เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันกับ 5 เมืองสุดโรแมนติก

เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝันกับ 5 เมืองสุดโรแมนติก

“เมื่อเอ่ยถึง สวิตเซอร์แลนด์ น่าจะเป็นประเทศในฝันอันดับต้นๆ ของหลายคน เพราะมีทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงาม เต็มไปด้วยเทือกเขาสูงใหญ่อย่าง มัทเทอร์ฮอร์น รวมทั้งกิจกรรมในการท่องเที่ยวก็หลากหลาย ทั้งล่องเรือ นั่งกระเช้าขึ้นยอดเขา นั่งรถไฟท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก และเมืองเก่าที่บรรยากาศราวกับอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยาย ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เลยทำให้สวิสเป็นประเทศในฝันที่ใครก็อยากไปเยือนให้ได้สักครั้ง”

ครั้งนี้ เราเลยได้รวบรวม  5 เมืองน่าเที่ยวของสวิสมาให้ทุกคนได้ชมกันว่าจะมีเมืองไหนน่าไปบ้าง ไปดูกันเลย

1 มงเทรอซ์ เมืองปราสาทสวยริมทะเลสาบ

“ปราสาทเชียง” ปราสาทที่สวยที่สุดของสวิส

ที่นี่เป็นเมืองพักตากอากาศขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไรนัก ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบเจนีวา ซึ่งเมืองนี้มีปราสาทที่สวยมากๆ อยู่ใกล้ๆ ชื่อ ปราสาทเชียง เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังและสวยงามมากๆแห่งหนึ่งเลย ตัวปราสาทมีขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะพิเศษตรงที่สร้างลงไปในทะเลสาบเจนีวา โดยมีสะพานเชื่อมกับชายฝั่ง และยังเป็นปราสาทที่มีชาวสวิสนิยมเข้าชมมากที่สุดอีกด้วย

2 อินเทอร์ลาเก้น เมืองแห่งภูเขาและทะเลสาบ

“สะพานสองทะเลสาบ” จุดชมวิวที่ใกล้กับเมือง อินเทอร์ลาเก้น

อินเทอร์ลาเก้น เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างจุดเชื่อมของสองทะเลสาบ โดยมีแม่น้ำอาเร ไหลผ่านจากทะเลสาบ Brienz ไปทะเลสาบ Thun ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 5,000 คน และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของสวิสอีกด้วย

ซึ่งเมืองนี้ก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเพราะเมืองนี้เป็นที่ตั้งของสถานีทางผ่านที่ขึ้นไปยังยอดเขาจุงเฟรา ยอดสถานีที่สูงที่สุดของยุโรป และยังเป็นเส้นทางที่มีธรรมชาติสวยงามในทุกช่วงฤดูเลย

นอกจากสถานีรถไฟไปยังยอดเขาจุงเฟราแล้ว เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง รวมทั้งกิจกรรมที่ให้อารมณ์ผ่อนคลายของนักท่องเที่ยวอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น เดินเล่นย่านเมืองเก่า ล่องเรือชมทะเลสาบ Thun และ ฺBrienz หรือจะนั่งรถไฟเที่ยวไปตามยอดเขาที่สวยงามต่างๆ

3 ลูเซิร์น เมืองแห่งการท่องเที่ยวของสวิตเซอร์แลนด์

ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของสวิสเลย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องมาแวะที่เมืองนี้ก่อนเสมอ รวมถึงที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Tilis, Pilatus และ Rigi นอกจากนี้ในเมืองก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองอย่าง สะพานไม้ชาเปลและหอคอยกลางน้ำ กำแพงเมืองเก่า ถนนช้อปปิ้ง และวิหารที่สวยงามอีกหลายแห่งด้วยกัน

“สะพานไม้ชาเปล” สัญลักลักษณ์แห่งเมืองลูเซิร์น
วิวเมืองลูเซิร์น
กระเช้าขึ้นยอดเขา Tilis ชมวิวแบบ 360 องศา

4. เซอร์แมท เมืองเล็กๆที่แสนโรแมนติก

เซอร์แมท หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขาลึกของสวิส ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขามัทเทอร์ฮอร์น เป็นเมืองที่อยู่ค่อนข้างไกลมากๆ และเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ชอบความเงียบสงบ และต้องการสัมผัสบรรยากาศของ มัทเทอร์ฮอร์น แบบเต็มอิ่ม

 

ซึ่งเมืองแห่งนี้มีทั้งสถานีรถไฟ กระเช้า สำหรับการเดินทางขึ้นไปชมความสวยงามของมัทเทอร์ฮอร์น นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ถนนสายช้อปปิ้ง และสีสอร์ทสวยๆให้เราได้เลือกใช้บริการกันอีกด้วย ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของเมืองนี้เราก็สามารถมองเห็นยอดเขา มัทเทอร์ฮอร์น ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 8 กม. ได้อย่างชัดเจน

ส่วนการเดินทางของเมืองนี้รถยนต์ส่วนบุคคลจะสามารถเข้าไปได้แค่เมือง Tasch เท่านั้น ซึ่งจะมีจุดจอดรถให้นักท่องเที่ยวและต้องใช้บริการรถสาธารณะเข้าไป ทั้งนี้เพื่อจำกัดการวิ่งของรถยนต์ในเมือง หรือ ที่เรียกว่า car-free town นั่นเอง

5. Locarno เมืองแห่งเทศกาลหนังริมทะเลสาบ

เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆ อิตาลี เมืองนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากอิตาลีเล็กน้อย และเมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่สำคัญอย่างพระแม่มารีด้วย ซึ่งมีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

โบสถ์พระแม่มารี Madonna del Sasso

เมืองนี้ถือว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศริมทะเลสาบชั้นดีและมีอากาศที่อุ่นสบาย และยังถือว่าเป็นที่รู้จักกันในเทศกาลภาพยนตร์ที่โด่งดัง ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของทุกปี (ช่วงสิงหาคม) โดยมีการฉายหนังที่โรงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสามารถจุคนเข้าชมได้ถึง 8,000 คนเลยทีเดียว

จตุรัส Piazza Grande ที่จัดเทศกาลหนัง

9 ข้อที่ควรรู้…ก่อนไปอิตาลี


ก่อนที่เราจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศนั้นอย่างน้อยเราก็ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของประเทศที่เราจะไปก่อนเสมอว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนน่าสนใจบ้าง ผู้คนเป็นยังไง มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษไหม ที่สำคัญเพื่อความสนุกสนานและราบรื่นในการเดินทางตลอดทริปนั้นๆ ของเรา

วันนี้เลยลองนำ 9 เรื่องที่ต้องรู้ของประเทศอิตาลีมาให้ดูกันว่ามีเรื่องอะไรที่เราควรรู้เป็นพื้นฐานก่อนจะออกเดินทางบ้าง ไปดูกันเลย ..

1. คนอิตาลีใช้รถไฟในการเดินทางเป็นหลัก

อิตาลีเป็นประเทศที่มีรถไฟครอบคลุมทั่วประเทศ จึงทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนนั้นสะดวกมากๆ ซึ่งรถไฟนั้นก็มีให้เราได้เลือกขึ้น 2 แบบ คือ

รถไฟท้องถิ่น รถไฟประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องจองตั๋วล่วงหน้าเลย สามารถไปซื้อตั๋วได้ในระยะเวลาใกล้ๆ เพราะราคาเท่ากัน โดยตั๋วจะมีอายุ 3 เดือน หลังจากที่เราซื้อ ก่อนจะขึ้นรถไฟต้องนำตั๋วไปตอกบัตรก่อนใช้ทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับหากเจ้าหน้าที่ตรวจเจอ

รถไฟความเร็วสูง เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างเมืองใหญ่ๆ เช่น โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ เวนิส ควรจองตั๋วล่วงหน้าเพราะจะได้ราคาที่ถูกกว่า และควรจองที่นั่งด้วยเพราะเป็นรถไฟที่ได้รับนิยมมากๆ มีคนจำนวนมากรวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้เดินทางข้ามเมืองเป็นจำนวนมาก

2. ห้องน้ำสาธารณะในอิตาลีหายาก

วิธีที่ดีที่สุดคือเข้าในร้านคาเฟ่หรือร้านอาหาร หรือตามพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ที่มีห้องน้ำให้ใช้บริการฟรี สำหรับสาวๆ ควรพกทิชชู่เปียกไว้เช็ดที่รองนั่งด้วยนะจ๊ะ เพราะห้องน้ำบางแห่งไม่มีที่รองนั่งให้

3. ควรข้ามถนนตรงสัญญาณไฟแดง หรือทางม้าลายเท่านั้น

เพราะคนอิตาลีขับรถค่อนข้างใจร้อนมาก ดูรีบเร่ง และบีบแตรใส่กันบ่อยๆ ดังนั้นต่อให้ข้ามถนนบนทางม้าลายหรือตรงสัญญาณไฟแดงก็ควรดูให้ดีก่อน เพราะชอบมีรถยนต์ชอบฝ่าไฟแดงอยู่บ่อยครั้ง

4. ก่อนซื้อกาแฟต้องเช็คราคาให้ดี

คนอิตาลีชอบดื่มกาแฟกันเป็นชีวิตจิตใจเลย และดื่มได้ทุกเวลา ถ้าสั่ง “Coffee” จะได้กาแฟเอสเพรสโซ่แก้วเล็กๆ แต่ถ้าอยากลองทานกาแฟชนิดอื่นต้องระบุให้ชัดเจน และควรดูราคาก่อนสั่งกาแฟด้วยเสมอเพราะบ้านร้านใหญ่ๆ ทำเลดีๆ ราคาค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ขายประมาณแก้วละ 5 ยูโร เลย ราคาปกติของกาแฟตกแก้วละ 1-2 ยูโร เท่านั้นเอง

5. น้ำดื่มเป็นสิ่งจำเป็น

ปกติแล้วร้านค้าทั่วไปจะขายน้ำดื่มอยู่ที่ 1-2 ยูโร ส่วนน้ำอัดลมและน้ำผลไม้จะอยู่ที่ 2-3 ยูโร ถ้าต้องการประหยัดให้ซื้อน้ำขวดใหญ่ไว้ที่โรงแรมแล้วแบ่งออกมาดื่มตอนเดินเที่ยว หรือจะรองน้ำดื่มจากน้ำพุตามแต่ละเมืองไว้ดื่มก็ได้เช่นกัน และเวลาซื้อน้ำควรอ่านฉลากดีๆ เพราะที่อิตาลีมีน้ำเปล่า 2 แบบ คือ นำแร่ธรรมชาติ และน้ำโซดาอัดแก๊ส

6. ร้าน Tabacchi ร้านสารพัดประโยชน์ที่มีของจำเป็นขาย

เช่น บัตรรถบัส ตั๋วรถไฟ น้ำ ของที่ระลึก และแผนที่ต่างๆ

7. โบสถ์ทุกแห่งในกรุงโรมสามารถเข้าชมได้ฟรี

โบสถ์ทุกแห่งในกรุงโรมสามารถเข้าชมได้ฟรี รวมทั้งมหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ที่กรุงวาติกันด้วย ส่วนโบสถ์ในเมืองอื่นๆบางแห่งก็เสียค่าเข้าชมอย่างเช่น ในเมืองฟลอเรนซ์ และควรอ่านข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนว่าด้านในมีอะไรให้ชมบ้าง ก่อนเสียเงินซื้อบัตรเข้าชม เพราะว่าโบสถ์บางแห่งมีการตกแต่งที่เรียบง่าย ไม่ได้หรูหราเท่าโบสถ์ในกรุงโรม และที่สำคัญควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยเช่นเดียวกับการไปวัดในบ้านเรา

8. เวลาทำการของร้านค้า

ร้านค้าย่อยส่วนใหญ่มักจะหยุดทำการในช่วง 13.00-15.00 น. เพราะว่าชาวอิตาลีจะมีการพักผ่อนช่วงบ่าย หลังเวลาอาหารและจะเปิดทำการปกติอีกทีในช่วงเย็น ส่วนวันอาทิตย์จะปิดทำการทั้งวันเลย

9. ระวังของมีค่า

อิตาลีเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขโจรขโมยมากๆ ดังนั้นเราควรเก็บของมีค่าไว้ให้ดี เวลาไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่คนเยอะๆ ควรเอากระเป๋ามาอุ้มไว้ด้านหน้าเพื่อความปลอดภัย เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง แต่ก็ไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปเพราะจะทำให้การเที่ยวไม่สนุกแค่ระวังไว้ก็พอ

และหวังว่า 9 ข้อนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลและเดินทางไปเที่ยวอิตาลีนะคะ

ตุรกี..ดินแดนแห่งคาบสมุทรอนาโตเลีย

ตุรกี..ดินแดนแห่งคาบสมุทรอนาโตเลีย

“ตุรกีคือตัวเลือกหนึ่งในประเทศที่หลายคนอยากไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นประเทศที่มี 2 ทวีป ระหว่างยุโรป และเอเชีย ถ้าได้ไปยืนอยู่ในสถานที่แสนมหัศจรรย์อันมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าพันปี มันคงจะดีไม่น้อย

และที่พลาดไม่ได้คือกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น การขึ้นบอลลูน แช่น้ำแร่ อาบน้ำในโรงอาบน้ำแบบตุรกี เดินเล่นที่เมือง อิสตันบูล และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ลองไปชมกันเลย…”

 

คัปปาโดเกีย

2 สิ่งที่พลาดไม่ได้จริงๆ เมื่อมาถึงที่แห่งนี้

“พักโรงแรมถ้ำ” แต่ละโรงแรมในบริเวณคัปปาโดเกีย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสไตล์โรงแรมถ้ำทั้งหมด ซึ่งจะมีบางส่วนที่เป็นถ้ำจริงๆ และที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง

“กิจกรรมขึ้นบอลลูน” ต้องบอกว่าที่แห่งนี้ เป็นจุดขึ้นบอลลูนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ซึ่งใครต่อใครที่มาที่นี่ ก็ล้วนแต่ต้องมาลองขึ้นบอลลูนชมวิวซักครั้งหนึ่งในชีวิต

“ปามุกคาเล่” หรือ ปราสาทปุยฝ้าย

มรดกโลกทางธรรมชาติของตุรกี ซึ่งเมื่อในสมัยก่อนชาวโรมันสร้างเมืองใกล้กับแหล่งน้ำแร่แห่งนี้เพื่อเป็นสถานที่พักตากอากาศ

ปราสาทอุชิซาร์

ปราสาทหินธรรมชาติขนาดใหญ่ แห่งคัปปาโดเกีย เต็มไปด้วยรู และโพลงขนาดเล็กคล้ายรังมด ดึงดูดผู้มาเยือนด้วยประวัติอันน่าสนใจและทิวทัศน์ตระการตา

โชว์ระบำหน้าท้อง

การแสดงที่หาชมได้ยากมากๆ มีเพียงไม่กี่แห่งบนโลก

นครโบราณเฮียราโปลิส

โรงละคร ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเฮียราโพลิส จุคนได้ประมาณ 12,000 คน อยู่ใกล้ๆกับปราสาทปุยฝ้าย

เอฟิซัส

เมืองมรดกโลกโบราณ ซึ่งสมัยโรมัน เอฟิซัสเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจักรวรรดิโรมันรองจากโรมที่เป็นเมืองหลวง

วิหารอโครโพลิส

ขึ้นชมมหาวิหารโบราณอโครโพลิส ด้วยการนั่งกระเช้า

อิสตันบูล

เมืองแห่งประวัตศาสตร์อันยาวนาน ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น สุเหร่าสีน้ำเงิน ฮายาโซเฟีย พระราชวังต่างๆ และตลาดชื่อดังอย่างสไปซ์และแกรนด์บาซาร์

สไปซ์ บาซาร์

แหล่งช้อปปิ้งของเมืองอิสตันบูล ที่มีสินค้ามากมาย อย่างขนมชื่อดังต่างๆ เครื่องเทศ กาแฟ สบู่ ของที่ระลึกมากมาย

ล่องเรือช่องแคปบอสฟอรัส

เป็นช่องแคบระหว่างทวีปยุโรป และเอเชีย นั่งเรือพร้อมทานอาหาร จิบไวน์ ชมวิวสองข้างทาง เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดอย่างมาก เมื่อมาอิสตันบูล

 

Evil Eye

เครื่องรางชื่อดังของชาวตุรกี เชื่อกันว่าช่วยขับไล่สิ่งที่ไม่ดีออกจากตัว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะซื้อเครื่องรางนี้ไปฝากคนที่รัก เพื่อกันสิ่งไม่ดี

ขนมชื่อดัง “เตอร์กิชดีไลท์”

เมื่อไปตุรกีทั้งที ต้องไปลองขนมหวาน เตอร์กิชดีไลท์ โดยปกติแล้ว คนตุรกีมักนิยมทานกับชาหรือกาแฟ

>> 9 จุดเช็คอิน ฮอกไกโด..ฤดูร้อน ถ่ายรูปสวยไม่มีเบื่อ <<

จุดถ่ายรูป ฮอกไกโด


ญี่ปุ่นเที่ยวได้ทุกฤดูจริงๆ โดยเฉพาะที่ฮอกไกโดว่าหน้าหนาวนี่สวยบาดใจแล้ว แต่พอมาถึงฤดูร้อนฮอกไกโดก็จะเต็มไปด้วยสีสันของทุ่งดอกไม้ ทั้งดอกลาเวนเดอร์ และดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกสลับกันตามเนินเขาต่างๆ อย่างสวยงาม รวมทั้งอาหารการกินก็อร่อย กิจกรรมต่างๆ ก็น่าสนใจ ทั้งนั่งรถชมสวน ลองชิมผลไม้ฤดูร้อน ถ่ายรูปคู่กับทุ่งดอกไม้ หื้อออ เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้ฤดูอื่นเลย

ครั้งนี้เลยนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในช่วงฤดูร้อน ที่ถ่ายรูปสวยแบบไม่มีเบื่อมาแนะนำ รับรองต้องถูกใจทุกคนอย่างแน่นอน สนใจเที่ยวฮอกไกโดฤดูร้อน คลิก >> Lavender <<

01. Tomita Farm

ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากๆ หากใครไปฮอกไกโดฤดูร้อนก็ต้องไม่พลาด และที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นตำนานลาเวนเดอร์ และ จุดชมลาเวนเดอร์ที่โด่งดังที่สุดบนเกาะฮอกไกโดอีกด้วย รวมถึง ทุ่งดอกไม้ 5 สี บนเนินเขาที่เป็นแถบสีรุ้ง ไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนๆ ก็สวยไม่แพ้กันเลย

02. Shikisai no Oka

สวนดอกไม้ ชิคิไซ โนะ โอกะ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสวนดอกไม้ที่เป็นไฮไลท์ของฮอกไกโดเลย โดยเฉพาะคนไทยนิยมไปที่นี่มากๆ ทางเข้าด้านหน้าจะเป็นร้านค้าขายของพอเดินผ่านร้านค้าเข้ามาก็จะเจอเจ้าตุ๊กตากองฟางตัวใหญ่ และทุ่งดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ปลูกสลับสีกันอย่างสวยงาม ซึ่งกิจกรรมสุดฮิตของที่นี่คือ การนั่งรถแทร็กเตอร์ชมสวน

03. Hill of the Buddha

หรือที่เรียกว่า เนินพระพุทธเจ้า เป็นผลงานชิ้นเอกของทาดาโอะ อันโดะ ซึ่งพื้นที่มีลักษณะเป็นเนินเขาล้อมรอบรูปปั้นพระพุทธรูปที่มีความสูง 13.5 เมตร และมีน้ำหนัก 1,500 ตัน พื้นที่รอบๆ จะค่อยๆ ลาดชันลง และรายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนี้เราจะเห็น ทุ่งลาเวนเดอร์จำนวนกว่า 150,000 ต้น ล้อมรอบรูปปั้นพระพุทธรูป ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นกับความงดงามจากธรรมชาติ

04. Blue Pond

หรือที่เราเรียกกันว่า บ่อน้ำสีฟ้า แห่งเมืองบิเอะ และเหตุผลที่ Blue Pond เป็นสีฟ้าก็เพราะว่าก้นบ่อนํ้าจะมีแร่ธาตุที่เกิดจากโคลนภูเขาไฟ จึงทำให้น้ำเป็นสีฟ้าหรือเขียวมรกตนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บ่อน้ำแห่งนี้ สวยงาม แปลกตา และดึงดูดผู้คนมากมายให้มาชมกัน ในฤดูร้อนนี้น้ำสีฟ้าก็จะสะท้อนกับแสงแดด และดูตัดกับสีของต้นไม้อันเขียวชะอุ่ม ให้อารมณ์สวยสดใสไปอีกแบบ

05. Otaru Canal

คลองโอตารุ สถานที่สุดโรแมนติกแห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด เพราะด้วยเสน่ห์ของเมืองเก่าที่ดูน่าสนใจมากๆ บวกกับบรรยากาศของตัวเมืองมีแม่น้ำไหลผ่านซึ่งดูเข้ากับอาคารเก่าสไตล์ย้อนยุคได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ ที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่กับคลองแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว

06. Hakodate Night View

จุดชมวิวยอดเขาฮาโกดาเตะ เป็นจุดชมวิวกลางคืนที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น มีความสูงที่ 334 เมตร เวลามองลงมาเราจะเห็นท่าเรือและตัวเมืองที่โอบล้อมด้วยทะเลทั้งสองข้างในยามค่ำคืนอย่างสวยงามมากๆ

07. Jigokudani

หรือ หุบผานรก หุบเขาแห่งนี้จะมีควันสีขาวพุ่งออกมาตามรอยแยกของหิน อันเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติของที่นี่ รวมทั้งบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมออนเซ็นไว้สำหรับพักผ่อนของนักท่องเที่ยวอีกด้วย บริเวณนี้จึงมีรีสอร์ทชื่อดังมากมายไว้สำหรับนักท่องเที่ยวไว้พักผ่อน

08. Red Brick Warehouse

โกดังอิฐแดง เป็นโกดังที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปีแห่งท่าเรือริมทะเลเมืองฮาโกดาเตะ ที่นี่สร้างตามแบบตะวันตกด้วยอิฐสีแดง สมัยก่อนเป็นโกดังที่พ่อค้าสร้างขึ้นมาเพื่อไว้เก็บสินค้าโดยเฉพาะ แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ไว้สำหรับท่องเที่ยว บรรยากาศเหมาะกับการเดินเล่น กินลม ชมวิว เก็บภาพสวยๆ

09. ทำเนียบรัฐบาลเก่า

ที่นี่คือ ทำเนียบรัฐบาลเก่าของฮอกไกโด เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดของฤดูร้อนเลย เพราะความสวยงามของตัวอาคาร ที่ถูกออกแบบมาด้วยอิฐสีแดงทั้งหลัง ทำให้ดูเข้ากับฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวๆ

ทั้งหมดนี่คือเสน่ห์ในช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด สนใจเที่ยวฮอกไกโดฤดูร้อน คลิก >> Lavender

เที่ยว “พม่า” สุดแกรนด์ ทริปเดียว ครบ 5 มหาบูชาสถานของ “พม่า”

เที่ยวพม่าสุดแกรนด์

เที่ยวพม่าสุดแกรนด์
1. พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจก์โท

ก้อนหินแห่งศรัทธา บูชาสถานศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งลุ่มน้ำอิระวดี

พระธาตุอินทร์แขวน

พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ที่คนไทยคุ้นตา ภาพก้อนหินสีทองริมหน้าผาที่คุ้นตาเรามาหลายปี สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น เนื่องจากตัวหินพระธาตุ ไม่ร่วงหล่นลงไปหรือขยับจากจุดเดิม หินหนักกว่า 600 ตันก้อนนี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาหินบนภูเขาปองลอง เขตเมืองไจ้โถ่ ในรัฐมอญของพม่า ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ว่าจะตกมิตกแหล่ เพราะมองด้วยสายตาแล้ว กว่าครึ่งของเนื้อก้อนหินนั้นยื่นออกมานอกหน้าผา แถมหน้าผายังลาดเอียงลงต่ำ มิได้ยื่นและพุ่งขึ้นสูงเหมือนภูชี้ฟ้าที่เชียงรายบ้านเรา แล้วยังมีการสร้างองค์เจดีย์ตั้งไว้บนก้อนหิน เพิ่มน้ำหนักกดทับเข้าไปอีก ชาวพม่ามีความเชื่อว่า ก้อนหินก้อนนี้ พระอินทร์ท่านจับมาแขวนไว้ ณ ตรงนี้  จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวเมียนมาร์สักการะบูชา คอยเป็นที่พึ่งทางจิตใจ มานานกว่า 1,000 ปี

2.พระมหาเจดีย์ ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

มหาเจดีย์ใหญ่ที่สุดของพม่า กลางเมืองหลวง

มหาเจดีย์ ชเวดากอง

เป็นสถานที่ไหว้พระที่พม่า ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” นั้นเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เป็นมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น บนยอดสุดของพระเจดีย์ และมีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด เจดีย์มีความสูงถึง 326 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าโอกะลาปะ เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1100 กิโลกรัม ชาวมอญและชาวพม่า ถือการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากอง จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บริเวณโดยรอบจะมีการนั่งทำสมาธิ เดินประทักษัณรอบองค์เจดีย์ เป็นต้น ผู้ที่เข้ามานมัสการ หรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้งเมื่อมาถึงทางเข้า ให้เดินตามเข็มนาฬิกา ขึ้นอยู่กับดวงวันเกิดของผู้เข้าที่จะดูตาม 12 นักษัตรรอบๆ

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ของเจดีย์ชเวดากอง คือบริเวณที่เป็นลานอธิษฐาน จุดที่บุเรงนอง มาขอพรก่อนออกรบทุกครั้ง  ซึ่งคือลานอธิษฐานในปัจจุบันนั่นเอง   นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเอง จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อีกด้วย

การสักการะมหาเจดีย์ชเวดากอง เราจะแนะนำให้ไปช่วงเช้า หรือ เย็นไปจนถึงค่ำ เพราะเราต้องถอดรองเท้าเดินรอบ องค์พระมหาเจดีย์ ถ้ามาในช่วงค่ำ เราจะพบชาวพม่า มานั่งสมาธิ สวดมนต์ จุดประทีปถวายองค์พระมหาเจดีย์ เพิ่มความสงบ และความขลังในการสักการะบูชาเข้าไปอีก  ในบริเวณรอบเจดีย์ จะมีพระประจำวันเกิดตั้งอยู่ โดยแต่ละวันจะมีรูปปั้นเป็นสัญลักษณ์ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่ออกเพราะมีเขียนชื่อวันกำกับไว้ทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ ดังนี้

    • วันอาทิตย์(ตะนิ้นกะหนู่เอเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นครุฑ
    • วันจันทร์ (ตะนิ้นลาเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นเสือ
    • วันอังคาร (เอ็งก่าเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นสิงห์
    • วันพุธกลางวัน (บูดาหู้) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นช้างมีงา
    • วันพุธกลางคืน (ราหูเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นช้างไม่มีงา
    • วันพฤหัสบดี (จ่าฏ่าบเดเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นหนูใหญ่หางสั้น (คล้ายอ้น)
    • วันศุกร์ (เฏ้าจ่าเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นหนูหางยาว
    • วันเสาร์ (เสน่ห์เนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นพญานาค

เวลารดน้ำ ให้ไหว้พระก่อน อธิษฐาน แล้วตักน้ำรดพระพุทธรูปหินอ่อน และเทพเทวดาที่ยืนอยู่หลังพระหินอ่อน เสร็จแล้วก็รดน้ำสัตว์ประจำวันเกิด โดยให้รดเป็นจำนวนเท่ากับอายุของเรา +1 เป็นการถือเคล็ดเพื่อเสริมสิริมงคล …. (รีบไปกันตอนนี้ จะได้ไม่ต้องรดเยอะมาก)

 

3.พระมหาธาตุเจดีย์ ชเวมอดอ เมืองหงสา 

ชาวไทยคุ้นกับที่นี่ในชื่อ พระธาตุมุเตา

เจดีย์ชเวมอร์ดอร์

พระธาตุมุเตา แปลว่า “จมูกร้อน” ทั้งนี้เพราะกล่าวกันว่าพระมหาธาตุองค์นี้สูงมาก จนต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดด ทั้งนี้เนื่องจากพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอนั้นเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในพม่า (พระเจดีย์สูง 114 เมตร สูงกว่า พระเจดีย์ชเวดากอง 14 เมตร) และเป็นหนึ่งในเจดีย์โบราณที่เก่าแก่มีอายุกว่า 2,600 ปี มีจุดอธิษฐานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงบริเวณยอดฉัตร

เป็นพระมหาธาตุเจดีย์สำคัญที่อยู่ในเมืองพะโค (หงสาวดี) เป็นเจดีย์โบราณที่ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยมอญเรืองอำนาจ มีการบูรณะและต่อเติมอีกหลายครั้ง ภายในเจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าราชาธิราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้โปรดให้มีการหล่อระฆังจารึกไว้ที่ฐาน  เวลาขอพรให้เอามือและหน้าผากไปแตะที่พระธาตุองค์เดิมที่หัก แล้วอธิษฐาน หลายคนมักจะประสบผลสำเร็จ หรือ นมัสการ ยอดเจดีย์หัก ซึ่งชาวมอญและชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถนำธูปไปค้ำกับยอดของเจดีย์องค์ที่หักลงมาเพื่อเป็นสิริมงคลซึ่งเปรียบเหมือนดั่งค้ำจุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง

4.พระมหามัยมุณี เมืองมัฑะเลย์

ที่นี่มีพิธีล้างหน้าพระ ทุกเช้ามืด

พระมหามัยมุนี

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย และเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คำว่า มหามัยมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ” (The Great Sage) ชาวพม่าจะเรียกว่า มหาเมียะมุนี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่

ทำไมถึงมีพิธีล้างหน้าพระทุกเช้า?

มีความเชื่อว่าพระพุทธมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะที่ได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวายโดยเวลาประมาณ 04.00 น. ของทุกวัน พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพรพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมและทานาคา รวมไปถึงการใช้ปแปรงทองแปรงพระโอษฐ์ เสมือนการแปรงพระทรต์ถวายพระพุทธเจ้า   ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริงๆ เชื่อกันว่าใครที่ได้เข้าร่วมพิธีก็จะได้มาซึ่งบุญกุศลอย่างยิ่ง

ในประเทศไทย มีองค์พระจำลองของพระมหามัยมุนี ตั้งอยู่ที่วัดหัวเวียง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และวัดพระธาตุดอยแต ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งมีขนาดเท่าองค์จริง

5. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซีกอน (Shwezigon Pagoda) เมืองพุกาม

“เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ”

มหาเขดีย์ ชเวสิกอง 

เรียกกันสั้นๆ ว่า เจดีย์ชเวซีโกน, เจดีย์ชเวสิกอง เป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุด เป้นต้นแบบเจดีย์ของพม่า ตั้งอยู่บนพื้นทราย สร้างโดยพระเจ้าอโนรธา มหาราชองค์แรกภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกา บนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใด จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น

พระเจ้าอโนรธามังช่อ ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ทรงส่งราชสาส์นไปขอพระไตรปิฎก 30 คัมภีร์จากเมืองสะเทิมของพวกมอญ แต่พระเจ้ามอญพระนามว่ามนุหาไม่ทรงยินยอม เป็นเหตุให้พระเจ้าอโนรธายกกองทัพไปรบตีชนะเมืองมอญ ทรงอัญเชิญพระไตรปิฎกมายังเมืองพุกาม และได้กวาดต้อนชาวบ้านรวมทั้งกษัตริมอญให้มาเป็นเชลยศึกที่พุกาม เจดีย์ชเวสิกองสร้างแล้วเสร็๗ในรัชสมัยของพระเจ้าจันสิทธา เมื่อปี พ.ศ. 1656

เจดีย์ เป็นทรงระฆังคว่ำสูง 98 เมตร อยู่บนฐาน 3 ชั้น มีบันไดขึ้นทั้ง 4 ทิศ รูปทรงคล้ายพีระมิดที่มุมประดับเจดีย์รายที่วางบนหม้อน้ำมนต์ แต่ละชั้นมีใบเสมาขนาดเล็กเรียงเป็นราวระเบียง ท้องไม้่ของฐานประดับด้วยแผ่นดินเาเคลือบสลักเรื่องชาดก 550 ชาติ องค์ระฆังมีลวดลายคาดตรงกลาง ใต้สายคาดเป็นลายเฟื่องอุบะ เหนือสายคาดเป็นลายกรวยเชิงสามเหลี่ยม หัวระฆังมีลายพวงอุบะสามเหลี่ยมห้อยลงมา เหนือองค์ระฆังเป็นปล้องไฉน ปัทมบาทปลียอดและฉัตร องค์ระฆังหุ้มด้วยโลหะปิดด้วยทองคำเปลว (ทองจังโกหรือทองสำริดปิดด้วยทองคำเปลว) ให้อิทธพลมายังเจดีย์ของล้านนาไทยด้วย

ความอัศจรรย์ ๙ ประการของพระมหาธาตุชเวซีโกน

    • ยอดพระเจดีย์ไม่มีการใช้เหล็กเสริม
    • กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่นำไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์ จะไม่ปลิวพ้นฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์
    • เงาพระเจดีย์จะไม่ล้ำออกนอกฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ (ถ้าเงาล้ำออกไป ถือว่าเป็นลางร้าย)
    • ภายในเขตองค์พระเจดีย์ สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้ไม่จำกัดจำนวน (ไม่เคยเต็ม)
    • มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อน ๆ ทุกเช้า (ไม่ว่าเราจะตื่นเช้าสักเพียงใด จะพบข้าวสุกในบาตรอยู่ก่อนหน้าเราเสมอ)
    • เมื่อตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยินเสียงกลองจากด้านตรงข้าม
    • แม้พระเจดีย์จะตั้งอยู่บนพื่นราบ แต่เมื่อมองจากภายนอก จะเกิดภาพลวงตาคล้ายพระเจดีย์ตั้งอยู่บนที่สูง
    • ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตขององค์พระเจดีย์
    • มีต้นพิกุล ซึ่งจะออกดอกตลอดทั้งปี (ปรกติจะออกปีละครั้ง)

 

  • เทพทันใจ(นัตโบโบยี) เจดีย์โบตาทาวน์ ย่างกุ้ง

เทพทันใจ เทพศักดิ์สิทธิ์ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในกลุ่มนักขอพรชาวไทย ว่ากันว่าทันใจ จริงๆ

เทพทันใจ

วิธีการสักการะ นัตโบโบยี หรือ พระเทพทันใจ เพื่อขอสิ่งใดแล้วสมตามความปราถนา ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย จากนั้นก็ให้เอาเงินจะเป็นดอลล่า บาท หรือจ๊าด ก็ได้ แล้วเอาไปใส่มือของนัตโบโบจี 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของนัตโบโบยี แค่นี้ท่านก็จะสมตามความปราถนาที่ตั้งใจไว้ (*โบโบยี เป็นคำกลางเรียก นัตผู้ชายที่เป็นที่เคารพนับถือ คล้ายกับคำว่า เจ้าพ่อ หรือเจ้าปู่ ที่คนไทยใช้เรียกอารักษ์แบบไทยๆ)

  • พุกาม เมืองแห่งทะเลเจดีย์ และอารยธรรมโบราณ

ชมวิวพุกาม

เมืองพุกาม เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 16  เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของประเทศพม่า โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของเจดีย์จำนวนมากกว่า 5,000 องค์ จนได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์ ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้เป็นอย่างดีคนทั่วไปจึงขนานนามเมืองพุกามนี้ว่าเป็นอู่อารยธรรมของประเทศเมียนมาร์  ชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกดิน สุดงดงาม ท่ามกลางทะเลเจดีย์ เป็นที่สุด อีก 1 สถานที่บนโลกใบนี้

  • พระราชวังบุเรงนอง พระราชวังของผู้ชนะสิบทิศ

พระราชวังบุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนองได้รับสั่งให้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง พระนเรศวรก็เคยประทับที่นี่ในระหว่างที่พระองค์ทรงเป็นองค์ประกัน พระเจ้าบุเรงนองจึงรับสั่งให้สร้างพระราชวังให้ยิ่งใหญ่ โดยกำแพงเมืองชั้นนอกมีประตูถึง 20 ประตู พื้นที่ภายในกำแพงเมืองกว้างใหญ่มาก แม้แต่ พระธาตุมุเตา ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งในกำแพงเมืองพระราชวังบุเรงนองแห่งนี้  ภายหลังพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงจึ่งขึ้นครองราชย์ ก็ได้ถูกศัตรูยกกองทัพมาตีหงสาวดีจนย่อยยับ เมืองถูกทำลายโดยพวกยะไข่และตองอู จนถึงเวลานี้วันเวลาผ่านไปกว่า 400 ปี สิ่งที่รัฐบาลพม่าทำได้คือ ขุดเอาซากเสาขึ้นมาเก็บ และสร้างพระราชวังเลียนแบบของเดิมทับลงไป ตัวอาคารสร้างใหม่มี 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า “กามโบสะตาหริ” หรือ “กัมโพชธานี” เป็นส่วนที่เอาไว้ว่าราชการ และส่วนที่ 2 คือ “บัลลังก์ผึ้ง” เป็นส่วนที่บรรทม แต่ด้วยความที่รัฐบาลพม่าสร้างเลียนแบบจากของจริง ทำให้พระราชวังบุเรงนอง ที่เป็นสีเหลืองทองนี่ เป็นของปลอมนั้นเอง

  • พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว  หงสาวดี

พระราชวังชเวตาเลียว

พระนอนที่สวยที่สุดในประเทศพม่า แห่งเมืองหงสา  จนได้รับฉายาว่า พระนอนตาหวาน

ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี รองจากพระมหาธาตุมุเตา และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาว 181 ฟุต สูง 50 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าเมงกะติปะ พ.ศ.1537 ในสมัยมอญเรืองอำนาจ มีพุทธลักษณะงดงาม โดยจะวางพระบาทเหลื่อมพระบาท ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ของไทยที่นิยมวางพระบาทเสมอกัน

  • พระราชวัง มัณฑะเลย์  มันฑะเลย์

พระราชวังมัณฑะเลย์

มัณฑะเลย์ เป็นราชธานีสุดท้ายของพม่า เป็นจุดจบของราชวงศ์ คอง-บอง ถือได้ว่าเป็นพระราชวัง ที่สร้างอย่างอลังการมากที่สุดของพม่า แต่กลับมีอายุเพียง 28 ปี ก็เดินทางมาถึงจุดจบ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ได้ทำการสู้รบกับอังกฤษ ถึง 3 ครั้ง ในครั้งสุดท้ายได้รับความพ่ายแพ ทำให้พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ส่วนกษัตริย์ ธีบอ ก็ถูกเนรเทศไปอินเดียจนกระทั่งสวรรคต  พระราชวัง มัณฑะเลย์ ยังโดนถล่มอีกครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากญี่ปุ่นได้ใช้ที่นี่เป็นฐาน จึงโดนกระหน่ำด้วย ระเบิด เสียจนพังยับเยิน

พระราชวังแห่งนี้สวยติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย และในปัจจุบัน มีการซ่อมแซม บางส่วนถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยทำให้คล้ายของเดิมมากที่สุด การซ่อมแซมอาจไม่ค่อยประณีต เท่าที่คนไทยเคยชิน

 

 

 

สนใจเดินทางในเส้นทางสุดยิ่งใหญ่ของพม่า สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่พนักงานขาย

สาขา กรุงเทพฯ โทร 05-612-8500                    สาขา เชียงใหม่ โทร 053-111-889

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9 Romantic Destination

9 Romantic Destination

รวบรวม 9 สถานที่สุดโรแมนติค ที่เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคู่รักหลายๆ คู่ ที่ตั้งใจ ใฝ่ฝัน อยากจะกุมมือคนรักไปยัง ณ จุดหมายปลายทางเหล่านั้น ลองไปดูกันเลยว่ามีที่ไหนน่าสนใจบ้าง

” ฮัลสตัท ” ประเทศ ออสเตรีย เมืองตากอากาศชื่อดัง ที่เป็น Dream Destination ของหลายๆ คนทั่วโลก ด้วยบรรยากาศของเมืองริมทะเลสาบ ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้ เป็นเหมือนโลกส่วนตัว ของผู้มาเยือน ความ “ช้า” ของที่นี่ ทำให้เรามีเวลาคุยกันมากขึ้น นั่นจึงทำให้หลายๆคู่รัก มาใช้เวลาแบบช้าๆ ที่นี่กันตลอดทั้งปี

” เวนิส “ หรือ เวเนเซีย เมืองโรแมนติค บนสายน้ำ ประเทศ อิตาลี การได้ล่องเรือ กอนโดล่า กับคนที่เรารัก ชมเมืองสุดโรแมนติค งดงามไปด้วยสถาปัตยกรรม

” ปารีส “ ฝรั่งเศส เป็นอีก 1 Landmark ของความโรแมนติค เราจะพบเจอรูปคู่สวยๆ หวานๆ ที่มี Background เป็น หอไอเฟล อยู่บ่อยๆ (แอบส่องตาม IG ดาราก็เยอะเลย ) “ลา ตูค์ อิฟเฟล” (La Tour Eiffel) เป็นหอคอยเหล็กที่ตั้งตระหง่านขึ้นมากลางเมืองนี้ ในช่วงแรก ถูกชาวฝรั่งเศสต่อต้านมากๆ ถึงขนาดให้คำจำกัดความว่า “หอไอเฟลคือความอัปลักษณ์บนใบหน้าของปารีส” เนื่องจากเป็นแท่งเหล็ก โผล่ขึ้นมากลางกรุงปารีส ซึ่งไม่เข้ากับอะไรเลยสักอย่าง แต่ก็ยืนหยัด ตั้งตระหง่านมาจนเป็นที่ยอมรับของชาวเมือง และ นักท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก ลองหาโอกาสไปให้ได้สักครั้งนะคะ

” กรุง ปราก “ เมืองโรแมนติค ที่โรแมนติคทุกซอก ทุกมุมของเมือง เอาง่ายๆ แค่เดินมากลางสะพาน “ชาร์ล” แล้วยืนมองสายน้ำใหลไป เคล้ากับ บรรยากาศของเหล่าศิลปิน ที่เปิดการแสดงบนสะพาน เช่น การเล่นดนตรีเปิดหมวก วาดภาพเหมือน แค่นี้หัวใจเราก็พองโตขึ้นมาแล้วค่ะ อย่าลืมขอพรกับรูปปั้นนักบุญนะคะ เราจะได้อยู่กับความรักของเราตลอดไป

” เกียวโต “ ญี่ปุ่น เมืองหลวงเก่าสุดตลาสสิคแห่งนี้ ขอชื่นชมในการอนุรักษ์ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จนทำให้เมืองนี้เกิดเป็นความ “ร่วมสมัย” เอาไว้อย่างลงตัว ลองใส่กิโมโนเดินเล่นในเกียวโตดูค่ะ เดินไป ทานขนมหวานๆ ไป แอดมินรับรอง จะเพิ่มความโรแมนติคอีก 3 เท่าตัวเลยค่ะ

” บูดาเปส “ ประเทศ ฮังการี เมืองที่มีวิวของแม่น้ำดานูป ที่สวยที่สุด วิวโค้งน้ำที่ตัดกับ อาคารรัฐสภาเก่า หรือจะเป็น สะพานโซ่ ที่พอใกล้ค่ำ จะเปิดไฟประดับอย่างสวยงาม แอดมินแนะนำให้ล่องเรือแม่น้ำดานูปนะคะ ยิ่งถ้าได้จิบไวน์บนเรือด้วย ก็ยิ่งโรแมนติคเพิ่มขึ้นเลยค่ะ

” กรุงโรม “ อิตาลี ประเทศที่สถาปัตยกรรมงดงามอย่างอิตาลี ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวยงาม จริงไหมคะ กรุงโรมมีหลากหลายถนนให้เราไปเดินหวานๆ กันได้ ( แต่ต้องระวังของนิดนึงค่ะ พวกจ้องจะขโมยของจะเยอะหน่อย ) พอหลายๆ สถานที่เริ่มเปิดไฟ ก็ยิ่งโรแมนติคค่ะ

” ซานโตรินี่ “ กรีซ เมืองตากอากาศ ริมทะเล ที่สุดโรแมนติค เรียกได้ว่า หลายๆคู่ ใฝ่ฝันที่จะจัดงานแต่งงานกันที่เกาะนี้เลยแหละค่ะ ภาพที่พักสีขาวๆ สไตล์เฉพาะตัวแบบนี้ ให้อยู่ซัก 1 อาทิตย์ก็ไม่เบื่อแน่นอนค่ะ

” นอยชวานสไตน์ “ แคว้นบาวาเรีย เยอรมนี ปราสาทที่สวยงามราวกับเทพนิยาย ( เทพนิยาย เขียนขึ้นตามรูปร่างของปราสาทแห่งนี้ ) ของพระเจ้า ลุดวิก ที่พระองค์ ทรงใช้จินตนาการ และใช้คำบอกเล่า แก่นักออกแบบในสมัยนั้น ก็สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

Kusatsu Onsen เที่ยวออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น

Kusatsu Onsen เที่ยวออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น

คุซัทสึ ออนเซ็น เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ กลางหุบเขา ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาชิราเนะและภูเขาโมโตชิราเนะในจังหวัด Gunma ที่นี่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง และยังเป็น 1 ใน 3 แหล่งออนเซ็นที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

จากข้อมูลได้ระบุว่าที่นี่เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% ที่ไหลออกมาจากตาน้ำ ในปริมาณมากถึง 32,000 ลิตร/นาที ซึ่งต้นกำเนิดแหล่งน้ำพุร้อนนี้อยู่ที่ภูเขาไฟชิราเนะ ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ

ว่ากันว่าน้ำแร่ที่นี่มีส่วนประกอบของธาตุซัลเฟอร์ (กำมะถัน) อะลูมิเนียมซัลเฟต และคลอไรด์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค เนื่องจากมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียและค่าความเป็นกรดสูง (pH 2.1) ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก, รักษาโรคผิวหนัง, ปวดข้อ, ความดันสูง เป็นต้น

จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างหนึ่งคือ อ่างแช่ที่ทำมาจากวัสดุอย่างดีจากทางรีสอร์ท ส่วนออนเซ็นหรือโรงอาบน้ำแร่หลายแห่งยังคงใช้วิธีปล่อยให้น้ำแร่จากต้นน้ำไหลออกมาตามท่อไม้ที่ทำจากไม้สนหรือไม้ไซปรัสที่ยังมียางไม้อยู่มาก ซึ่งยางไม้เหล่านั้นถือว่าเป็นวัสดุอย่างดีในการลำเลียงน้ำแร่ที่มีความเป็นกรดสูงของที่นี่

และนอกจากจะได้แช่ออนเซ็นจากแหล่งน้ำพุร้อนคุณภาพสูงแล้ว วิวของเมืองนี้ก็สวยงามเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการมาพักผ่อน และเป็นการพักฟื้นร่างกายที่ดีตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ

☘ แนะนำ 5 จุดชมดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่สวยที่สุดใน..ญี่ปุ่น ☘

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม
☘ แนะนำ 5 จุดชมดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่สวยที่สุดใน..ญี่ปุ่น ☘

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง..เป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นสบายมากๆ เหมาะกับการออกไปท่องเที่ยวมากที่สุด ใบไม้ ดอกไม้ ก็เริ่มออกดอกให้เราได้ชมความงดงามกัน โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น เค้าปลูกดอกไม้กันอย่างจริงจังเป็นที่สุด จึงทำให้แต่ละพื้นที่มีการจัดเทศกาลชมดอกไม้นาๆ ชนิด ให้เราได้ชมกันอย่างหลากหลายเลยทีเดียว

ครั้งนี้ก็เลยลองคัด 5 สถานที่ๆเป็นไฮไลท์ที่สวยงามที่สุด เหมาะกับการไปเที่ยวชมในฤดูใบไม้ผลิมาให้ดูกันค่ะ ว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง  ลองไปดูกันเลย >>

1. Baby Blue Eyes, สวน  Hitachi Seaside Park

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม

สวน Hitachi Seaside Park เป็นสวนดอกไม้ริมทะเลขนาดใหญ่มีพื้นที่ติดกับมหาสมุทแปซิฟิค เนื่องจากมีพื้นที่กว้างมาก ภายในสวนจึงถูกแบ่งออกเป็นหลายโซน แต่โซนที่จะมาแนะนำในครั้งนี้คือ “มิฮาราชิ” ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปลายเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤษภาคม ของทุกปี บริเวณนี้จะกลายเป็นทุ่งสีฟ้าอ่อนที่เต็มไปด้วยดอกนีโมฟีลาหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Baby Blue Eyes กว่า 4 ล้านต้น และยังเป็นช่วงเวลาที่สวยงามมากๆ เปรียบเป็นโลกแห่งสีฟ้าที่รวมดอกนีโมฟีลา ท้องฟ้าและท้องทะเลเอาไว้ด้วยกันเลย

2. Pink Moss, Fuji Shibazakura

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม
เทศกาลชมดอก Fuji Shibazakura Matsuri หรือที่เรียกว่าเทศกาลชม ดอกพิงค์มอส ที่หลายๆ คนรู้จัก เป็นเทศกาลที่สวยและมีชื่อเสียงมากๆ อีกเทศกาลซึ่งจัดที่บริเวณเชิงเขาฟูจิ ในพื้นที่ของ Fuji Five Lakes ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส เราจะได้ชมวิวฟูจิผ่านทุ่งกว้างที่แต่งแต้มไปด้วยดอกพิงค์มอสสีชมพูสดในกว่า 800,000 ดอก เลยทีเดียว ซึ่งปีนี้เทศกาลนี้จะจัดวันที่ 13 เมษายน – 26 พฤษภาคม นี้

3. Wisteria, Kawachi Fuji Garden

#ทัวร์ญี่ปุ่น #ทัวร์ชมดอกไม้ #BabyBlueEyes #Pinkmoss #Wisteria #Tulip #ทัวร์ญี่ปุ่นเดือนพฤษภาคม
สวนนี้ถูกยกให้เป็นจุดชมดอกวิสทีเรียที่มีมากถึง 22 สายพันธุ์เลยค่ะ ช่วงพีคของที่นี่คือช่วง ปลายเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤษภาคม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละปีด้วย และจุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของสวนนี้คือ อุโมงค์วิสทีเรีย สีม่วง สีชมพู สีขาว ที่ไล่เฉดสี ผลิบานกันอย่างสวยงามบริเวณทางเดินเป็นระยะทางกว่า 100 เมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆน่าสนใจมากๆเลย

4. Wisteria, Ashikaga Flower Park

ที่นี่เป็นสวนดอกไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง Ashigawa เลย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90,000 ตารางเมตร สามารถเที่ยวชมได้ทุกฤดู (ยกเว้นฤดูหนาว) แต่ช่วงที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่จะอยู่กลางเดือนเมษายน – กลางเดือนพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่จัดเทศกาลชมดอกวิสทีเรีย (The Tale of Fuji no hana) ทั่วทั้งสวนจะเต็มไปด้วยดอกวิสทีเรียหลากหลายสายพันธุ์ หลากสีสัน แข่งกันบานสพรั่งอย่างสวยงามมากๆ

5. Tulip, Kamiyubetsu Park


ภายในสวนทิวลิปแห่งนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายแห่งเลย ไม่ว่าจะเป็น กังหันลมสไตล์ฮอลแลนด์ที่เราสามารถขึ้นไปด้านบนได้, สตรีทออร์แกนที่บรรเลงเพลงสดๆ พร้อมทั้งมีบริการรถบัสวิ่งรอบสวน และโซนขายดอกไม้ที่มีให้เราสามารถเลือกซื้อกลับบ้านได้ นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับดอกทิวลิป รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองของเมืองยูเบ็ทสึอีกด้วย

เช็ควันเดินทาง คลิก >> http://bit.ly/2N1oae9

❤ 10 เมืองสุดโรแมนติกแดนยุโรป ❤


แนะนำ 10 เมืองสุดโรแมนติกในยุโรปว่ามีเมืองไหนน่าเที่ยวบ้าง ??

1. เซอร์แมท

เมืองชนบทเล็กๆ ในหุบเขาแอลป์ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองปลอดมลพิษโลก ตั้งอยู่บนความสูง 1,620 เมตร และยังเป็นเมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตให้รถยนต์วิ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาที่นี่ต้องโดยสารโดยรถไฟเท่านั้น ส่วนรถที่สามารถวิ่งได้ในเมืองนี้จึงเป็นรถประเภทรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ก่อให้เกิดมลพิษ (คือใช้แบตเตอรี่หรือไฟฟ้าแทนน้ำมัน) ที่สำคัญเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สวยที่สุด อย่างมัทเทอร์ฮอร์น รายละเอียดเพิ่มเติม >> Zermatt

2. มิวนิค

เมืองที่ได้ชื่อว่ามีเสน่ห์มากๆ มีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่สุดคลาสสิคตั้งอยู่มากมาย และยังเป็นเมืองที่มีอากาศดี สวยงาม จนกลายเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รายละเอียดเพิ่มเติม >> Munich

3. เมืองโคโลญจน์

เมืองที่ได้ฉายาว่า “เมืองแห่งน้ำหอม” ซึ่งตั้งอยู่ 2 ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ มีบรรยากาศสุดโรแมนติก โดยเฉพาะย่านสะพาน Hohenzollern ระหว่างทางเดินข้ามสะพาน จะเห็นคู่รักต่างๆ นำกุญแจมาแขวนอย่างมากมาย แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งลงไปใต้แม่น้ำ ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้เกิดรักที่ยืนยาว รายละเอียดเพิ่มเติม >> Cologne

4. อัมสเตอร์ดัม

เมืองแห่งสายน้ำที่ทุกคนต้องรู้จักกันดีแห่งหนึ่งของโลก และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยลำคลองนับร้อยสาย และยังได้ฉายาว่าเป็นเมืองแห่งจักรยานอีกด้วย ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะใช้จักรยานในการเดินทางเป็นหลัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ให้บรรยากาศที่โรแมนติกมากๆ อีกหนึ่งแห่งของโลก รายละเอียดเพิ่มเติม >> Amsterdam

5. ฮัลชตัท

เป็นหมู่บ้านในแหล่งมรดกโลกซัลซ์คัมแมร์กุท ตั้งอยู่ในรัฐอัปเปอร์ออสเตรีย ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบฮัลชตัททางตะวันตกเฉียงใต้ และยังเมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความยมมากเป็นอันดับต้นๆ ของออสเตรีย รายละเอียดเพิ่มเติม >> Hallstatt

6. ปารีส

เมืองที่นักท่องเที่ยวหลายคนฝันไว้ว่าต้องไปสักครั้ง เพราะที่เที่ยวแต่ละที่มักมีเสน่ห์ และแฝงไปด้วยความโรแมนติก อย่างไอเฟล ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของกรุงปารีส รายละเอียดเพิ่มเติม >> Paris

7. โรม

เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลาซีโอและประเทศอิตาลี เป้นเมืองที่แฝงไปด้วยเสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมและเรื่องเล่าที่ดูน่าสนใจมากมาย รับรองไปแล้วทุกคนจะรักเมืองนี้อย่างแน่นอน รายละเอียดเพิ่มเติม >> Rome

8. บาร์เซโลน่า

เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมที่แปลกตา และสวยงามดูแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ผสมผสานความเป็นยุโรปได้อย่างลงตัวมากๆ รวมทั้งยังเป็นบ้านของสโมสรฟุตบอลทีมดังอย่าง บาร์เซโลนาอีกด้วย

9. เวนิส

เมืองที่เป็นหนึ่งในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน หรือเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำ ที่เป็นมนต์เสน่ห์ของอิตาลี เพราะด้วยลักษณะคลองเล็กๆ ที่ไหลผ่านส่วนต่างๆ ของเมืองและการใช้เรือกอนโดลาสุดน่ารักในการเดินทาง มีสถาปัตยกรรมที่ดูคลาสสิก จึงทำให้เวนิสเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โรแมนติกที่สุดในโลก และยังสามารถเที่ยวได้ทั้งปีอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม >> Venice

10.เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เป็นเมืองที่มีศิลปะที่สวยงาม ดูล้ำค่า และเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ อันน่าจดจำ รวมกับบรรยากาศที่โรแมนติกผสมความเก่าแก่แบบล้ำๆ ทำให้เป็นเมืองที่น่าไปเยือดสุดๆ เลย

 

💮 พยากรณ์..ซากุระญี่ปุ่น 2019 🌸🍃


💮 แพลน..ชมซากุระของปีนี้ 🌸🍃

ช่วงเวลาที่หลายๆ คนรอคอยก็ใกล้เข้ามาถึงแล้วกับช่วงเวลาของดอกซากุระที่จะเบ่งบานให้เราได้ชื่นชมความงดงามกันในปีนี้ ซึ่งในทุกๆ ปีกรมอุตุของญี่ปุ่นก็จะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ซากุระบานให้เราได้ทราบ และวางแผนไปชมซากุระตามช่วงเวลาดังกล่าว

ซึ่งซากุระของญี่ปุ่นก็จะบานจากทางตอนใต้ไล่ขึ้นมาทางตอนเหนือ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไม่มากในแต่ละปี แอดมินเลยทำแพลนชมซากุระมาให้ทุกๆ คนได้ชมกันว่าแต่ละช่วงของญี่ปุ่นนั้นซากุระจะบานช่วงไหน และมีที่ไหนบ้างที่มีชื่อเสียง สวยงาม น่าชื่นชมบ้าง

ลองไปชมกันเลยค่ะ >>

📌 ป้อมรูปดาวโกะเรียวคะคุ

ป้อมรูปดาวโกะเรียวคะคุที่เมืองฮาโกดาเตะที่นี่เต็มไปด้วยต้นซากุระกว่า 1,600 ต้น เราสามารถขึ้นไปชมวิวบนหอคอยก็จะเห็นวิวรูปดาวห้าแฉกที่แต่งแต้มไปด้วยดอกซากุระ

💮 ปลายเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม

📌 ฮิโตเมะเซ็มบงซากุระ

สถานที่ชมซากุระที่มีชื่อเสียงมากๆ ของโทโฮคุ กับดอกซากุระกว่า 1,200 ต้น ที่ทอดเรียงยาวอย่างสวยงามริมฝั่งแม่น้ำชิโรอิชิกว่า 8 กม. และมีภูเขาซาโอะเป็นฉากหลัง ซึ่งให้วิวทิวทัศน์ที่สวยงามน่าชื่นชมมากๆ

💮 ต้นเดือนเมษายน – ปลายเดือนเมษายน

📌 สวนชิโดริงะฟุชิ-เรียวคุโด

ชิโดริงะฟุชิ อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สวยงามมากๆ ของช่วงเทศกาลซากุระที่โตเกียวเลย กับถนนทางเดินยาว 700 เมตร ที่บริเวณริมฝั่งคูน้ำของพระราชวังอิมพีเรียล ตลอดทางเดินเต็มไปด้วยต้นซากุระที่ผลิดอกสีชมพูราว 260 ต้น ซึ่งเราก็สามารถพายเรือชมวิวซากุระได้อีกด้วย

💮 ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน

📌 คาวาสุ ซากุระ

ซึ่งไฮไลท์จะอยู่ที่ต้นซากุระขนาดใหญ่อายุเก่าแก่กว่า 60 ปี ที่มีมากถึง 8,000 ต้น ที่เรียงรายริมฝั่งแม่น้ำคาวาสุพร้อมทุ่งดอกคาโนลาสีเหลืองซึ่งให้สีตัดกันอย่างงดงาม และเป็นซากุระที่บานเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ อีกด้วยค่ะ

💮 ต้นเดือนกุมภาพันธุ์ – ต้นเดือนมีนาคม

📌 รถไฟสายโรแมนติก

กับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่านก็จะเต็มไปด้วยดอกซากุระอย่างงดงาม

💮 ปลายเดือนมีนาคม – ปลายเดือนเมษายน

📌 สะพานคินไตเคียว

เป็นสะพานไม้ที่สวยติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลย ด้วยลักษณะ 5 โค้งที่ตั้งดินเป็นสง่าริมฝั่งแม่น้ำนิชิกิ และรายล้อมไปด้วยซากุระกว่า 3,000 ต้น ในช่วงกลางคืนที่นี่ก็จะมีการเปิดไฟอย่างสวยงามบริเวณสะพานเป็นพิเศษ ซึ่งให้บรรยากาศที่งดงามเกินคำบรรยายจริงๆ ค่ะ

💮 ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน

📌 ภูเขาชิอุเดะ

ภูเขาที่รายล้อมไปด้วยสีชมพูของดอกซากุระกว่า 1,000 ต้น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นช่วงที่มีทะเลหมอกอยู่ด้านหลัง ดูเข้ากันกับดอกซากุระที่กำลังบานสะพรั่งมากๆ เลยค่ะ

💮 ปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนเมษายน

📌 สวนฮิโซะยามะ

ที่นี่ก็จะมีซากุระจำนวน 250 ต้น อย่างงดงามภายในสวน ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูง 150 เมตร และที่สำคัญที่นี่เปิดให้เข้าชมเฉพาะฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นด้วยค่ะ

💮 ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนเมษายน

ทัวร์ชมซากุระเดือน มี.ค. – เม.ย. 62 >> คลิก http://bit.ly/2wfCrcB <<

ทัวร์ชมซากุระเดือน มี.ค – เม.ย. 62 ที่ร่วมรายการ Early Bird >> คลิก bit.ly/EarlyBird4000 <<