูกตา

และสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นที่สุดคือหิมะ เริ่มเห็นหิมะ ซึ่งก่อนมาไม่คิดว่าจะได้เจอ

และตั้งแต่วินาทีนี้ก็จะเริ่มเห็นตัวหนังสือภาษาทิเบต เยอะแยะเต็มไปหมด หลับไม่ลงแล้วค่ะ

เห็นตัวหนังสือทิเบตไกลๆนั่นไหมคะ^^

วิวนี้คือวิวจากจุดแวะพักเข้าห้องน้ำนะคะเนี้ย เรามาทราบทีหลังว่าวัดนนี้ชื่อวัด Tagong ค่ะ

สิ่งที่สามารถเห็นได้อยู่ตามที่ต่างๆโดยทั่วไปคือ ตัวจามรีค่ะ เอาจริงตัวใหญ่มากเลยนะคะ

ยิ่งวิวอลังมากเท่าไหร่เรายิ่งคิดไปเองว่าใกล้ถึงแล้วเท่านั้น

ทางคดเคี้ยวไปเรื่อยๆเพลินๆ

บอกแล้วว่าเราจะได้เห็นน้องจามรีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดทุกที่

เริ่มเห็นป้ายแล้วค่ะ เดาว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว อันนี้คำนวนจากเวลานั่งรถเอานะคะ

ใช้คำว่าสวยเปลืองมากตอนนี้

และแล้วการนั่งรถก็สิ้นสุดลง เราถึงเมืองกาจื่อแล้ว ตาโตมาก

ก็ดูวิวนี่สิคะ นี่มันสถานีรถบัสท่ามกลางภูเขาหิมะ ชัดๆ

โม้มาซะนาน บอกแพลนก่อนดีกว่า แพลนของเราคือจองที่พักไว้ที่เมืองกาจื่อนี่ 2 คืน ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่ใกล้ หย่าเฉินการ์ รวมถึงมีรถไปที่หย่าเฉินการ์ ความตั้งใจคือเราอยากที่จะไปพักที่หย่าเฉินการ์ 1 คืน ก่อนที่จะกลับมาพักที่เดิมคือกาจื่ออีกครั้ง แต่ด้วยความไม่แน่ใจว่าจะสามารถพักในเมืองที่มีแต่แม่ชี และพระได้หรือไม่ เราจึงมาข้อมูลหน้างานค่ะ

สอบถามกับที่พัก ได้ความว่าในหย่าเฉินการ์มีที่พักแต่ค่อนข้างลำบากไม่มีห้องน้ำ ไม่มีน้ำร้อน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ถ้าเป็นไปได้ไม่แนะนำ ให้พักให้กลับมาพักที่กาจื่อดีที่สุด เราเดินทางมาไกลขนาดนี้แล้ว เราจึงตัดสินใจกันว่าจะไปพักที่่นั่น 1 คืน

บอกก่อนว่าช่วงที่ไปนั้นเมืองกาจื่อได้มีการก่อสร้างทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า ทำให้ตอนนี้ไฟดับทั้งเมืองจ้า เกสเฮาส์ที่จองไว้บอกว่าฉันไม่สามารถเปิดห้องได้เพราะไฟดับ แต่ไม่ต้องกังวลไฟจะมาตอนห้าโมง แค่นี้ก็สบายใจ ระหว่างนี้ไม่มีอะไรทำเจ้าของเกสเฮาส์ชวนไปเก็บผักมาทำอาหารเย็นกัน

มะ ไปก็ไปดีกว่านั่งว่าง

ไปถึงแค่นั้นแหละ โอ๊ววว..แปลงผักที่ข้างหลังเป็นเขาหิมะ คิดถูกมากที่ตัดสินใจมาด้วย

ระหว่างการเก็บผักได้มีโอกาสพูดคุยกันกับแขกของเกสเฮาส์ที่มาจากฮ่องกง ที่พึ่งไปหย่าเฉินมาเมื่อวานเองนางบอกว่าถ้าเราอยากไปพักมีเพียงโรงแรมเดียวเท่านั้นที่ดีที่สุด โอเคเราจะพักที่นี่กัน และนางยังบอกข้อแนะนำต่างให้ไม่ว่าจะเป็นในหย่าเฉินตรงกลางหมู่บ้าน จะเป็นที่พักของแม่ชีผู้ชายจะไม่สามารถเข้าได้ แต่ผู้หญิงเข้าได้

นักท่องเที่ยวต้องระวังตอนผ่านด่านก่อนเข้าสู่เมืองหย่าเฉิน ห้ามถ่ายรูปหรือถือกล้อง เพราะอาจจะถูกห้ามเข้าตัวเมืองได้ ห๊ะ..อันนี้เริ่มกังวล นางยังเล่าต่ออีกว่าด้วยความที่บริเวณนี้ค่อนข้างอ่อนไหวเนื่องจากกลุ่มเมืองฝั่งนี้เป็นฝั่งทิเบต ซึ่งตามที่เรารู้ๆกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนที่ไม่ค่อยดีนัก

รวมถึงไฮไลท์ของที่นี่คือพิธี “แร้งกินศพ” อาจจะฟังดูโหดร้าย แต่อยากให้เข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา เสมือนการนำร่างไร้วิญานไปต่อชีวิตของสัตว์เล็กๆหลายชีวิต เป็นการสร้างกุศลสุดท้ายของผู้เสียชีวิต…แน่นอนเราจะไม่พลาดแน่

“เคยไป ลาลุงก้าไหม” เราถาม นางบอกว่าไปมาแล้วแต่นางชอบที่หย่าเฉินมากกว่า ซึ่งแน่นอนนักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะเข้าไปได้แล้วเนื่องจากทางการจีนห้ามอย่างเข้มงวดที่คุณนักท่องเที่ยงฮ่องกงเข้าไปได้เนื่องจากว่าฮ่องกงเป็นอีกพาทหนึ่งของจีนนางจึงสามาถไปได้

อ้อ…เราลืมบอกไปว่าจริงๆแล้ว…ลาลุงก้าเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวครั้งนี้ของเรา การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้เพราะ 2 รูปนี้…

แต่ก่อนหน้าการเดินทางเพียงไม่กี่เดือน เราได้ข่าวการประกาศปิดเมืองลาลุงก้าจากรัฐบาลจีน ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าอย่างเด็ดขาด วินาทีนั้นฝันสลาย ซึ่งจองตั๋วเครื่องบินไปแล้ว เราได้พยายามหาข้อมูลและพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไปลาลุงก้าไห้ได้ การจะไปได้คือต้องใช้ในรูปแบบทัวร์ผี 555 มันก็คงเสี่ยงไปนะ

หย่าเฉินจึงเป็นเป้าหมายใหม่ที่น่าสนใจไม่ต่างจากลาลุงก้า..

จากที่พักมาคิวรถที่จะไปหย่าเฉินไม่ไกลมาก เมื่อมาถึงเราจะถูกรุมโดยเหล่าคนขับรถแปลความหมายจากภาษากายได้ว่า ไปไหน? ไปเมืองไหน? ไปหย่าเฉินไหม? ไปลาลุงก้าไหม? ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจระบบการเรียกลูกค้าแบบนี้ของคนขับรถหรอก ใจร่มๆเดินเข้าไปนิ่งๆด้านในคิวรถพร้อมเลือมาซักคนที่ถูกชะตาและบอกเค้าว่า “หย่าเฉินมะ” คำเดียวแค่นั้นแหละเราถูกดึงตัวขึ้นรถ นั่งรวมๆกันกับพระค่ะ ตอนแรกเกร็งมาก

เหมือนๆเมืองที่ผ่านมาออกจากเมืองแป๊บเดียว ก็จะได้เห็นความอลังอีกแล้ว

วิวดี อยากนั่งข้างหน้าจัง

นังไปได้สักพักก็จะแวะพักกลางทาง คือกลางทางจริงๆนะ ไม่มีอะไรเลย มีแต่วิวเขาหินลูกใหญ่สุดลูกหูลูกตา รวมถึงต้องจอดให้ตัวจามรีข้ามถนนอยู่ตลอดเวลา

และแล้วสิ่งที่เรากังวลที่สุดมันก็มาถึง การผ่านด่านตรวจ…ตรงนี้ เค้าจะให้ลดกระจกลงแล้วก็ถามโน่นนี่แล้วก็มองมาที่เรานักท่องเที่ยวเพียง 2 คนบนรถ คนขับรับหน้าที่ตอบแทนทุกอย่าง แต่.. เค้าให้เราสองคนลงจากรถ พร้อมกับพูดๆๆๆๆๆ อะไรก็มิเข้าใจได้ ไม่ใช่ภาษจีนแน่ อาจจะเป็นภาษาทิเบต เราก็ด้วยความที่ทำการบ้านมาไม่ว่าเค้าจะพูดอะไรอย่าไปสนใจยื่นพาสปอร์ตไป จบ…

เจ้าหน้าที่ตรงด่านถือพาสปอร์ตไป ไอ้เราคิดในใจเอาล่ะ ไม่ใช่ละ เจ้าหน้าที่เอาพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ในห้อง ส่งต่อกันไปมาพูดคุยกัน อยู่นาน จนคนขับรถเดินมาตามสักพักยื่นพาสปอร์ตกลับมา คนขับพูดประมาณว่าปะไปกัน รอด เรารอดแล้ว..

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อถึงเมือง ให้อารมณ์เหมือนจตุรัสกลางเมือง เข้าเขตเมืองแล้วเมื่อมาถึงเราบอกชื่อโรงแรมที่ได้มาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเขียนให้ คนขับก็เข้าใจได้ไม่ยาก ในเมืองคนขับเหมือนวนรถไปส่งตามจุดต่างๆและเก็บเรานักท่องเที่ยวไว้เป็น 2 คนสุดท้าย

มาส่งถึงหน้าโรงแรม..ก่อนลาจากนางถามว่าพรุ่งนี้กลับกี่โมง ด้วยความที่เรากะเวลาไม่ถูกเราเลยบอกว่าไม่เป็นไรฉันจะหารถกลับเอง นางก็ทำท่าชี้ๆประมาณว่าคิวรถอยู่ตรงนั้นนะ เราก็โอเคแยกย้าย

อย่างแรกที่เราเลือกทำก่อนทุกอย่างคือการเข้าไปจองห้องเพื่อหาที่ซุกหัวนอนวันนี้ กับโรงแรมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองนี้แล้ว เป็นห้องพักที่ไม่มีห้องน้ำค่ะ ต้องมาใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งจะมีในทุกชั้นค่ะ ตอนเช็คอินก็ง่ายๆจ่ายตัง รับกุญแจ แต่ๆๆๆ..สิ่งที่เค้าให้พร้อมกับกุญแจคือกาน้ำร้อนอันใหญ่ ตอนแรกก็งงว่าให้มาทำไมแต่ก็อะ ยกขึ้นห้องมาค่า..

การสำรวจเมืองเริ่มขึ้น…

ที่นี่แดดแรงมาก ไม่แปลกใจที่เราจะชอบเห็นพระ หรือเด็กๆแก้มแดงๆ อากาศเมื่อตากแดดจะร้อนมาก เมื่ออยู่ในร่มจะหนาวมาก นี่ขนาดเรามาเดือน พ.ค. ที่จะต้องเป็นปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว

อากาศโหดร้ายมาก เรามีแพลนว่าจะไปดูพิธีแรงกินศพให้ได้ตอนบ่าย 2 ด้งนั้นยังพอมีเวลาเราไปเดินเล่นกันเริ่มจากสำรวจเมืองจากจุดที่คิดว่าสูงที่สุดก่อน

เด็กน้อยวิ่งมาหา หน้าตาดูธรรมชาติสุดๆ

อันนี้น้องไม่ได้มาขออะไรนะคะ เราแบ่งให้น้องลองชิมลูกอมค่ะ

อันนี้เหมือนมานังกินข้าวกันค่ะ

ใกล้ถึงเวลาสำคัญแล้วแต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าพิธีแร้งกินศพนั้นอยู่ตรงไหน จึงเดินทางถามพระ พระก็ชี้ไปลานไกลๆเลย ในใจคิดเอาละวะ เดินไกลละ มองจากไกลไเราเห็นจุดๆดำๆ ในเวลานั้นยังไม่รู้ว่าอะไร ปะเดินไปดูกัน

อย่างที่บอกว่ากลางแดดร้อนมาก ระหว่างทางไปหาลานพิธี แทบจะเป็นลมไปหนึ่งที

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูก เราเห็นมีคนยืนมุงล้อมลานกันอยู่ และก็ได้รู้แล้วว่าจุดดำๆที่เห็นจากที่ไกลๆนั่นคืออีแร้ง ห๊ะ แร้งตัวใหญ่มากกกก….

วินาทีนั้นอยู่ดีๆก็ขาอ่อน ไม่รู้ว่ากลัวกับพิธี หรือเพราะความร้อน จนเกือบจะเป็นลมกันแน่…

อาการดีขึ้นแล้วปะเข้าไปดูพิธีใกล้ๆกันค่ะ อย่างแรกที่รับรู้ได้คือกลิ่นคาวที่เตะจมูกอย่างชัดเจน ค่อยๆเดินเข้าไปอย่างสงบ.. ในพิธีนั้นจะมีคนที่คอยชำแหละศพให้กับพวกแร้งค่ะ ตอนแรกไม่กล้าเเข้าไปใกล้เพราะ….

ก็แร้งมันกินคนน่ะ ถ้ามันแยกเรากะศพไม่ออกแล้วกินเราล่ะ ตัวใหญ่เกิ้น

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่ารูปต่อไปอาจจะเป็นรูปที่ดูแล้วโหดร้าย ขอเตือนก่อนว่าหากทำใจไม่ได้ให้รีบเลื่อนผ่านเร็วๆนะคะ

เราอยากให้มองว่ามันเป็นพิธีกรรมของอีกส่วนหนึ่งของโลกที่เราแทบจะไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย แต่อยากให้คนอ่านเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นส่งที่เป็นความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาที่เป็นเรื่องปกติของที่นี่ การที่คนเราออกไปเรียนรู้เห็นโลกที่ไกลขึ้น เพื่อความคิดที่กว้างขึ้น เห็นความแตกต่างของวัฒนธรรม ความเชื่อและศรัธาที่ต่างออกไป มันเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะเราอยากเรียนรู้จากความต่างนี้ค่ะ^^

คนที่คอยชำแหละศพให้แร้ง เราขอเรียกว่าสัปเหร่อแล้วกันนะ คุณสัปเหร่อเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ ไอเราก็เชื่อ แบบกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่มีใครเลยที่เข้าไปใกล้ คุณสัปเหร่อก็เรียกแค่เราสองคนเนี้ยไม่รู้ทำไม เอาวะมาขนาดนี้แล้ว เดินเข้าไปใกล้ที่ละนิดๆ คุณสัปเหร่อพูดอังกฤษได้นิดหน่อยถามว่าเรามาจากไหน พอได้ยินคำว่าไทยแลนด์แค่นั้นแหละ โชว์ให้ดูเลยจ้าาา.. ให้ทายว่าเค้าโชว์อะไร

โชว์แบบชักคะเย่อค่ะ พร้อมกับเสียงเค้าที่ตะโกนออกมาว่า Boxing Boxing ไอ้เราสองคนยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกเพราะเราเข้าใจว่ามันคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ ต้องวางตัวสงบรึเปล่า รึยังไง ซึ่งคุณสัปเหร่อก็ยัง Boxing Boxing ไม่หยุด เราก็เลยรู้สึกคลายความกังวล และวางตัวสบายๆมากขึ้น แต่ก็ยังคงความอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูกอยู่ดี จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่เข้าใจค่ะ

รูปอาจจะดูโหดร้ายนะคะ แต่ขออธิบายว่านาทีนั้นความมองว่ามันเป็นพิธีที่ดี มันคือการทำบุญอย่างหนึ่ง ดังนั้นผู้คนโดยรอบที่อยู่ตรงนั้น จึงไม่ได้มีใครที่เศร้า หรือโกรธเคืองเลย

ได้เวลาเดินกลับ อันนี้น่าจะเป็นร้านล้างรถนะคะ

บรรยากาศที่หย่าเฉินแห่งนี้ค่ะ

พระขี่มอไซต์สำหรับเราแล้วแปลกตาสุดๆค่ะ

สังเกตุได้ว่าแทบจะไม่มีคน พระ หรือชีเลย นั่นก็เพราะตอนนี้เ็นเวลาที่เค้ากำลังสวดมนต์กันอยู่ตรงลานกลางเมืองที่เราเห็นกันตอนแรกค่ะ

อากาศดีมากๆจริงๆค่ะ

แม่ชีที่นี่ทำทุกอย่างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทำงานหนักแบกหาม ขายของ

การจะเดินไปตรงกลางเมืองด้านในโค้งน้ำได้ต้องเป็นผู้หญิงตามที่นักท่องเที่ยวบอกมานะคะ

เอาจริงๆตอนก่อนมาเราคิดว่าตรงนี้เป็นที่พักของพระ แต่ไม่เลยกลับกลายเป็นว่าของแม่ชี

ข้อระวังการจะถ่ายรูปพระหรือแม่ชี เค้าจะไม่ค่อยชอบนะคะ เค้าจะปิดหน้า หลบ หันหลัง ดังนั้นหากถ่ายรูปอาจจะต้องระวังตรงนี้ค่ะ ให้เกียรติเค้าหน่อย ตัวจามรีเต็มไปหมด เจอกันตลอดทริปแน่นอน

อันนี้ยืนดูซักพักเหมือนเค้าขายของค่ะ

อีกหนึ่งข้อสงสัยก่อนมา เราทายกันว่าอันนี้เป็นห้องน้ำของพระ แต่ในความจิรงแล้วเป็นที่นั่งสมาธิ เป็นที่พักของพระ และชีต่างหากค่ะ ถามว่าจะอยู่ได้ไงพอดีตัวเลย บอกเลยว่าอยู่ได้ค่ะ เห็นมาแล้วกับตา

หนึ่งสิ่งที่สังเกตุเห็นได้คือความเป็นธรรมชาติ หรือความเป็นเมืองพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกนี้คือ ความไม่มีอะไรเลย

ไม่มีอะไรเลยจริงๆในเมืองแห่งนี้ มีเพียงความสงบบนที่ตั้งของเมืองที่อยู่ท่ามกลางเขาที่ห่างไกลจากเมืองสุดๆ จะมีก็เพียงแต่ร้านขายของเล็กๆ แค่นั้น…

เดินสำรวจมาจนถึงลานกลางเมือง

อันนี้จะเป็นช่วงที่ทุกคนทั้งชี และพระร่วมสวดมนต์กันค่ะ ตรงกลางเมือง ภาพนี้เห็นกับตานี่ขนลุกเลยค่ะ

เป็นภาพที่บรรยายความรู้สึกออกมาไม่ได้จริงๆค่ะตอนนั้น ให้ภาพเล่าเรื่องแล้วกันนะคะ

เริ่มเย็นแล้ว การสวดมนต์พึ่งเลิก ผู้คน พระ และแม่ชีต่างพากันเดินกลับ

เมื่อถึงเวลานี้เหมือนเป็นเวลาที่นัดรวมตัวนักท่องเที่ยว ทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีเพียงเราที่เป็นนักท่องเที่ยว ยังมีช่างภาพชาวจีนที่ถือกล้องเลนส์ยาวๆ มาพร้อมขาตั้งกล้องแบบเต็มเครื่องเพื่อมาถ่ายรูป และนักท่องเที่ยวคู่หญิงชายชาวญี่ปุ่น มีแค่เพียง 2 กลุ่มนักท่องเที่ยวแค่นี้จริงๆค่ะ^^

ข้างล่างนั่นที่เราลงไปเดินเลนกันมาไงคะ เดินลัดเลาะริมน้ำ ข้ามทั้ง 2 สะพานนั่นค่ะ

ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกเป็นช่วงที่บรรยากาศดีที่สุด เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นที่สุด

และแล้วพระอาทิตย์ก็ตก ที่น่าแปลกที่สุดคือ อากาศค่ะ ที่เคยบอกแต่ก่อนหน้าว่าอากาศโหด นั้นก็เพราะพอไม่มีพระอาทิตย์หนาวถึงสุดขั้วหัวใจ(หนาวแค่ไหนดูได้จากการแต่งตัวของคนในพื้นที่ค่ะ) เมื่อบวกกับลมที่ไม่รู้มมาจากไหนนักหนาแล้ว วิ่งค่ะวิ่งกลับที่พัก..

แต่..วิ่งยากมากเพราะ เหนื่อยกว่าปกติ อันนี้ไม่ได้คิดไปเองแน่นอนอาจจะเป็นเพราะที่นี่จะค่อนข้างสูงจากระดับน้ำทะเลมากทำให้ทุกการเคลื่อนไหวจะเหนื่อยกว่าปกติสองเท่าค่ะ สังเกตุได้จากถุงขนมทุกถุง บวมเต่งจนจะแตกอยู่แล้วค่า

สภาพอากาศแบบนี้ทำให้คิดถึงคำของนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเลยว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆทั้งนั้นแม้แต่โรงแรมที่ดีที่สุดในเมือง นึกขึ้นได้ว่าอากาศหนาวขนาดนี้คงไม่ต้องหวังให้ในห้องมีฮีตเตอร์หรอกนะ ดีนะที่เตรียมอุปกรณ์กันหนาวตัวหนากันมา..

เซอร์ไพรส์ ในห้องไม่มีฮีเตอร์ แต่ๆๆๆๆๆ….เตียงเป็นฮีตเตอร์จ้า

คิวรถกลับเข้าเมืองกาจื่ออยู่หน้าโรงแรมนี่เองค่ะ และตึกสีขาวๆด้านนขวาของรูปนี่คือร้านขายของนะคะ มีทุกอย่างเลยค่ะ

ได้เวลากลับเข้าเมืองกาจื่นตอนสายๆ

บรรยากาศระหว่างทางขากลับค่ะ

มาถึงเมืองกาจื่อช่วงบ่าย ได้คำแนะนำจากเกสเฮาส์ว่าไปเดินเล่นที่วัดนี่สิใกล้ เดินออกไปตรงถนนก็เห็น…

เดินเล่นไปเรื่อยๆเพราะอากาศเย็นๆ ให้เวลาเดินไปอย่างช้าๆ..การเดินทางมาจีนครั้งแรกนี้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย

อันดับที่ 1 ยกให้เลย คือผู้คน ซึ่งผู้คนไม่เหมือนกับที่เราเคยเจอที่ไทย ไม่เหมือนที่เราเคยถูกเดินชนที่สนามบิน เค้าชอบคนไทยมากเมื่อถูกถามว่ามาจากไหน ทุกครั้งที่เค้าได้ยินคำว่า ไทยแลนด์ เค้ามักจะดีใจ สวมกอด หรือพูดว่า “มวยไทย” ผู้คนเค้าดีมากช่วยเหลือ ไถ่ถาม ทักทาย มองทุกการกระทำของนักท่องเที่ยวแบบเรา และยิ้มตาม คอยบอก คอยถามเวลาเรากินโน่นนี่ เหมือนลุ้นตามไปด้วยว่าเราจะกินได้ไหม แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องแต่เราสัมผัสถึงความจริงใจนั่นได้

 

ประเทศจีน ธรรมชาติยิ่งใหญ่มาก จะรู้สึกว่าตัวเราเล็กมากเมื่อยืนท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหน หมู่บ้านไหน มีความเป็นตัวของตัวเองสุดๆ

ภาษากาย ใช้ได้ทุกเมื่อ ไปจีนทั้งที่พูดจีน หรือภาษาทิเบตไม้ได้เลย ภาษากายล้วนๆ แต่ยังไม่มีอะไรผิดแผนเลยจากการเดินทางครั้งนี้ ทำให้เราคิดว่าบางทีเราไม่จำเป็นที่จะต้องคุยกันรู้เรื่องทุกอย่างก็ได้นะ ความพยายามที่จะสื่อกสารกันด้วยท่าทางบางทีก็อบอุ่นเหมือนกันนะ

การเดินทางโดยรถสาธารณะเป็นสิ่งเดียวที่กังวลสุดๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยกระทั่งอยู่นอกเมืองก็ตาม เพราะเค้ามีระบบที่ง่ายไม่ยุ่งยากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นจีนต่างจังหวัดอย่างแท้จริงแบบเราๆ ที่พูดได้เพราะลองมาหมดแล้ว แท็กซี่ ที่รถทุกคันเป็นแท๊กซี่ รถบัสที่ขึ้นจากสถานี ขึ้นจากกลางทางโดยการโบก รถไฟ ตุ๊กๆ หรือรถเหมาก็ตาม ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ยากคือสื่อทางด้วยภาษากายให้ได้ว่าจะไปไหน5555

เรื่องความอ่อนไหวของทิเบต กับจีน ที่ศึกษาก่อนมาเป็นแบบที่เราเข้าใจ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

อาหารการกิน คนที่ว่ากินง่ายๆก็พ่ายอาหารพื้นเมืองจีน แต่เรื่องการกินประสบการณ์จะสอนเราเอง วันหลังๆหากเราโหยหาอาหารไทย เราจะเปิดรูปอาหารที่อยากให้เค้าดูแล้วเค้าก็จะมีความน่ารักทำให้ค่ะ อันนี้หมายถึงเมนูใกล้เคียงกะอาหารไทยเช่น ข้าวผัด ผัดผักบุ้ง แกงจืด ผัดเห็ด ประมาณนี้ค่ะ

เราขอจบการเดินทางของเราก่อนเท่านี้ค่ะ ที่จริงแล้วเรามีเดินทางต่อจากกาจื่อ ไปอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปนี้คือ ซื่อกู่เหนียงซาน (สี่ดรุณี) Siguniang shan 四姑娘山

ติดตามได้นะคะ > ซื่อกู่เหนียงซาน (สี่ดรุณี) Siguniang shan 四姑娘山

……………………………………………..

ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยว Jigokudani Park ดูลิงหิมะ

ใครที่ชอบท่องเที่ยว ทัวร์ญี่ปุ่น ในช่วงฤดูที่มีอากาศหนาวๆโปรยปรายเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนมีลิงหน้าแดงๆ ออกมาแหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำพุร้อน เราขอแนะนำต้องมาที่นี่เลย Jigokudani Park หรือ หุบเขานรก ที่นี่มีสวนลิงโกคุดานิ (Jigokudani Monkey Park) อยู่ในจังหวัดยามาโนอูจิ(Yamanouchi) ของประเทศญี่ปุ่น มีการสร้างสระว่ายน้ำที่สร้างขึ้นมา ไว้ให้สำหรับเจ้าลิงทั้งหลายโดยเฉพาะ มีเจ้าลิงนับร้อยนับพันที่กำลังแช่บ่อน้ำพุร้อนกับอากาศที่หนาวมาก -3 องศา อยู่ท่ามกลางหุบเขายาวตลอดเส้นทาง ซึ่งคุณไม่ต้องตกใจมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแถมดูๆไปก็ช่างน่ารักเหลือเกิน นักท่องเที่ยว ทัวร์ญี่ปุ่น ที่รักและชอบเดินทางผจญภัยแบบลุยๆ นั้น ไม่ควรพลาดมาสถานที่นี้คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอย่างใกล้ชิด ที่อบอวลเต็มไปด้วยฝูงลิงที่ต่างก็มีความสุข ต่างเพลิดเพลิน สนุกสนานกับการเล่นน้ำ ที่อยู่กันเป็นกลุ่มๆบ้างหรืออยู่เป็นคู่บ้าง บางตัวนอนอาบแดดอย่างสบายใจ ใครๆที่เห็นนั่งดูไปดูมาต่างก็คงคิดเหมือนกันว่าเจ้าลิงน้อยทำอะไรทำไมเหมือนกับคนซะจริงๆตลกเหมือนกันนะเนี่ย สำหรับใครที่อยากเห็นลิงออนเซ็นตัวเป็นๆของจริงนั้นสามารถเดินทางมาดูกันได้ที่นี่ เราเลยรับรองคุณคุณจะไม่ผิดหวังที่ได้เดินทางมาเที่ยวแน่นอน

[สนใจจองโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น 2566  ]

ขากลับ อย่าลืมแวะดูของที่ระลึกกันหน่อย มี Magnet น่ารักมากมาย สำหรับหาซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆ ก็แวะกันได้เลย และเราได้เก็บภาพบรรดาเหล่าเจ้าลิงน้อยมาฝากให้ชมกันด้วย อาจทำใครหลายคนอยากเดินทางมาเที่ยวกันมากขึ้น

( ดูภาพตัวอย่าง : ลิงโกคุดานิ Jigokudani Monkey Park )

( ภาพตัวอย่าง : ลิงโกคุดานิ Jigokudani Monkey Park )

 

การให้บริการ

( ช่วงเดือนที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชม ลิงโกคุดานิ Jigokudani Monkey Park )

  • เดือนเมษายน – เดือนตุลาคม จะเปิดตั้งแต่ 08.30 – 17.00 น.
  • เดือนพฤศจิกายน – เดือนมีนาคม เปิด 09.00 – 16.00 น.

 

( ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ / อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าเข้าชม = 800 เยน/คน

: เด็ก / อายุ 6-17 ปี ค่าเข้าชม = 500 เยน/คน

: เด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี = (เข้าชมฟรี)

 

( วิธีการเดินทาง ไปสวนลิงโกคุดานิ (Jigokudani Monkey Park)

  • จากสถานี Yudanaka Station โดยสารรถบัสไปยัง Kanbayashi Onsen(10-15 นาที 310 เยน บัสออกชั่วโมงละ 1 รอบ), Shibu Onsen(5-10 นาที 190 เยน บัสออกชั่วโมงละ 1-2 รอบ) หรือ Nagano Station(40 นาที 1,400 เยน บัสออกวันละ 4-10 รอบ)
  • โดยรถบัส Yudanaka-Kanbayashi จะจอดที่ Kanbayashi Onsen bus stop แต่บัสสายอื่นๆจะจอดที่ Kanbayashi Onsen-guchi bus stopแล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย
  • จากลานจอดรถที่คิดค่าบริการ (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสวนลิง) เดินไปประมาณ 10-15 นาที แต่อย่างไรก็ตามถนนเส้นแคบๆจาก Shibu Onsen ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะให้บริการ จะต้องขับรถยนต์ส่วนตัวไปเองและจะปิดทางในช่วงฤดูหนาว แต่ท่านสามารถเดินเท้าได้ หากไม่มีหิมะปกคลุม ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที

四姑娘山 l Siguniangshan l ซื่อกู่เหนียง

Siguniangshan l ซื่อกู่เหนียงซาน ในชื่อไทยว่า “สี่ดรุณี” ดูกี่ทีๆก็สวิสชัดๆ ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน เอาแบบเข้าใจง่ายๆคือห่างจากเมืองเฉิงตูประมาณ 200 Km. การจะมาเยี่ยมเยือนที่นี่สามารถมาได้โดยรถประจำทาง และสามารถพักได้ที่เมือง Siguniangshan Town แต่เส้นทางที่วางไว้คือเราเดินทางมาจากเมืองกาจือ อยู่ที่ซื่อกู่เหนียงนี้ 2 คืน ค่อยเข้าเมืองเฉิงตูค่ะ

ส่วนใหญ่ที่พักบริเวณนี้จะมีทั้งแบบโรงแรม และเกสเฮาส์ อาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่บอกได้เลยว่าเงียบ สงบ อากาศดีสุดไปเลยค่ะ หากมาถึงนี่แนะนำให้พักสัก 2 คืนนะคะ กำลังดีได้สัมผัสอย่างเต็มที่ค่ะ

ช่วงเวลาที่เดินทางตามรีวิวจะเป็นช่วงเดือน พ.ค. ค่ะ อากาศกลางวันกำลังดี(ประมาณสิบกว่า) เย็นสบายกลางคืนหนาว(เลขตัวเดียว) สังเกตุได้ว่ายอดภูเขายังมีหิมะอยู่ค่ะ ช่วงเดือนนี้ส่วนตัวว่าน่าเที่ยวเพราะบรรยากาศจะออกเขียวๆขาวๆ

ถึงข้างหน้าแล้วเริ่มค่ะ…ขอบอกก่อนว่าการจะเที่ยวชมซื่อกู่เหนียงสามารถเลือกเส้นทางการเดินทางได้หลายรูปแบบ วันนี้ยกตัวอย่างมา 3 รูปแบบ
1. ขี่ม้า-แคมปิ้ง-เทรกกิ้ง
2. เทรกกิ้ง-แคมปิ้ง-เทรกกิ้ง
3. นั่งรถบัส-เดินนิดๆชม-ชิว

ให้ทายว่าเลือกการเดินทางแบบไหน แน่นอน…วัยแข็งแรงฟิตๆ ใจๆแบบเราเลือกอันสุดท้ายสิคะ555

รถบัสจะวิ่งวนภายในอุทยานค่ะ จะวนมาจอดเป็นจุดๆเป็นเวลา นั่งไปเพลินๆยิ่งเข้าไปลึกๆยิ่งเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขาหิมะใกล้เข้ามาทุกที

แค่นั่งมองอยู่เฉยๆก็สบายใจแล้ว

วิวนี้จะเป็นจุดจอดสุดท้ายของรถบัสค่ะ เห็นยอดเขาสุดอลังการ

บริเวณนี้จะเป็นทางเดินทางอย่างดีให้เดินถ่ายรูปอย่างชิว

ตอนแรกจะเดินเป็นหนาวๆ แต่ด้วยแดดที่แรงมาก ทำให้เสื้อกันหนาวที่ใส่มานั้นค่อยๆถอดทีละชิ้น

นี่แค่บรรยากาศที่จอดรถจุดสุดท้ายนะ เห็นร่มที่เรียงกันนั่นไหมคะ เป็นร้านขายพวกผลไม้แห้ง กีวีแห้ง สตรอเบอรี่แห้ง และน้ำดื่ม มาม่าต่างๆค่ะ^^ ขายเหมือนกันหมดทุกร้านเลย

บริเวณจุดพักรถก็จะมีของอร่อยๆให้ลอง(คิดเองว่าอร่อย) อันนี้เป็นเนื้อย่าง และโรยด้วยผงพริกอย่างหนักหน่วง อย่าถามว่าเป็นเนื้อหมู วัว หรือจามรี เพราะไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆมีเห็ดชัวร์…

และแล้วก็ได้เวลากลับ เพลินๆดูนาฬิกาอีกทีจะบ่ายสามแล้ว โห๊ะนี่ขนาดมาแต่เช้านะเนี้ยเวลาผ่านไปเร็วมากกกก…

ดูไปก็คล้ายๆกับยอดเขามัทเทอร์ฮอร์นของสวิสนะคะเนี้ย^^

แนะนำว่าทุกจุดที่บัสจอด ต้องลงค่ะ ต่อให้มองจากบนบัสที่ว่าสวยแล้ว ถ้าได้ลงมาเดินมันจะยิ่งสวยมากกกก….

ทิ้งท้ายไปกับรูปนี้ค่ะ….

ติดตามการเดินทางก่อนหน้า > หย่าเฉิน การ์ l ཡ་ཆེན་སྒར་ l Yarchen Gar Monastery สถาบันพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

และตอนต่อไป(ตอนสุดท้าย) เราจะเข้าเมืองเฉิงตูกันกันค่ะ รอติดตามนะคะ…..

ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชุราอูมิ (Churaumi Aquarium) เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2002 ตั้งอยู่ใน ที่เคยจัดแสดงงานนานาชาติเอ็กซ์โปในปี 1975 ไฮไลท์ของการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้คือแท็งก์น้ำคุโรชิโอะ (Kuroshio Tank) ซึ่งเป็น 1 ในแท็งก์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งภายในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตในทะเลแถบโอกินาว่าที่หลากหลาย สัตว์น้ำที่โดดเด่นที่สุด คือ ฉลามวาฬยักษ์ และกระเบนราหู รวมถึงยังมีสื่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำลึก รวมถึงปลาเรืองแสง และยังมีการแสดงของ โลมาแสนรู้, เต่าทะเล , พะยูน อีกด้วย นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับทัวร์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะใช้เวลาชม ณ จุดนี้นานที่สุด เพราะที่นี่มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายวีดีโอเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลของโอกินาว่าให้ได้ชมกันด้วยดูกันให้เพลินไปเลย

แท็งก์น้ำคุโรชิโอะ (Kuroshio Tank) ซึ่งเป็น 1 ในแท็งก์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ชมการแสดงของ โลมาแสนรู้, เต่าทะเล , พะยูน

พิพิธภัณท์สัตว์น้ำ โอซาก้า (Kaiyukan Osaka Aquarium) Osaka Aquarium หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆว่า Kaiyukan อควาเรียมแห่งหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่ระดับโลก และถูกจัดเป็นอควาเรียมที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และในเอเชีย

ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเหล่าสิ่งมีชีวิตไว้ตามถิ่นที่อยู่ มีให้ชมถึง 15 ตู้ จัดแสดงให้ชมทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ไม่มีกระดูก รวมไปถึงพืชพันธุ์ต่างๆ มากถึง 30,000 ชีวิต ราว 620 สายพันธุ์ ดังนั้น อย่ารอช้า เราไปดูกันดีกว่าว่าในพิพิธภัณฑ์นี้ มีอะไรให้ชมกันบ้าง

มาเริ่มจาก Aqua Gate (ทางผ่านของปลา) อุโมงค์ใต้น้ำ มีปลามากมายหลากหลายชนิด รวมถึงปลากระเบนตัวใหญ่ ที่ชวนเห็นแล้วต้องมองกันตาค้างแน่นอน

  • Japan Forest (ป่าญี่ปุ่น)
  • Aleutian Island (หมู่เกาะอะลูเซียน) มีการจำลองหมู่เกาะจำลองในสหรัฐอเมริกา ที่มีอากาศหนาวเย็น มีทั้งสัตว์ปีกและสัตว์น้ำ เช่น นกพัฟฟิน ที่ปกติจะอาศัยอยู่ในท้องทะเลที่ต้องมีความอุดมสมบูรณ์มากๆ
  • Monterey Bay (อ่าวมอนเทอเรย์) จำลองชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ เช่น แมวน้ำ
  • Ecuado Rainforest (ป่าฝนเขตร้อนเอกวาดอร์) จำลองสัตว์ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของอเมริกา ที่ตั้งอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตรที่มีปลาอาศัยอยู่ที่นี่นับล้านล้านปี
  • Antarctica (ทวีปแอนตาร์กติกา) โซนนี้จะมี นกเพนกวิน ให้ชมน่ารักๆ อีกทั้งยังมีปลาโลมา ที่มาอาศัยอยู่ในแถบบริเวณน้ำอุ่น ในประเทศนิวซีแลนด์
  • Great Barrier Reef (เกรตแบร์ริเออร์รีฟ) จำลองเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ของประเทศออสเตรเลีย แนวประการังมากกว่า 5000 แนว ความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตรไว้ที่นี่ เราจะได้ชมปะการังที่มีรูปร่างและสีสันที่หลากหลาย กับบรรดาน้องปลาสีสันสดใส
  • Pacific Ocean (มหาสมุทรแปชิฟิก) โซนจัดแสดงปลาฉลามวาฬ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Seto Island (ทะเลเซะโตะโน) โซนของทะเลต้นกำเนินของการประมงแบบเพาะเลี้ยง มีสัตว์น้ำหลากหลายให้เราได้ชม
  • Seasonal Exhibit ( แทงค์น้ำจัดแสดงพิเศษ ) โซนนี้จะจัดแสดงสิ่งมีชีวิตที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังคัดสรรมาว่าน่าสนใจ เช่น ปลาแสงอาทิตย์ หน้านิ่ง เห็นแล้วแปลกตาจริงๆ
  • Coast of chile (แนวหินชายฝั่งของชิลิ) โซนนี้เป็นเป็นโซนที่ปลาซาร์ดีนว่ายวนรอบหินตามกระแสน้ำเย็นจากทางใต้ที่ไหลไปยังชายฝั่งของชีลี
  • Jellyfish ( แมงกะพรุน ) เป็นธีมกาแล็กซี่ แมงกะพรุนโปร่งใส ตัวน้อย ๆ ขยับไปขยับมาเต็มพื้นน้ำท้องทะเล เหมือนดวงดาวที่กระพริบอยู่บนท้องฟ้าเลย
  • สัมผัสใหม่ โซนนี้เพื่อนจะได้เห็นสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด สัตว์หลายอย่าง อย่างน้องแมวน้ำตัวอ้วนกลม และนกเพนกวินที่ส่งเสียงร้องเรียกกันไปมาดังก้องกังวาลเชียว

ก่อนกลับ ที่นี่ก็มีร้านค้าให้แวะซื้อสินค้าของที่ระลึก เช่น กาชาปอง ตุ๊กตาสัตว์น้ำน่ารักๆ มากมายให้เลือกซื้อสะสม และไว้เป็นของฝากกันอีกด้วย

เยือนญี่ปุ่น ไปสักการะศาลเจ้าอิเสะ อายุพันปี

ศาลเจ้าแห่งแรกของญี่ปุ่น เป็นที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่สำคัญ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ และยังเป็นที่ประดิษฐานของ “อามะเทระสึ โอมิคามิ” เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ หรือเทพแห่งแสงสว่าง มีอายุนับ 2,000 ปี เลยทีเดียว ถือว่าเป็นสถานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ใครที่มีโอกาสเดินทางมา ทัวร์ญี่ปุ่น เราอยากใหคุณลองเดินทางแวะมาสักการะไหว้พระที่ศาลแห่งอันศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่เป็นยังแหล่งโบราณสถานที่ถือว่าเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจศาลเจ้าอิเสะ-จิงกุ (Ise Jingu Shrines) จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ที่แห่งนี้จะมีการบูรณะใหม่ทุกๆ 20 ปี โดยให้ทุกอย่างคงเดิมมากที่สุด

ศาลแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าองค์นี้นับว่ามีความสำคัญกับชาวญี่ปุ่นมากๆ ถือเป็นเทพของศาสนาชินโต อันเป็นรากฐานของพิธีกรรมต่างๆมากมาย ทั้งยังเชื่อกันว่า จักรพรรดิของชาวญี่ปุ่นนั้น สืบเชื้อสายมาจากเทพองค์นี้โดยตรง รวมถึงธงชาติญี่ปุ่น ที่ยังมีสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาลนี้ชาวญี่ปุ่นต่างต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

บรรยากาศของที่นี่ นับว่ามีมนต์ขลังสมดั่งคำร่ำลือจริงๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนอันเงียบสงบ ที่แฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และลึกลับ แถมบริเวณนี้ยังอากาศหนาวเพราะอยู่ติดทะเล

สถานที่นี้ประกอบไปด้วย ศาลเจ้าหลัก 2 ศาล คือ ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) และ ศาลเจ้าชั้นนอก (Geku) และศาลเจ้าขนาดเล็กอีกกว่า 125 ศาลเจ้าย่อย

ศาลเจ้าชั้นใน ด้านหน้าของบริเวณนั้นมีถนน Oharai-machi และ Okage-yokocho ซึ่งเป็นชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นมาเนิ่นนาน เพื่อรับคนที่เดินทางมาให้ได้พักกินข้าว และน้ำก่อนจะเดินทางต่อเข้าไปในยังศาลเจ้า เก่าขนาดที่ร้านค้าที่เก่าที่สุดบนถนนเส้นนี้ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่มีอายุกว่า 300 ปี

ศาลเจ้าชั้นนอก (Outer Shrine) หรือ เงะกุ (Geku) จากสถานี Ise-Shi เดินตามเสาหินประดับโคมไฟริมถนนไปเรื่อยๆ ไม่ถึง 10 นาที ก็จะถึงทางเข้าศาลเจ้าชั้นนอก ข้ามสะพานเล็กๆ เข้าไปในบริเวณศาลเจ้าก็เห็นประตูโทริอิ ซึ่งทำจากไม้ต้นใหญ่ตั้งอยู่

หากเราเดินทางมาทัวร์ญี่ปุ่น สามารถลงเครื่องบินโอซาก้าเดินทางมายังเมืองอิเสะ จังหวัดมิเอะ ด้วยตั๋วรถไฟ Kintetsu Pass มุ่งหน้าสู่ศาลเจ้าอิเสะในทันที

ศาลเจ้าอิเสะ เปิดบริการให้เข้าชม : ทุกวัน โดยแบ่งเวลาเปิด-ปิดในแต่ละปี ดังนี้

05:00 – 18:00 น. (มีนาคม, เมษายน, กันยายน และตุลาคม)

04:00 – 19:00 น. (พฤษภาคม – สิงหาคม)

05:00 – 17:00 น. (พฤศจิกายน – ธันวาคม)

05:00 – 17:30 น. (มกราคม – กุมภาพันธ์)

เที่ยวญี่ปุ่นเดินทางไปเยือน อามาโนะฮาชิดาเตะ

ทัวร์ญี่ปุ่น อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) บนสันทรายยาว 3.6 กิโลเมตร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติกลางอ่าวมิยาซุ (Miyazu) ในจังหวัดเกียวโตกลายเป็นทางเชื่อมระหว่างแผ่นดิน 2 ฝั่งอ่าว และเป็นจุดชมวิวที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นมาตั้งแต่โบราณ มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี และมีชื่อปรากฏอยู่ในบทกวีโบราณ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1020

(สันทรายยาว 3.6 กม. ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติกลางอ่าว มิยาซุ (Miyazu) จังหวัดเกียวโต )

บนแผ่นดินทั้ง 2 ฝั่งของอามาโนะฮาชิดาเตะเป็นชุมชนเก่าแก่ ที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว และมีร้านค้ามากมาย เราจึงอยากขออาสาพาผู้อ่านไปย้อนรอยประวัติศาสตร์ยาวนาน ชมทิวทัศน์สวยงาม ชิมอาหารอร่อย ไหว้พระในวัดศักดิ์สิทธิ์ และนั่งรถไฟวินเทจเลียบริมฝั่งทะเลของญี่ปุ่นกัน ฉะนั้น เราอย่ารอช้าไปอ่านเรื่องราวน่าประทับใจเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้กันเลย

เมื่อได้มาเที่ยวในจุดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดติด Top 3 ของประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ การได้หาวิวทิวทัศน์สวยๆ จุดที่น่าถ่ายภาพ มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ คือ การขี่จักรยานไปเรื่อยๆ บนสันทรายเพื่อเก็บภาพจากมุมมองด้านในอย่างใกล้ชิด หรือจะนั่งเรือข้ามฝั่งเพื่อซึมซับกับบรรยากาศรอบๆด้าน ก็ได้

จุดชมวิวอามาโนะฮาชิดาเตะ วิวแลนด์ (Amanohashidate View Land) จุดชมวิวฝั่งนี้เราจะเห็นสันทรายในมุมมองที่ต่างออกไป เป็นรูปมังกรตัวใหญ่กำลังเหาะขึ้นท้องฟ้า อีกทั้ง สถานที่เที่ยวแห่งนี้ยังมีเครื่องเล่น เช่น ม้าหมุน ชิงช้าสรรค์ รถบั๊ม หรือเล่นเครื่องเล่น Cycle-car หรือการขี่จักรยานบนรางลอยฟ้า ทำให้เห็นวิวโดยรอบได้ 360 องศา ช่างดูน่าสนุกจัง

จุดที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อขึ้นมาบนนี้ คือ ไฮเรียวกัง ไคโร (Hiryukan-kairo) สถาปัตยกรรมโครงสร้างโปร่ง มีทางเดินเล็กๆ คดเคี้ยวที่ได้แรงบันดาลใจมากจากลำตัวของมังกร

จุดชมวิว คาสะมัสสึ พาร์ก (Kasamatsu Park) ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของสันทราย สามารถชมวิวทิวทัศน์บรรยากาศจากมุมที่สูงได้ ปัจจุบันนี้ มีกระเช้าเคเบิ้ลให้ใช้บริการแล้วด้วยนะ

จุดชมวิวอีกจุดเพิ่มความหวาดเสียวด้วยการเดินบนพื้นไปเดินพื้นกระจกที่ยื่นออกไปนอกหน้าผา มันดูช่างน่าตื่นเต้นใช่ไหม

ทัวร์ยุโรป ไปเที่ยวประเทศไหนดี 2

เยอรมนี (Germany) เมืองมิวนิก (Munich) เมืองมิวนิค (Munich ) ประเทศเยอรมนี เมืองหลวงของรัฐไบเอิร์น (บาเยิร์น) หรือแคว้นบาวาเรียในภาษาอังกฤษนั่นเอง และยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเบียร์เยอรมันอีกด้วย ย้อนอดีตไปเมื่อราวศตวรรษที่ 10-11 มีพระจาก Tegernsee Abbey ได้มาตั้งรกรากที่ริมฝั่งแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ซึ่งมีน้ำที่เขียวใสไหลลงมาจากเทือกเขา จึงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า Muenchen หากใครได้มาเยือนเมืองมิวนิค รับรองไม่ผิดหวังกับการได้ชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรมในสไตล์บาร็อค และเรอเนสซองส์ ความรุ่งเรืองมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าก็ยังคงปรากฏอยู่จวบจนทุกวัน

มหาวิหารโคโลญ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 12 คริสตจักรโรมันอันงดงามของสถาปัตยกรรมยุคกลาง นักท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันมาเยือน ด้วยความเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามของโลก

ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein Castle) อยู่ในเทือกเขาแอลป์ ต้นแบบของการสร้างปราสาทเทพนิยายเจ้าหญิงนิทราที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์นั่นเอง

อิตาลี (Italy)

อิตาลี ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆหลายที่ เป็นผู้นำทางด้านแฟชั่น เช่น

กรุงโรม (Rome) เมืองหลวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี รุงโรมเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซีโอและประเทศอิตาลีจ้า มีคนอาศัยประมาณ 2.5 ล้านคน ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวย และน่าไปที่สุดอีกเมืองหนึ่งของอิตาลี

โคลอสเซียม (Colosseum) โคลอสเซียม หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่โตแอนด์มโหฬารที่สุดในสมัยโบราณค่า สร้างขึ้นในปี ค.ศ.72 โดยจักรพรรดิเวสปาเซียน รูปทรงโค้งเป็นวงกลม ก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบ ยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น จุคนได้ถึงประมาณ 80,000 คน ที่นี่เคยเป็นฉากในเกมการต่อสู้ที่ดุเดือดของกลาดิเอเตอร์หรือนักสู้ในโรมัน สำหรับขังนักโทษที่รอประหารและสิงโตที่หิวโซมาสู้กัน ถ้านักโทษคนไหนเอาชนะฆ่าสิงโตได้ก็ได้รอดชีวิตแถมยังให้นักโทษ และทาสมาประลองฝีมือ ใครที่สามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตายได้ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูง

 

นอร์เวย์ (Norway)

นอร์เวย์ (Norway) สถานที่ท่องเที่ยวในฝันของนักเดินทางทั่วโลก ด้วยที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสุดอลังการมากมาย ทั้งภูเขา น้ำตก ท้องทะเล และยังเป็นสถานที่ยอดนิยมในการเดินทางไปดูแสงเหนืออีกด้วย

ออสโล (Oslo) เอกลักษณ์ของที่นี่คือมีสถาปัตยกรรมทั้งเก่า และใหม่สวยงามมากมาย มีทั้งพิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ และโรงละคร

Nidaros Cathedral วิหารที่มีความเก่าแก่และสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ทั้งภายในและภายนอกออกแบบอย่างสวยงามวิจิตรบรรจง

Reine หมู่บ้านชาวประมงบนเกาะ Lofoten มีบรรยากาศที่สวยงามและเงียบสงบ บ้านเรือนเป็นแบบดั้งเดิมมีสีสันสดใส ชวนให้หลงใหล

Latefossen น้ำตกขนาดใหญ่ในเขต Odda ของเมือง Hordaland เป็นสถานที่ห้ามพลาด เพราะน้ำตกแห่งนี้มีความสูงประมาณ 165 เมตร มีลักษณะเป็นสายน้ำ 2 สาย ที่นี่จึงเป็นจุดแวะพักยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

รัสเซีย (Russia)

รัสเซีย มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวหลายล้านคน เพื่อสัมผัสกับศิลปวัฒนธรรม และศึกษาประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ “กรุงมอสโก” เมืองหลวง ที่วันนี้ได้พลิกโฉมเป็นมหานครทันสมัย รวมไว้ด้วยสถาปัตยกรรมสุดตระการตาผสานกับวัฒนธรรมที่โดดเด่น สถานที่สำคัญน่าชม อาทิ

จัตุรัสแดง (Red Square) เป็นดั่งใจกลางเมืองมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด เพื่อชมความงามของสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่ตั้งอยู่ในเมือง

พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) เป็นอาคารที่มีความสวยงามโออ่ามาก ประกอบด้วย 700 ห้อง เนื้อที่ใช้สอยประมาณ 20,000 ตรม. ด้วยการออกแบบของสถาปนิกชาวมอสโคว์ คือ N.I. Chichagov,F.F. Richter, N.A. Shokhin และ P.A. Gerasimov มีห้องใช้สอยหลายห้อง และที่พักส่วนพระองค์ของราชวงศ์ตั้งอยู่ชั้นล่าง ภายในมีการตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านบนชั้นสองมีห้องโถงหลายห้องเช่น St.George, St. Vladimir และ St.Catherine มีการซ่อมแซมในปี ค.ศ. 1930 ห้องที่ใหญ่ที่สุดและหรูหราที่สุดนั้นสร้างอุทิศให้แก่เซนต์จอร์จ (St.George) นักบุญแห่งความกล้าหาญของรัสเซียที่คุ้มครองในการทำสงคราม

สวีเดน (Sweden)

สวีเดน ดินแดนดวงอาทิตย์เที่ยงคืน และดินแดนแห่งไวกิ้ง เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกปรารถนาจะมาเยือนสักครั้งในชีวิตโดยเฉพาะเมืองหลวง เช่น กรุงสต็อกโฮล์ม โอบล้อมด้วยทะเลบอลติก (Baltic Sea) ทะเลสาบมาลาเร็น (Lake Malaren) ทำให้สตอกโฮล์มเป็นเมืองหลวงสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


พระราชวังหลวง (Stockholms slott) เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์สวีเดน กล่าวกันว่า ที่นี่คือพระราชวังที่งดงามที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหมดของทวีปยุโรป
ย่านเมืองเก่า (Gamla Stan) ย่านเมืองเก่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อีกหนึ่งแลนมาร์กที่น่าตื่นตา บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบสวีเดน ที่ยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี

สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)

สวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวอย่างเทือกเขาจุงเฟรา, เมืองเจนีวา, ภูเขาทิตลิต ทั้งที่ประเทศนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ

ทะเลสาบโอชิเนน (Oeschinen Lake) ตั้งอยู่ตรงกลางหุบเขาโอชิเนน ที่ระดับความสูง 1,578 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาจุงเฟรา มีความสวยงามเป็นอย่างมาก

ธารน้ำแข็งอเลิท์ซ กลาเซียร์ (Aletsch Glacier) ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในบรรดาธารน้ำแข็งของเทือกเขาแอลป์ มีความยาวถึง 22 กิโลเมตร หนาถึง 700 เมตร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 120 ตารางกิโลเมตร มีน้ำแข็งอัดทับถมกันราว 27 พันล้านตัน กลายเป็นที่เที่ยวมรดกทางธรรมชาติสุดอัศจรรย์

ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ สูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 4,478 เมตร มีจุดเด่นแปลกตาเรียกว่าฮอร์น (เขาสัตว์) ลักษณะสามเหลี่ยมพีระมิด

ทะเลสาบลูเซิร์น (Lucerne lake) เป็นทะเลสาบสวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม น่าเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจ

บทความนี้เราแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยๆน่าเดินทางทัวร์ยุโรปซะจริงๆเลยใช่ไหม เป็นสถานที่น่าดึงดูดให้ใครหลายคน และต้องเดินทางมาให้เห็นกับตาว่าสมคำร่ำลือจริงๆหรือไม่ ดังนั้น เราขอเป็นส่วนหนึ่งที่อยากบอกว่าแต่ละที่สวยงามตามภาพที่ได้เห็นเลยจริงๆ เราก็อยากให้ทุกท่านที่ชอบเรืองของสถานที่เก่าแก่ เมืองโบราณหรือสถาปัตยกรรมสวยๆ ดินแดนแห่งธรรมชาติอันน่าหลงใหลน่าอัศจรรย์ คุณต้องมาประเทศที่เราแนะนำให้นี่ดีชัวร์ คุณต้องลองไปดูแล้วคุณจะเชื่อ

ทัวร์ยุโรป ไปเที่ยวประเทศไหนดี 1

ออสเตรีย (Austria)

เวียนนา (Vienna) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ อันขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนสะอาดรายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขา เป็นเมืองที่น่าอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลก สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาด มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป เช่น

พระราชวังมรดกโลก-พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace)

สถานที่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ถึงสองแห่ง คือ เขตเมืองเก่าใจกลางกรุงเวียนนา ปี ค.ศ. 2001 และพระราชวังเชินบรุนน์ ปี ค.ศ. 1996 ดินแดนแห่งปราสาทและตำนานลี้ลับ ตกแต่งพระราชวังสไตล์แบบรอคโคโคทั้งหมด (Schonbrunn Palace) แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของราชวงศ์ฮับสเบิร์กแห่งออสเตรีย ชื่อ เชินบรุนน์ มีความหมายว่า น้ำพุอันสวยงาม เพราะด้วยแต่เดิมมีการผุดขึ้นของน้ำบาดาลที่อยู่รายล้อมพระราชวังแห่งนี้นั่นเอง ตรงบริเวณด้านหน้าพระราชวังเชินบรุนน์แสดงถึงความอลังการที่อยู่เบื้องหลังสวนดอกไม้นานาชนิด ด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความโอ่อ่าหรูหราจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ที่เดินทางแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงาม และความอลังการของพระราชวังแห่งนี้กันมาก หากคุณมีโอกาสได้มาเยือนแประเทศออสเตรีย คุณจึงไม่ควรพลาดมาชม

จัตุรัสสเตฟาน (Stephansplatz) ศูนย์กลางกรุงเวียนนา ผู้คนมากมายนิยมมาเที่ยวที่จัตุรัสแห่งนี้ เพราะเป็นที่ตั้งของ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen) สัญลักษณ์ของเมืองและสำคัญที่สุดของออสเตรีย ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่อ่อนช้อยงดงามมาก เป็นต้น

เบลเยี่ยม (Belgium)

ประเทศนี้ มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานมากกว่า 1,000 ปี ประเทศเล็กๆแห่งนี้แสนสงบอากาศดี อุณหภูมิเฉลี่ย 5-18 องศาเซลเซียส ตลอดปี น่าไปชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ โดยเฉพาะ “กรุงบรัสเซลส์” (Brussels) เมืองหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสหภาพยุโรป มีความงามเป็นเอกลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน จัตุรัสกรองด์ ปลาส (Grong Plas) สถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเบลเยียม อายุกว่า 400 ปี ถือเป็นจุดดึงดูดให้ทุกกรุ๊ปทัวร์มาเยือน เพราะสวยงามติดอันดับต้นๆ ของทวีปยุโรป เเวดล้อมไปด้วยอาคารเก่าเเก่สถาปัตยกรรมเเบบบาร็อก, โกธิก เเละนีโอโกธิก เเต่ละอาคารที่โอบล้อม ล้วนสูงตระหง่านสง่างาม และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1983


เดนมาร์ก (Denmark)

โอบล้อมด้วยมหาสมุทร และเต็มไปด้วยสถานที่สวยงามมากมาย ทั้งธรรมชาติและสถาปัตยกรรมสุดอลังการ ไม่ว่าจะเป็น อาทิเช่น

พระราชวังอะเมรินโบรก ที่ยิ่งใหญ่ เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก อาคารเป็นสถาปัตยกรรมร็อคโคโค ตรงกลางมีลานกว้างใหญ่แบบแปดเหลี่ยม ประดิษฐานอนุสาวรีย์ King Frederik V ประทับบนหลังม้า

พระราชวังโรเซนเบิร์ก กรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมดัตส์เรเนสซอง อายุกว่า 400 ปี ด้านนอกโอบล้อมด้วยสวนคิงส์การ์เด้น


จัตุรัสซิตี้ฮอลล์ สถานที่ที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่สวยที่สุดของกรุงโคเปนเฮเกน และใกล้ๆ กัน ยังมี ถนนคนเดินสตรอยก์ (Stroget) แหล่งช้อปปิ้งที่ถูกยกให้เป็นถนนคนเดินยาวที่สุดในยุโรป

อังกฤษ (England)

ประเทศที่มีอิทธิพลต่อทวีปยุโรปมาตั้งแต่อดีตจวบจนมาถึงปัจจุบัน เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครหลงรัก อังกฤษมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ มีธรรมชาติที่สวยงามพร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham palace) ถือเป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชมความยิ่งใหญ่อลังการของที่นี่ เพราะนอกจากจะเป็นพระราชฐานที่มีชื่อเสียงที่สุดของบริเตน ยังเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ และที่ทรงงานสุดหรูหราของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เป็นพระราชฐานอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ นับตั้งแต่ค.ศ.1837 และยังเป็นศูนย์กลางของระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษ เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมสำคัญไว้จัดงานสมาคมอันหรูหรา และจัดงานเลี้ยงต้อนรับบุคคลสำคัญของราชวงศ์อยู่เสมอ

หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์กลางกรุงลอนดอน อายุมากกว่า 150 ปี สูงเกือบ 100 เมตรมีหน้าปัดนาฬิกาทั้ง 4 ด้าน ระฆังด้านในหนักถึง 13 ตัน

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) อนุสรณ์สถานที่สร้างความแปลกตาอันน่าอัศรรย์ มีกลุ่มแท่งหินมหึมา อายุมากกว่า 5,000 ปี เรียงเป็นวงกลม 2 วง ซ้อนกัน ช่างน่าทึ่ง และน่าไปสัมผัสด้วยตาตัวเองจริงๆ

ฝรั่งเศส (France)


พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ออกแบบและตกแต่งอย่างสวยงามตระการตา ภายในมีห้องถึง 700 ห้อง พร้อมจิตรกรรมและประติมากรรมประดับตกแต่ง ด้านนอกมีสวนแวร์ซายที่ยิ่งใหญ่ให้ถ่ายรูปที่ระลึก มีสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบบาโรค และรอคโคโค ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ผสานกับลวดลายอันอ่อนช้อยบรรจง มีขนาดพื้นที่ของพระราชวัง ทั้งหมด 800 เฮกการ์ (5,000 ไร่) โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ ได้แก่ The Palace, The Gardens, The Estate of Trianon และ The Park

พระราชวังฟงแตนโบล (Château de Fontainebleau) พระราชวังหลวงอันเก่าแก่และใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส มีสัญลักษณ์สำคัญ คือ บันไดเกือกม้าด้านหน้าพระราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่นโปเลียนได้บัญชาการรบเพื่อขยายแสนยานุภาพไปทั่วทวีปยุโรปและยังมีห้องเลี้ยงรับรองสุดหรูซึ่งเคยเป็นที่รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5


( รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จเยือนประทับที่พระราชวังฟงแตนโบล Château de Fontainebleau )
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับ 5 ประเทศในทวีปยุโรป แต่ละที่ล้วนมีความสวยงามแตกต่างกันไป ใครที่สนใจรีบๆจองตั๋วทัวร์ยุโรปกันสักครั้งสิ ลองหาเวลาเดินทางมาชมสถานที่น่าอัศจรรย์สวยงาม และมีความอลังการ ดูใหญ๋โตหรูหราชวนชม ดังนั้น คุณจึงไม่ควรพลาดการเดินทางมาเที่ยวยุโรป

ทัวร์หาดทรายสวยๆ ในญี่ปุ่น

ไปทัวร์ญี่ปุ่น ใครๆก็คงอยากไปท่องเที่ยวหาดทรายขาวๆ น้ำทะเลใสๆ ที่มีความสวยงามมองเห็นปะการังใต้น้ำ เป็นที่ชอบของบรรดาผู้ที่ชอบทำกิจกรรมดำน้ำดูปะการังแน่นอน เรามาจัดอันดับหาดทรายบนเกาะต่างๆที่สวยติดอันดับต้นในประเทศญี่ปุ่น และเราจะยกตัวอย่างแต่ละหาดมีความสวยงามอย่างไรบ้างไปชมกันเลย

อันดับเกาะ หรือหาดทรายที่สวยที่สุด ในประเทศญี่ปุ่น

Nishihama Beach (Hateruma Island, Okinawa)
Yonaha Maehama Beach (Miyako Island, Okinawa)
Kozamami Beach (Zamami, Okinawa)
Hatenohama Beach (Kume Island, Okinawa)
Aharen Beach (Tokashiki, Okinawa)
Kondoi Beach (Taketomi Island, Okinawa)
Sunayama Beach (Miyako Island, Okinawa)
Chirihama Nagisa Driveway (Hakui, Ishikawa)
Aragusuku Beach (Miyako Island, Okinawa)
Tatadohama Beach (Shimoda, Shizuoka)

Nishihama Beach (Hateruma Island, Okinawa)

เกาะฮาตารุมะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของหมู่เกาะยาเอะยามะ และ เกาะอิริโอโมเตะ โดย

“หาดนิชิบามะ” ที่อยู่บนเกาะนี้ได้ติดอยู่ในอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดชายหาดในญี่ปุ่น

หาดนิชิบามะ เป็นชายหาดที่มีทะเลสีน้ำเงินสวย และน้ำทะเลใสมาก อีกทั้งยังมีหาดทรายสีขาวที่มีความยาวต่อเนื่องมากกว่า 1 กิโลเมตร

Yonaha Maehama Beach (Miyako Island, Okinawa)

เกาะมิยาโกะ (Miyako Island : 宮古島) ตั้งอยู่ห่างจากเกาะหลักโอกินาวาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที เกาะมิยาโกะเป็นหนึ่งในเกาะเล็กใหญ่ 8 เกาะที่เกิดจากการก่อตัวของแนวปะการัง

“สะพานอิราบุโอฮาชิ” (Irabu Bridge : 伊良部大橋) ที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะมิยาโกะและเกาะอิราบุ มีความยาวทั้งหมดเป็นระยะทาง 3,540 เมตร โดยหลังจากที่มีการเปิดสะพานเมื่อปี ค.ศ.2015 ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นจำนวนมาก, “หาดโยนาฮะมาเอฮามะ” (Yonaha Maehama beach : 与那覇前浜ビーチ) ที่มีหาดทรายสีขาวทอดยาวเป็นระยะทางถึงประมาณ 7 กิโลเมตร, “ยาบิจิ” (Yabiji : 八重干瀬) สถานที่ซึ่งเกิดจากอะทอลล์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี และว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นแหล่งดำน้ำลึกและดำน้ำตื้นยอดนิยม

Kozamami Beach (Zamami, Okinawa)

เกาะคุเมะ (久米島 / Kumejima) เป็นเกาะที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 100 กม. จากอำเภอเมืองนาฮะจังหวัดโอกินาว่า เกาะทั้งเกาะถูกกำหนดให้เป็นอุทยานธรรมชาติของจังหวัดอันเนื่องมาจากจุดชมวิวและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีแนวปะการังอยู่อาศัยและเติบโต นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงในฐานะเกาะแห่งของอร่อยที่มีการผลิตสุรากลั่นอะวาโมริ รวมไปถึงของอร่อยอย่างเช่นอาหารทะเลสดและผลไม้เมืองร้อนด้วย

เกาะทาเคโทมิ (Taketomi) เกาะแห่งนี้เป็นที่รู้จักจากที่ทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันเก่าแก่ ที่มีหาดทรายสีขาวอันแพรวพราว และบ้านเรือนท้องถิ่นแบบโอกินาว่าที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ที่มีประชากรราว 300 คน ซึ่งเกาะอันเงียบสงบ และแปลกตาแห่งนี้จึงมีความเป็นชนบทที่แตกต่างออกไปและไม่เหมือนกับสถานที่ที่คุณเคยได้ไปในเยือนที่โอกินาว่า บนเกาะนี้ นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นสวนที่ถูกแต่งแต้มด้วยดอกไม้อันงดงามจำนวนมาก และบ้านไม้บ้านหินที่มีเทพสีแดงคอยปกปักษ์รักษา ทัวร์ญี่ปุ่นที่ไปเยือนเกาะทาเคโทมินั้น จะเริ่มขึ้นหลังเรือออกเดินทางจากจุดนัดพบของคุณได้โดยจะใช้เวลาเดินทางราวๆประมาณ 10-15 นาที จากเกาะอิชิงากิ (Ishigaki)

เกาะทาเคโทมิ (Taketomi)

หาดโยนาฮะมาเอะฮามะ ถูกจัดอันดับว่าเป็นชายหาดที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น เป็นหาดที่มีสีสันสดใสที่ค่อยๆ ไล่ระดับจากทรายสีขาวบนชายหาดไปยังน้ำทะเลสีเขียวมรกตที่จะค่อยๆ กลายเป็นน้ำทะเลสีฟ้าครามไปทางเกาะคุริมะที่อยู่อีกฝั่งเป็นความสวยงามอันแสนวิเศษ ถูกกล่าวไว้ว่าเป็นหาดที่สวยที่สุดในซีกโลกตะวันออก และด้วยความยาวของชายหาดที่ยาวที่สุด ที่เกาะมิยาโกะนั้น คุณสามารถเล่นกิจกรรมทางน้ำต่างๆ เช่น เจ็ทสกี, บานาน่าโบ๊ท, พาราเซลลิ่ง ฯลฯ เกาะมิยาโกะถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับต้นๆ ของอันดับชายหาดภายในประเทศจากรายการทีวี

เกาะนี้ มีสะพานที่อยู่เหนือทะเล ไม่ว่าทัศนียภาพใดก็แสนวิเศษ เป็นทัศนียภาพมากมายที่เห็นได้โดยขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลง และองศาของพระอาทิตย์ ฯลฯ ไม่เพียงข้ามไปยังเกาะทั้ง 5 ได้อย่างสะดวกเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานที่ให้คุณได้เพลิดเพลินกันทัศนียภาพต่างๆ ด้วย

รีวิวการใช้งาน Card Point ก่อนออกทัวร์ญี่ปุ่น

ใครที่จะกำลงัจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องมีบัตรสะสมแต้มสุดคุ้มอย่าง d POINT CARD นั้นมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคุณจึงสามารถสมัครได้อย่างง่ายดายโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมรายปีหรือค่าสมัครสมาชิก และหากคุณสมัครตอนนี้คุณจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายเลยนะคะ ใครที่ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกหรือยังไม่มี d POINT CARD ล่ะก็ครั้งนี้จะมาแนะนำวิธีการรับบัตรรวมไปถึงวิธีการใช้งานจริงเพื่อเพื่อนๆ

ก่อนที่คุณจะออกเดินทางไปทัวร์ญี่ปุ่น มีขั้นตอนการสมัครลงทะเบียน เพียง 3 นาที เท่านั้น

  • เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์สำหรับลงทะเบียนและกรอกพร้อมยืนยันอีเมล์ของคุณ
  • จากนั้นใส่ข้อมูลชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และประเทศที่คุณอาศัยอยู่ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  • คุณสามารถไปรับบัตร d POINT CARD ของจริงและเชื่อมโยงกับบัญชีของคุณได้อย่างง่ายดาย กับเคาน์เตอร์ DOCOMO ทุกที่หรือแม้แต่ในสนามบินก็ตาม มองหาสัญลักษณ์ตัวหนังสือสีแดงที่เขียนว่า “NTT DOCOMO” เท่านั้นเอง
  • เมื่อคุณไปถึงที่เคาน์เตอร์ DOCOMOแจ้งกับพนักงานว่าคุณ “ต้องการบัตร d POINT CARD ” เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้รับบัตรแข็งของจริงพร้อมกับขั้นตอนการลงทะเบียนสำหรับ d POINT CARD และคำอธิบายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกเพียบ
  • เมื่อคุณได้รับบัตรจริงเรียบร้อยแล้ว ใส่ข้อมูลสำคัญในการลงทะเบียนจำเป็นต้องใช้หมายเลข d POINT CARD Number และ Security Code ที่อยู่ด้านหลังบัตร เพราะฉะนั้น อย่าลืมเพิ่มหมายเลขสมาชิกบัตรของคุณไปยังหน้าสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์ด้วย เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

 

หมายเหตุ

  • หากคุณสแกน QR Code จากกระดาษที่คุณได้รับไปยังหน้าเว็บไซต์แคมเปญล่ะก็คุณจะได้รับไปเลย 300 แต้มแบบฟรีๆ (ตัวอย่างตามภาพด้านล่าง)
  • สำหรับข้อมูล และสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากร้านค้าต่างๆ ที่คุณสะสมแต้ม d POINT ได้ด้วย
  • ลงทะเบียนเป็น d POINT CLUB ล่ะก็จะยังได้รับสินค้าที่มีจำนวนจำกัดอย่าง POiNCO BROTHERS เป็นของขวัญฟรีๆ จำนวนทั้งสิ้น 1 ชิ้น
  • เมื่อคุณมีบัตร d POINT CLUB คุณสามารถใช้ Wi-Fi Free 1 Day จาก “docomo Wi-Fi” ได้ทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย แถมยังได้รับส่วนลดจากโรงแรมที่พักถึง 15 %

( ตัวอย่าง : สิทธิประโยชน์ และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้จากบัตร d POINT CARD )

เมื่อทานไอศกรีมที่ร้าน Cold Stone : POINT 1 แต้มนั้นมีมูลค่า 1 เยน

หากเพื่อนๆไปรับบัตร d POINT CARD ล่ะก็จะได้แต้มถึง 300 คะแนน

ภาพร้านค้าที่เข้าร่วมรายการกับ บัตร d POINT CARD

อย่าลืม เข้าร่วมบริการดีๆแบบนี้ก่อนเดินทางทัวร์ญี่ปุ่นกันนะค่ะ เพราะมันคุ้มค่าจริงๆ ถือเป็นบัตรที่ให้ประโยชน์ครบครัน แค่เพียงใช้บัตรเดียวก็เที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจแล้ว

มหาวิหารเซนต์บาซิล..ความงดงามที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าจดจำ


มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil) หนึ่งในมหาวิหารที่มีชื่อเสียงระดับโลก และได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงมอสโควไปแล้ว เมื่อใครมาเยือนก็จะต้องไปชมความสวยงามของมหาวิหารแห่งนี้ เพราะด้วยรูปทรงการสร้างที่สวยงาม โดดเด่น ไม่เหมือนวิหารใด ซึ่งถูกประดับไปด้วยโดมหัวหอม 9 ยอด มีสีสันแตกต่างกันราวกับลูกกวาด ถูกออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายกับเปลวไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และได้รับการยกย่องว่างดงามไม่มีโบสถ์ใดเหมือน รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี 1990 อีกด้วย

มหาวิหารเซนต์บาซิล (Saint Basil’ s Cathedral) ภาษารัสเซีย : Собор Василия Блаженного) ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 ค.ศ. 1555-1561 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือมองโกลที่เมืองคาซาน เมื่อปี ค.ศ. 1552 ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น จึงสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1555

โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอม กับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากยุโรปตะวันตก ผสมผสานกันจนกลายเป็นรูปทรงคล้ายกับเปลวไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าซาร์อีวานที่ 4 หรือ ซาร์อีวานจอมโหดได้สั่งให้ควักดวงตาของสถาปนิกผู้ออกแบบ เซนต์บาซิล เพื่อที่จะไม่สามารถไปสร้างวิหารที่ไหนให้สวยกว่านี้ได้อีก จนกลายเป็นที่มาของสมญานามว่า “อีวานจอมโหด”

เนื่องจากมหาวิหารเซนต์บาซิลรอดพ้นภัยสงครามมาได้ทุกครั้ง และภายในค่อนเก่าข้างเก่าแก่ตามสภาพดั้งเดิม ลวดลายและสีสันอาจจะซีดจางไปตามกาลเวลา หากสังเกตดีๆจะเห็นรายละเอียดที่สวยงาม และน่าประทับใจมากๆ

แนะนำ 4 จุดเช็คอินใหม่ในญี่ปุ่นปี 2020


วันนี้นำสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิปที่เหมาะสำหรับครอบครัวและเด็กๆ ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการในปี 2020 มาฝากค่ะ เพื่อท่านไหนจะแพลนพาครอบครัวเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นในอนาคต จะได้มีสถานที่ใหม่ๆไว้เช็คอิน และให้เด็กๆได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆกัน จะมีที่ไหนบ้างลองไปดูเลย

(1) ซูเปอร์นินเทนโดเวิลด์ (ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน)

เปิดให้บริการ:ช่วงฤดูร้อนปี 2020

 

Photo by Universal Studios Japan © Nintendo

 

Photo by Universal Studios Japan © Nintendo

 

ซูเปอร์นินเทนโดเวิลด์ (Super Nintendo World) เป็นพื้นที่สร้างใหม่ภายในสวนสนุกยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan) ที่เตรียมเปิดตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2020 พร้อมกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ภายในโซนจะจำลองบรรยากาศเมืองของมาริโอ้ที่ทุกคนเคยเห็นผ่านหน้าจอเกมส์ มีทั้งร้านค้า และร้านอาหาร ที่ตกแต่งด้วยคาแรคเตอร์ต่างๆ และเครื่องเล่นอีกมากมาย เช่น รถแข่งมาริโอ้คาร์ท ปราสาทเจ้าหญิงพีช ปราสาทคุปป้า พื้นที่ผจญภัยกับเจ้าไดโนเสาร์น้อยยชชี่ และอาณาจักรเห็ด เป็นต้น ซึ่งทางสวนสนุกได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดพัฒนาขึ้น นอกจากนี้โซนซูเปอร์นินเทนโดเวิลด์ (Super Nintendo World) ยังมีเครื่องเล่นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่ผู้เล่นจะได้สวมสายรัดข้อมือ Power Up Band และเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อเก็บคะแนนผ่านการนั่งเครื่องเล่น รวมถึงการทำกิจกรรมในบริเวณต่างๆ เพื่อให้ผู้เล่นได้สนุกกับกับเกมเสมือนจริง

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.usj.co.jp


(2) โซนนิวแฟนตาซีแลนด์ (โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท)

เปิดให้บริการ : 15 เมษายน 2020

 

© Disney

 

© Disney

 

สวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland) ได้ขยายพื้นที่สร้างโซนนิวแฟนตาซีแลนด์ (New Fantasyland) ภายในธีม “Enchanted Tale of Beauty and the Beast” ตามภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” โดยจะเนรมิตปราสาทของเจ้าชายอสูร และหมู่บ้านของเบลล์ที่ปรากฏในต้นเรื่องให้มาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง พร้อมกับมีเครื่องเล่นใหม่อย่าง Enchanted Tale of Beauty and the Beast ที่เป็นถ้วยหมุนตามจังหวะเพลง ให้อารมณ์เหมือนผู้เล่นกำลังอยู่ในงานเต้นรำ และโซนที่จำลองหมู่บ้าน Maurice’s Cottage จากในภาพยนต์มาสร้างเป็นจุดกดตั๋ว Fast Pass, ร้านอาหาร La Taverne de Gaston และร้านขายของที่ระลึก Village Shoppes เป็นต้น

นอกจากโซนเครื่องเล่นแล้ว ยังมีโรงละครในร่มแห่งแรกของโตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Fantasyland Forest Theatre) ที่ทุกคนจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงร้องเล่นเต้นรำจากเหล่าตัวการ์ตูนดิสนีย์อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.tokyodisneyresort.jp


(3) เครื่องเล่นเดอะ แฮปปี้ ไรด์ วิท เบย์แม๊กซ์ (โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท)

เปิดให้บริการ : 15 เมษายน 2020

 

© Disney

 

© Disney

 

ฝั่งโซนทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) ได้เตรียมนำเครื่องเล่นสุดระทึกตัวใหม่ชื่อ เดอะ แฮปปี้ ไรด์ วิท เบย์แม๊กซ์ (The Happy Ride with Baymax) จากธีมภาพยนตร์ Big Hero 6 มาเพิ่มความสนุก โดยผู้เล่นจะได้ขึ้นนั่งบนยานพาหนะรูปทรงคล้ายรถลาก ที่ด้านหน้าจะมีหุ่นยนตร์เบย์แม๊กซ์ตัวใหญ่นั่งประจำการพร้อมขับพาคุณหมุนวนไปรอบ ๆ ในแบบที่ไม่สามารถคาดเดาเส้นทางได้

นอกจากนี้ ภายในฝั่งโซนทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) ยังเพิ่มร้าน The Big Pop ร้านขายป๊อบคอร์นโดยเฉพาะ ที่ขนเอาความอร่อยของป๊อปคอร์นรสใหม่ในราคา 500 เยน ได้แก่รสคาราเมลชีส รสนมสตอเบอร์รี่ และรสคุกกี้ครีม มาไว้ที่นี่ที่เดียว ภายในร้านได้ตกแต่งสไตล์อวกาศ ให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังท่องอยู่ในโลกแห่งจักวาล รวมถึงยังมีร้านขายของที่ระลึกที่มีสินค้ามากมาย โดยพื้นที่โซนใหม่เหล่านี้จะเปิดให้บริการในวันที่ 15 เมษายน ปี 2020 นี้ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 37 ปีของสวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แลนด์ (Tokyo Disneyland)

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.tokyodisneyresort.jp


(4) โซนแสดงแมงกะพรุน (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซุมิดะ)

เปิดให้บริการ : ปลายเดือนเมษายน 2020

 

© Sumida Aquarium

 

© Sumida Aquarium

 

ช่วงปลายเดือนเมษายน ปี 2020 นี้ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซุมิดะ (Sumida Aquarium) แห่งโตเกียวสกายทรี (Tokyo Sky Tree) ได้กลับมาให้บริการอีกครั้ง พร้อม 3 โซนใหม่อย่างอควาแล๊บ (Aqualab) และโซนอควาแกลอรี่ (Aqua Gallery) ที่เป็นโซนแท๊งค์น้ำขนาดใหญ่ 7 เมตร สามารถรับชมการเพาะพันธุ์ของแมงกะพรุนมากกว่า 500 ตัวได้อย่างใกล้ชิด โดยมีไฮไลท์คือพื้นกระจกใสที่ยื่นออกมาเหนือน้ำ ให้ความรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนผิวน้ำจริงๆ และโซนซุมิดะเสตจ (Sumida Stage) ที่เปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้วิถีกระบวนการเพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์ของแมงกะพรุนจากเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.sumida-aquarium.com


ที่มา : www.jnto.or.th

เทศกาลประจำฤดูใบไม้ผลิ “โจซังเคออนเซ็น เคริวโคอิโนโบริ”

เข้าสู่ปีที่ 33 แล้วสำหรับเทศกาลประจำฤดูใบไม้ผลิ “โจซังเคออนเซ็น เคริวโคอิโนโบริ”

ย้อนไปเมื่อปีโชวะที่ 62 (ค.ศ. 1987) เทศกาล “เคริวโคอิโนโบริ” นี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อให้เป็นหนึ่งในความทรงจำของเมืองออนเซ็น โดยจะจัดในช่วงโกลเด้นวีคหรือช่วงวันเด็กผู้ชาย ที่ยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่และเป็นช่วงที่ซากุระกำลังเข้าสู่ช่วงบานเต็มที่

เราจะได้เห็นธงปลาคาร์พทั้งขนาดเล็กและขาดใหญ่สุดตระการตามากกว่า 400 ตัวแหวกว่ายด้วยสายลมที่พัดผ่านอยู่เหนือแม่น้ำโทโยฮิระ

อย่าลืมมาชมใบไม้เปลี่ยนสีและซากุระสวย ๆ ที่บานสะพรั่งที่โจซังเคกันนะ

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก >

มาทำความรู้จักกับตุ๊กตาแม่ลูกดก..ของฝากสุดฮิตจากรัสเซีย


“ตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือที่เราเรียกว่า Matryoshkas ของฝากสุดฮิตจากรัสเซีย ซึ่งหลายๆคนที่ซื้อกลับมาจากรัสเซียก็มักพอรู้จักกับความหมายของตุ๊กตาแม่ลูกดกกันไปบ้างแล้ว วันนี้เราเลยจะพาทุกคนมารู้จักกับประวัติความเป็นมาของตุ๊กตาแม่ลูกดกกันบ้าง เผื่อเวลาซื้อไปฝากผู้หลักผู้ใหญ่เราจะได้อธิบายได้ครบถ้วน ว่าแต่เจ้าตุ๊กตานี้มันมีประวัติความเป็นมายังไงบ้างลองไปดูกันเลย”

ตุ๊กตาแม่ลูกดก เป็นตุ๊กตาที่ซ้อนกันหลายๆชั้น ทำจากไม้เนื้อนิ่ม เช่น ไม้เบิร์ช โดยตัวสุดท้ายของตุ๊กจะมีขนาดเล็กสุด และจะตัน ไม่มีแขน ขา แต่ช่างจะใช้วิธีการวาดแขน ขา ลงไปบนตัวของตุ๊กตา และเคลือบเงาให้มีความสวยงาม ส่วนความปราณีตของลวดลายและวิธีการทำตุ๊กตานั้นก็จะมีผลต่อราคาอีกด้วย ซึ่งจะมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นรูเบิลเลยทีเดียว

ส่วนลวดลายที่เรามักเห็นบ่อยๆก็จะเป็นผู้หญิงรัสเซียใส่ผ้าคลุม เป็นเด็กผู้หญิงหน้าตากลมๆ น่ารักๆ แววตาดูสดใส สวมชุดที่สวมจะเรียกว่า “ซาราฟัน” มีทรงผมที่งดงามและทับด้วยผ้าคลุมผมอีกรอบ หรือแม้กระทั่งลวดลายที่ทำล้อเลียนนักการเมืองต่างๆก็มีด้วยเช่นกัน

ตามตำนานเชื่อกันว่าพระชาวรัสเซียเป็นคนนำวิชาทำตุ๊กตาไม้มาจากเกาะฮอนชูของญี่ปุ่น มื่อมาถึงรัสเซียแล้วจึงผสมผสานวิชาศิลปะท้องถิ่นเข้าไป เช่น แนวคิดการซ่อนตุ๊กตาของชาวรัสเซีย จนกระทั่งมีการผลิตในหลายพื้นที่ และลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งชาวรัสเซียเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความมีชีวิตยืนยาว และเครื่องหมายอันเป็นมงคลนั่นเอง

10 จุดเช็คอินไม่ควรพลาด..ในจอร์เจีย


หลายคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวคงรู้จักกับ ประเทศจอร์เจีย กันไปบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ รอบนี้เลยอยากมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจอร์เจีย ให้ทุกคนได้รู้จักมากขึ้นว่าสวยงามแค่ไหน และมีสถานที่ตรงไหนที่ไม่ควรพลาดบ้าง หากได้แพลนเดินทางไปเที่ยว

(1) Gergeti Trinity Church

โบสถ์เกอร์เกติ

โบสถ์เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากของประเทศจอร์เจีย ที่เป็นเหมือนหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศจอเจียร์ไปแล้ว หากใครมาก็ต้องเดินทางมาถ่ายภาพที่โบสถ์แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาคัสเบกิ (Kazbegi) ใกล้ๆ กับเมืองคัสเบกิ (Kazbegi) ทางขวามือของแม่น้ำ Chkheri และด้านหลังของโบสถ์นั้นเป็นวิวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก โบสถ์เกอร์เกตินี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 14 พร้อมกับหอระฆังที่อยู่ด้านข้าง และยังเป็นโบสถ์ที่สามารถมองเห็นเมืองคัสเบกิที่สวยงามมากๆได้ด้วย


(2) Gelati Monastery

อารามจีลาติ

อดีตอารามหลวงเก่าของเมือง Kutaisi ซึ่งถูกค้นพบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ.1994 ภายในบริเวณอารามแบ่งเป็นสองส่วนคือโบสถ์เซนต์ นิโคลาส (St. Nicholas) และโบสถ์เซนต์ จอร์จ (St.George) โดยในโบสถ์เซนต์นิโคลัสนั้น มีภาพเขียนสีเฟรสโกที่สวยงามตระการตามากมายหลายภาพ บอกเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา บริเวณโดมขนาดใหญ่ของโบสถ์เป็นภาพพระแม่มารีที่ใช้กระเบื้องโมเสกสีทองประดับตกแต่งกว่า 2 ล้านชิ้น ถือว่าเป็นภาพที่สวยงามมาก


(3) Uplistsikhe

เมืองเก่าอัพลิสต์ชิเคห์

เมืองถ้ำเก่าแก่ของจอร์เจียที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ที่สร้างตั้งแต่ช่วงแรกๆของยุคหิน โดยเจาะหินภูเขาและใช้เป็นที่อยู่อาศัย และเป็นสถานที่สำคัญต่างๆในชุมชน ในอดีตใช้เป็นเส้นทางการค้าขายสินค้าจากอินเดียไปยังทะเลดำ และต่อไปถึงทางตะวันตก ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเหนือ ส่วนกลาง และส่วนใต้


(4) Ananuri Fortress

ป้อมอนานูรี

เป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีความสวยงามมากอีกแห่งของจอร์เจียโดยสันนิษฐานกันว่าที่นี่ได้ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ภายในสถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยปราสาท โบสถ์และ ป้อมปราการที่สวยงาม รวมทั้งล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติทั้งแม่น้ำ ภูเขาที่สวยงามเช่นกัน


(5) Memorial of Friendship

อนุสรณ์สถานรัสเซีย-จอร์เจีย

อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 1983 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันดีของประเทศจอร์เจียและประเทศรัสเซีย โดยอนุสรณ์สถานนี้ตั้งอยู่บน Devil’s Valley ระหว่างเมืองกูดาอูรีและคาซเบกี เป็นอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม ภายในมีการวาดภาพประวัติศาสตร์ของประเทศจอร์เจียและประเทศรัสเซียไว้ ซึ่งหอนุสรณ์สถานนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาที่มีความสวยงามอย่าง คอเคซัส อีกด้วย


(6) Ali and Nino Monument

อนุสาวรีย์อาลีและนีโน่

งานสถาปัตยกรรมโลหะสมัยใหม่รูปคู่รักชายชาวอาเซอร์ไบจานและหญิงสาวชาวจอร์เจียในนวนิยายท้องถิ่น มีขนาดสูง 8 เมตร ตั้งอยู่ริมทะเลดำ เมืองบาทูมี ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงความรักของหนุ่มสาวต่างเชื้อชาติและศาสนา และยังแสดงถึงสันติภาพระหว่างประเทศจอร์เจีย และอาร์เซอไบจานด้วย ถือว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจเลยทีเดียว


(7) Svetikhoveli Cathedral

วิหารสเวติสเคอเวรี

เป็นวิหารที่สร้างราวศตวรรษที่ 11 เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของจอร์เจียร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางที่ทำให้ชาวจอร์เจียเปลี่ยนความเชื่อ หันมานับถือศาสนาคริสต์ และให้ศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาประจำชาติของจอร์เจียเมื่อปี ค.ศ.337 รวมทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจอร์เจีย


(8) Bagradi Cathedral

มหาวิหารบากราติ

มหาวิหารที่ตั้งตามชื่อของพระเจ้าบากราติที่ 3 กษัตริย์ผู้ทรงรวมจอร์เจีย สร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ตั้งอยู่ที่เมืองคูไตซี เป็นมหาวิหารที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมของยุคกลางได้อย่างชัดเจน


(9) Peace Bridge

สะพานสันติภาพ

สะพานหลังคาโค้งสวย โดดเด่นด้วยกระจกสีเขียว ตัวสะพานมีความยาว 150 เมตร เป็นสะพานคนเดินที่ข้ามแม่น้ำคูราเพื่อเชื่อมระหว่างตัวเมืองเก่า และตัวเมืองใหม่ทบิลิซี โครงสร้างหลักของสะพานทำมาจากเหล็กและกระจกใส เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2010 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเลย ถ้ามีโอกาสเดินทางไปประเทศจอร์เจีย


(10) Narikala Fortress

ป้อมปราการนาริกาลา

ที่นี่เป็นป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์วรรษที่ 4 มีการเปลี่ยนมือผู้ปกครองมากมาย ทั้งช่วงอาหรับ มองโกล เปอร์เซีย เติร์ก รัสเซีย ภายในมีโบสถ์นักบุญนิโคลาสให้ได้ชมความสวยงามอีกด้วย ซึ่งที่นี่จะมีบริการกระเช้าไฟฟ้าจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน และระหว่างนั่งกระเช้าก็ยังไม่ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองทบิลิซีอีกด้วย

 

มาทำความรู้จักกับ “จอร์เจีย” ดินแดนสุดขอบทวีปเอเชียกับวิวธรรมชาติสุดอลัง


มาทำความรู้จักกับจอร์เจีย

“จอร์เจีย” เป็นประเทศเล็กๆที่น่ารักมีความผสมผสานระหว่างเอเชีย และยุโรปเข้าด้วยกัน เพราะ “จอร์เจีย” นั้นเป็นประเทศที่อยู่เกือบสุดพรมแดนของทวีปเอเชีย และอยู่ใกล้กันกับทวีปยุโรป โดยทิศเหนือจะติดกับประเทศรัสเซีย มีเทือกเขาคอเคซัสเป็นตัวแบ่งพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ทิศใต้ติดกับประเทศอาร์มีเนียและตุรกี ทิศตะวันออกติดกับประเทศอาเซอร์ไบจาน ส่วนทิศตะวันตกติดกับชายฝั่งทะเลดำ

แผนที่ประเทศจอร์เจีย

จอร์เจีย ประเทศนี้นับว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 2500 ปี มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่ มีเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม ที่สำคัญคนไทยสามารถเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ถึง 365 วัน รวมทั้งค่าครองชีพยังถูกเหมือนบ้านเรา จึงไม่แปลกที่เราจะสามารถแพลนเที่ยวได้สบายๆ

ค่าเงินของ จอร์เจีย

ประเทศจอร์เจียใช้สกุลเงินที่ชื่อว่า ลารีจอร์เจีย (GEL) 1 ลารีจอร์เจีย (GEL) = ประมาณ 11.21 (เรทแล้วแต่ช่วง) ที่สำคัญไม่มีร้านแลกเงินในไทยเปิดแลกสกุลเงิน ลารีจอร์เจีย หากจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่จอร์เจียนั้นแนะนำให้แลกสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และหรือยูโร (EUR) ไปจากเมืองไทยก่อน และเมื่อเดินทางไปถึงจอร์เจียแล้วค่อยไปแลกเป็นสกุลเงิน ลารีจอร์เจีย

เที่ยว “จอร์เจีย” เดือนไหนดี

เราสามารถเลือกท่องเที่ยว จอร์เจียได้ 4 ฤดู ซึ่งแต่ละช่วงฤดูก็มีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-24 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่อากาศเย็นสบายเหมาะกับการออกเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุด ต้นไม้ใบไม้จะมีสีเขียว สามารถแต่งตัวชิวๆใส่แค่เสื้อกันหนาวแขนยาวก็อยู่ได้แล้ว ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวมากๆ

ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16-31 องศาเซลเซียส อุณหภูมิจะสูงขึ้นมาอีกหน่อย หากใครที่ขี้หนาว หรือไม่ชอบอากาศเย็นๆสามารถมาเที่ยวช่วงนี้แทนได้ วิวก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง

ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน-พฤศจิกายน) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 4-20 องศาเซลเซียส ช่วงนี้ที่จอร์เจียจะเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศจะเหลืองๆ ส้มๆ แต่งแต้มเมืองให้มีสีสันดูสวยงามมากขึ้น แต่อากาศก็จะเย็นนิดนึง หรืออาจจะมีลมแรงๆหากอยู่ที่สูงๆ หากใครขี้หนาวควรเตรียมเสื้อกันลมไปด้วย

ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -3 ถึง 8 องศาเซลเซียส ช่วงนี้อากาศก็จะหนาวมากๆ และมีหิมะตกจนขาวโพลนไปหมด ใครที่ชอบหิมะและสภาพอากาศแบบนี้ก็แนะนำฤดูหนาวเลย แต่อาจจะต้องเตรียมเสื้อผ้าเยอะหน่อย และหากขึ้นเขาหรืออยู่ที่สูงๆอาจจะหนาวและลมแรงมากๆ แต่บอกเลยว่าฤดูหนาวจอร์เจียก็สวยงามไม่แพ้ยุโรปประเทศอื่นๆเลย

สายหวานห้ามพลาด รวมของหวานขึ้นชื่อที่”อิตาลี”


เอาใจสายหวานกันบ้าง พอพูดถึงของหวานก็ต้องเป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คนแน่นอน ครั้งนี้เลยอยากมาแนะนำของหวานขึ้นชื่อที่ “อิตาลี” ว่ามีอะไรบ้างที่น่าทาน และอร่อยบ้าง หากเพื่อนๆคนไหนมีโอกาสได้ไปเที่ยว จะได้ลองกันชิมกันว่าอร่อยสมคำร่ำลือแบบที่หลายๆคนพูดกันจริงไหม และถือว่าเป็นการสัมผัสรสชาติสุดแปลกที่ต่างแดนอีกด้วย

(1) Gelato ไอศครีมอิตาเลี่ยน

ไอศครีมสุดโด่งดังของอิตาลี มีหลากหลายรสชาติให้เลือกเลย ไม่ว่าจะเป็นรสชาติแบบดั้งเดิม ทั้งวนิลา ช็อคโกแล็ต หรือรสผลไม้ เช่น เชอร์รี่ เมล่อน องุ่น หรือแม้กระทั่งรสที่เราไม่เคยได้ยิน และไม่ว่าจะมุมไหนๆของอิตาลีก็มักจะมีร้านขายไอศรีมอิตาเลียนเต็มไปหมด หาลองแบบไม่ยากเลย หากไปเจอต้องลองชิมรสชาติแบบที่บ้านเราไม่มีขายนะ ลองดูสิว่าอร่อย ฟิน แค่ไหน

(2) Tiramisu เค้กทีรามิสุ

เป็นเค้กที่หลายคนพูดว่าไม่มีเค้กอะไรที่อร่อยเท่าเค้กทีร่ามิสุนุ่มๆอีกแล้ว เพราะเนื้อเค้กชุ่มฉ่ำไปด้วยกาแฟสลับกับครีมสด และผสมด้วยชีสสลับไปมาหลายๆชั้น โรยหน้าด้วยผงโกโก้สุดเข้มข้น แค่นึกถึงก็ฟินสุดๆแล้ว และเค้กทีรามิสุนี้ถือว่าเป็นของหวานสุดอร่อยประจำชาติของอิตาลีเลย ชื่อเสียงขนาดนี้ไม่ลองไม่ได้แล้วว

(3) Panna Cotta เพนนา คอตตา

ขนมหวานนี้ คือ พุดดิ้งที่ทำจากครีม ที่มักจะเสิร์ฟพร้อมกับคาราเมล ซอสช็อคโกแลต หรือผลไม้พวกเบอร์รี่ หรือบางร้านอาจจะดัดแปรงให้มีความน่าทานมากขึ้น โดยดัดแปลงเนื้อพุดดิ้งให้มีความหลากหลาย เพิ่มความแปลกใหม่และน่าทานขึ้นไปอีก เป็นอีกหนึ่งขนมหวานที่น่าลองสุดๆ

(4) Tart ทาร์ต


ขนมอบหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพายทำด้วยแป้งบางๆ กรอบๆ มีรสชาติหลากหลาย ส่วนรสชาติที่ฮิตที่สุดก็คือ ผลไม้ โดยเฉพาะมะนาว รสครีม และตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี่ด้านบน แบบน่าทานมากๆ

(5) Cookie คุกกี้

อิตาลีนอกจากจะมีขนมหวานอร่อยๆหลายอย่างแล้ว ยังมีคุกกี้อีกที่อร่อยไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคุกกี้ชิ้นเล็กๆที่ขายตามคาเฟ่ ทานคู่กับกาแฟ หรือโกโก้ร้อนจะอร่อยมากๆ ขอแนะนำรสชาติ คานโนลี เป็นครีมนุ่มๆ รสวนิลา ห่อด้วยแป้งกรอบๆ หรือจะเป็นคุกกี้กลมๆรสอัลมอนด์ก็อร่อยมากๆ

ทัวร์ญี่ปุ่น 2566 แนะนำ 15 จุดชมซากุระถ่ายรูปสวยทั่วญี่ปุ่น

61 Hanami Festival Rev 2 M

Sakura Japan แนะนำ 15 จุดชมซากุระถ่ายรูปสวยทั่วญี่ปุ่น


Sakura Japan – เมื่อใกล้ถึงช่วงฤดูกาลของเทศกาลซากุระ มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องตื่นเต้นกับเทศกาลนี้ เพราะทั่วทั้งญี่ปุ่นจะกลายเป็นสีชมพู สวยสดใสมากๆ รวมทั้งอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ก็เหมาะกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นในวันหยุดยาวอย่างช่วงสงกรานต์ และหลายๆครอบครัวคงเริ่มแพลนเที่ยวช่วงเทศกาลนี้กันแล้ว ครั้งนี้เลยอยากมาแนะนำจุดชมซากุระทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่ใต้ ไล่ขึ้นมาทางเหนือสุดของญี่ปุ่นว่ามีที่ไหนน่าสนใจบ้าง พร้อมช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ ทัวร์ญี่ปุ่น 2566 ลองไปชมกันเลยค่ะ

 

(1) สะพานคินไตเคียว ยามางุชิ

ช่วงเวลา : ต้นเมษายน – กลางเมษายน

 

Cherry Blossom Full Bloom At Kintaikyo Bridge

ด้วยลักษณะความสวยงามของสะพานที่ไม่เหมือนใคร สะพานคินไตเคียวจึงถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 สะพานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลย และเมื่อบริเวณนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เดือนเมษายน บริเวณรอบๆสะพานจะเต็มไปด้วยดอกซากุระ ซึ่งเทศกาลชมซากุระจะถูกจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี รวมทั้งในช่วงกลางคืนก็จะมีการประดับตกแต่งไปด้วยแสงไฟ ส่วนกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ การล่องเรือชมสะพานที่ถูกล้อมรอบไปด้วยดอกซากุระที่บานสะพรั่ง


(2) ปราสาทฮิเมจิ เฮียวโงะ

ช่วงเวลา : ต้นเมษายน – กลางเมษายน

36 Himeji Castle Sakura

ปราสาทฮิเมจินี้เป็นสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของญี่ปุ่น และยังได้ชื่อว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย ในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี จะมีการจัดเทศกาลชมซากุระ พร้อมกับการบรรเลงเครื่องคนดนตรีโกโตะ และกลองไทโคะของคนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับดอกซากุระที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงามเลยทีเดียว


(3) โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น โอซาก้า

ช่วงเวลา : กลางเมษายน

30 Osaka Japan Mint Sakura

โรงกษาปณ์นี้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการผลิตเหรียญและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ ซึ่งด้านในมีพิธภัณฑ์เหรียญต่างๆเปิดให้เข้าชมฟรี แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากๆกลับไม่ใช่ด้านในอาคารแต่เป็นด้านนอกอาคาร เพราะมีต้นซากุระกว่า 300 ต้นหลากหลายสายพันธุ์แข่งกันบาน และเมื่อบานเต็มที่แล้วจะมีลักษณะเหมือนอุโมงค์ซากุระอย่างงดงาม โรงกษาปณ์แห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ในจุดชมซากุระสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโอซาก้า


(4) ปราสาทโอซาก้า โอซาก้า

ช่วงเวลา : ปลายมีนาคม – ต้นเมษายน

Osaka Castle With Sakura Blossom In Osaka, Japan

ปราสาทโอซาก้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมามากถึง 400 กว่าปีแล้ว ซึ่งภายในปราสาทเต็มไปด้วยต้นซากุระกว่า 600 ต้น และเมื่อเข้าสู่เทศกาลชมซากุระคนญี่ปุ่นจะชอบพาครอบครัวลูกหลานออกมาเที่ยวในบริเวณนี้กันอย่างมาก ส่วนในตอนกลางคืนที่นี่ก็จะมีการตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษ เพื่อให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้ชมทั้งตัวปราสาทและซากุระในยามค่ำคืนอย่างงดงาม เรียกได้ว่าดูซากุระไปพร้อมปราสาท อีกทั้งยังได้ชื่นชมวัฒนธรรมอันน่ารักของคนญี่ปุ่นไปพรางๆอีกด้วย


(5) วัดคิโยมิสึ เกียวโต

ช่วงเวลา : ปลายมีนาคม – ต้นเมษายน

Kiyomizu Dera Temple And Cherry Blossom Season (sakura) Spring T

ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่ถึง 1,200 ปีก่อน เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเกียวโต เมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยนะ ในบริเวณวัดนี้มีต้นซากุระมากถึง 1,000 ต้น ในช่วงซากุระบานทางวัดจะประดับไฟในตอนกลางคืนให้เข้ากับเทศกาลซากุระนี้เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งทุกคนสามารถเดินชมซากุระในบริเวณวัดได้อย่างเพลิดเพลิน ส่วนหอคอยชั้น 3 นั้นยังซ่อมอยู่แต่ก็สามารถเข้าชมได้ตามปกติค่ะ


(6) ภูเขาโยชิโนะ นารา

ช่วงเวลา : ต้นเมษายน – ปลายเมษายน

24 Yoshinoyama Sakura

ภูเขานี้มีซากุระ 3,000 ต้น และมากถึง 200 สายพันธุ์ ถือว่าเป็นสถานที่ๆมีต้นซากุระเยอะที่สุดในญี่ปุ่นเลย เราสามารถชมความสวยงามของดอกซากุระที่บานสลับสีกันอย่างสวยงามบนภูเขาแห่งนี้ได้ตลอดทั้งเดือนเมษายนของทุกปี และพื้นที่ของภูเขาโยชิโนะนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามระดับความสูง คือ (ชิโมะ เซ็นบง, นากะ เซ็นบง, คามิ เซ็นบง, โอคุ เซ็นบง) ซึ่งแต่ละส่วนนั้นซากุระจะบานไม่พร้อมกัน แต่จะบานไล่ตั้งแต่ตีนเขาไปถึงยอดเขาตามระดับความสูง


(7) ชิราคาวาโกะ กิฟุ

ช่วงเวลา : ปลายเมษายน – ต้นพฤษภาคม

36 Shirakawago Sakura

หม่บ้านชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกแห่งที่ 6 ของญี่ปุ่นที่สวยงาม และมีเสน่ห์มากๆ เพราะด้วยเอกลักษณ์การสร้างบ้านให้มีรูปทรง กัสโช่ ที่สามารถรองรับน้ำหนักหิมะได้ในช่วงฤดูหนาว ถึงที่นี่จะไม่ได้มีดอกซากุระเยอะมาก แต่ด้วยบรรยากาศของหมู่บ้านที่จุดชมวิวชิโรยาม่า และดอกซากุระที่กำลังบ้านนั้น ดูเข้ากันกับหมู่บ้านอย่างน่ารัก และสวยงาม


(8) เจดีย์ชูเรโตะ ยามานาชิ

ช่วงเวลา : ปลายมีนาคม – ต้นเมษายน

33 Chureito Sakura

เจดีย์ชูเรโตะ เจดีย์สีแดงสุดฮิตที่มีความสูง 5 ชั้น และเป็นหนึ่งในเขตพื้นที่ของ ศาลเจ้าอาราคุระ เซ็นเก็น ศาลเจ้าเก่าแก่ที่คนญี่ปุ่นนิยมไปกราบไหว้ขอพรกัน จากตัวศาลเจ้าต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกประมาณ 400 ขั้น ถึงจะเจอจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ และตลอดทางเดินทางศาลเจ้าไปด้านบนเจดีย์นั้นก็จะเต็มไปด้วยดอกซากุระที่แข่งกันบานสะพรั่งอย่างสวยงาม


(9) แม่น้ำเมกุโระ โตเกียว

ช่วงเวลา : ปลายมีนาคม – ต้นเมษายน

Maguro River

เมกุโระ แม่น้ำเล็กๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวโตเกียว และมีความยาวราว 8 กิโลเมตร อยู่ใกล้กับย่านชิบูย่า เป็นอีกหนึ่งจุดชมซากุระยอดฮิตในโตเกียวเลย โดยริมสองฝั่งแม่น้ำจะเรียงรายไปด้วยต้นซากุระกว่า 830 ต้น เมื่อดอกซากุระริมสองฝั่งแม่น้ำบานก็จะโค้งเข้าหากันเหมือนกับอุโมงค์ซากุระอยู่เหนือแม่น้ำ ส่วนในตอนกลางคืนก็จะมีการประดับไปด้วยโคมไฟอย่างสวยงาม ถือว่าเป็นจุดชมซากุระ ที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียวเลย


(10) ชิโดริงะฟุชิเรียวคุโด โตเกียว

ช่วงเวลา : ปลายมีนาคม – ต้นเมษายน

69 Chidorigafuchi Tokyo Tower Sakura

อีกหนึ่งจุดชมซากุระที่สวยที่สุดอีกแห่งของโตเกียว ซึ่งอยู่ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียล ในช่วงเทศกาลซากุระที่นี่จะมีการประดับไฟ และสะท้อนกับดอกซากุระอย่างสวยงาม ส่วนกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ การล่องเรือชมซากุระ หรือชมซากุระในช่วงกลางคืนที่ประดับไปด้วยแสงไฟก็โรแมนติกแบบสุดๆ


(11) หมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ อะคิตะ

ช่วงเวลา : กลางเมษายน – ปลายเมษายน

97818154 Building In Kakunodate

หมู่บ้านซามูไรแห่งนี้มีซากุระที่ชื่อว่า ซากุระพันธุ์ดอกย้อย ให้เราได้เดินเที่ยวชมกัน ซึ่งตามริมถนนเราจะเห็นซากุระย้อยห้อยกิ่งลงมาอวดอย่างสวยงาม ว่ากันว่าในสมัยเอโดะ ตระกูลของซามูไรเมืองนี้ได้นำต้นซากุระดอกย้อยหลายต้นจากเกียวโตมาปลูก เพื่อแข่งกันว่าซากุระของใครจะออกดอกสวยงามกว่ากัน ปัจจุบันเลยกลายเป็นต้นซากุระที่ออกดอกอย่างสวยงามให้เราได้ชื่นชม


(12) สวนฟุนะโอกะ มิยางิ

ช่วงเวลา : กลางเมษายน – ปลายเมษายน

23 Funaoka Castle Sakura

สวนฟุนะโอกะแห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น และช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปีที่สวนนี้จะมีการจัดเทศกาลชมซากุระ (Shibata Sakura Matsuri) ซึ่งไฮไลท์ที่นิยมมากๆของช่วงซากุระ คือการนั่งรถราง ลอดผ่านอุโมงค์ซากุระระหว่างทางขึ้นไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่อยู่บนยอดเขาด้วยระยะทางราว 300 เมตร ซึ่งเราจะได้เจอกับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยดอกซากุระอย่างสวยงาม รวมทั้งบนยอดเขายังสามารถชมวิวแม่น้ำชิโรอิชิงะวะ ที่มีต้นซากุระเรียงรายตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำอย่างสวยงาม


(13) ฮิโตะเมะเซ็มบงซากุระ มิยางิ

ช่วงเวลา : ต้นเมษายน – ปลายเมษายน

64 Hitome Senbonzakura

หรือที่เรียกว่า “ซากุระ 1,000 ต้น” นั่นเอง ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำชิโรอิชิซึ่งไม่ไกลกับสวนฟุนะโอกะ ความพิเศษของซากุระที่นี่จะอยู่ที่ต้นซากุระกว่า 1,200 ต้น ทอดตัวเป็นแนวยาวประมาณ 8 กิโลเมตร บริเวณริมแม่น้ำชิโรอิชิ และยิ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเรายังสามารถมองเห็นเทือกเขาซาโอที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอยู่ด้านหลังตัดกันกับสีสันของดอกซากุระ ซึ่งให้วิวที่งดงามมากๆ และในตอนกลางคืนที่นี่ก็จะมีการประดับไฟให้เราชมความสวยงามในบรรยากาศที่ดูแตกต่างในช่วงกลางวันอีกด้วยนะ ในช่วงเดือนเมษานี้หากใครมีแพลนเที่ยวชมซากุระ ที่นี่ก็เป็นอีก 1 สถานที่ที่สวยงามอยากแนะนำให้ลองไปชมสักครั้ง


(14) สวนฮิโรซากิ อาโอโมริ

ช่วงเวลา : ปลายเมษายน – ต้นพฤษภาคม

54241519 Aomori Hirosaki Cherry Blossom Festival

ภายในสวนแห่งนี้นอกจากจะมีปราสาทฮิโรซากิที่เปิดให้ชมแล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งจะมีการจัดเทศกาล Hirosaki Cherry Blossom Festival เป็นประจำทุกปี ซึ่งดอกซากุระภายในสวนล้อมรอบตัวปราสาทฮิโรซากิอย่างงดงาม รวมทั้งดอกซากุระภายในสวนนี้ที่ล่วงโรยลงผืนน้ำทำให้ทำให้กลีบซากุระปกคลุมแม่น้ำอย่างสวยงาม เหมือนแม่น้ำเป็นสีชมพูเลย


(15) ป้อมดาวโกะเรียวคะคุ ฮอกไกโด

ช่วงเวลา : ปลายเมษายน – ต้นพฤษภาคม

Cherry Blossom Hakodate Garden Near Goryokaku Tower .

หรือที่เราเรียกกันว่า “ป้อมดาว 5 แฉก” 1 ในสถานที่ชมซากุระสุดฮิตของเมืองฮาโกดาเตะ ซึ่งไอไลท์อยู่ที่ จุดชมวิวบนหอคอยเมื่อเรามองลงมาด้านล่างจะเห็นสวนสาธารณะเป็นรูปดาว 5 แฉก และเมื่อถึงฤดูชมซากุระก็จะให้วิวทิวทัศน์อย่างงดงาม และในตอนกลางคืนที่นี่ก็มีการประดับไฟให้สวยงามมากขึ้นอีกด้วย

โปรแกรมชมซากุระทั่วญี่ปุ่น คลิก >> https://siamorchardgroup.com/program-home-4/