วัดโซโจจิ สัมผัสความงดงามของวัดเก่าแก่ท่ามกลางโตเกียวสมัยใหม่

เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวในกรุงโตเกียว หลายคนอาจนึกถึงแต่ความทันสมัยของตึกระฟ้าและสถานที่ช้อปปิ้งที่คึกคัก แต่ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่ที่ผสมผสานความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับวิวทิวทัศน์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว วัดโซโจจิ (Zojoji Temple หรือ 増上寺) คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น

วัดแห่งตระกูลโชกุนที่ยิ่งใหญ่

วัดโซโจจิตั้งอยู่ในย่านชิบะ เขตมินาโตะ ใจกลางกรุงโตเกียว ติดกับหอคอยโตเกียวทาวเวอร์โดยตรง เป็นวัดหลักของนิกายโจโด (Jodo Sect) ในภูมิภาคคันโต วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1393 และได้ย้ายมายังสถานที่ปัจจุบันในปี ค.ศ. 1598 โดยโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ ผู้ก่อตั้งโชกุนโทกุกาวะ ซึ่งเลือกให้วัดแห่งนี้เป็นวัดประจำตระกูล

ในอดีตวัดโซโจจิมีพื้นที่กว้างขวางถึง 826,000 ตารางเมตร มีวัดขนาดเล็กกว่า 48 แห่งและโรงเรียนกว่า 150 แห่งอยู่ภายใน พร้อมด้วยพระสงฆ์และสามเณรกว่า 3,000 รูปที่พำนักอยู่อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาและบริหารกิจกรรมทางศาสนาของนิกายโจโดในยุคนั้น

ประตูซันเกดัตสึมง ขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของวัดคือ ประตูใหญ่ซันเกดัตสึมง (Sangedatsumon Gate) ที่มีความสูง 21 เมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1622 เป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียวและเป็นสิ่งก่อสร้างเดียวของวัดที่รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น

ชื่อของประตูนี้มีความหมายพิเศษ “ซัน” แปลว่า “สาม” และ “เกดัตสึ” แปลว่า “การปลดปล่อย” เชื่อกันว่าผู้ที่เดินผ่านประตูนี้จะได้รับการปลดปล่อยจากกิเลสสามอย่าง ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลงผิด ประตูทาสีแดงสดใสตามสไตล์จีนโบราณนี้เคยเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยเอโดะ ชั้นที่สองของประตูประดิษฐานพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าเศากยมุนี คู่กับพระโพธิสัตว์ 2 องค์ และอรหันต์ 16 รูป แม้จะไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมก็ตาม

สุสานตระกูลโทกุกาวะ

ด้านหลังของวัดมีสุสานไททะโทะกุอิน (Taitoku-in Mausoleum) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของโชกุน 6 องค์จากตระกูลโทกุกาวะ ได้แก่ โชกุนฮิเดทาดะ โชกุนอิเอโนบุ โชกุนอิเอทสึงุ โชกุนอิเอฮารุ โชกุนอิเอซาดะ และโชกุนอิเอโมจิ ซึ่งเคยเป็นสุสานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ แม้จะถูกไฟไหม้ในสงครามโลกครั้งที่สองแล้วก็ตาม

หากคุณจองโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมวัดโซโจจิ อย่าลืมเดินลงไปชั้นใต้ดินของหอประชุมใหญ่เพื่อชมพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่จัดแสดงแบบจำลองสุสานเดิมก่อนถูกทำลาย รวมถึงภาพวาดม้วนพระพุทธศาสนาโดยจิตรกรผู้โด่งดัง คาโน คาซุโนบุ

สวนจิโซะ สถานที่แห่งความอาลัย

หนึ่งในมุมที่น่าสนใจแต่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์คือสวนรูปปั้นหินเจ้าแม่กวนอิม (Jizo) หลายร้อยองค์ รูปปั้นเหล่านี้แสดงถึงเด็กที่ยังไม่ได้เกิด รวมถึงเด็กที่แท้งหรือคลอดตายและเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย พ่อแม่สามารถเลือกรูปปั้นหนึ่งองค์และตกแต่งด้วยเสื้อผ้าขนาดเล็กและของเล่นเพื่อเป็นเครื่องบูชาให้กับจิโซะ ผู้พิทักษ์เด็กที่ยังไม่ได้เกิด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะได้เดินทางไปยังโลกหน้าอย่างปลอดภัย บางครั้งจะมีการกองหินเล็กๆ ข้างรูปปั้นเพื่อช่วยให้การเดินทางสู่โลกหน้านั้นง่ายขึ้น

วิวโตเกียวทาวเวอร์สุดอลังการ

สิ่งที่ทำให้วัดโซโจจิเป็นจุดหมายยอดนิยมในทัวร์ญี่ปุ่นทุกแพ็กเกจคือมุมมองที่สวยงามของโตเกียวทาวเวอร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังวัด การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณกับสัญลักษณ์สมัยใหม่ของโตเกียวสร้างภาพที่น่าประทับใจและเป็นจุดถ่ายรูปที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อดอกซากุระบานสะพรั่ง ภาพของดอกซากุระชมพู ประตูวัดสีแดง และโตเกียวทาวเวอร์ในพื้นหลังนั้นงดงามจนหยุดหายใจไม่ออก

กิจกรรมประจำปีและพิธีกรรมพิเศษ

วัดโซโจจิจัดงานและพิธีกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี หนึ่งในงานที่โดดเด่นที่สุดคือพิธี โทโร นางาชิ (Toro Nagashi) พิธีปล่อยโคมลอยในแม่น้ำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้ชมพระพุทธรูปดำลึกลับ (Black Image of Buddha) ที่โชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุเคยนมัสการ ซึ่งจะเปิดให้กราบไหว้เพียง 3 ครั้งต่อปี คือ วันที่ 15 มกราคม พฤษภาคม และกันยายน

ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว

ค่าเข้าชม: เข้าชมวัดฟรี แต่หากต้องการเข้าชมหอสมุด Treasure Gallery มีค่าธรรมเนียม 700 เยน (ข้อมูล ณ ปี 2024)

การเดินทาง:

  • จากสถานี Hamamatsucho บนสาย JR Yamanote และ JR Keihin-Tohoku เดินประมาณ 10 นาที
  • จากสถานี Onarimon บนสาย Toei Mita Subway เดินประมาณ 3 นาที
  • จากสถานี Shibakoen บนสาย Toei Mita Subway เดินประมาณ 3 นาที
  • จากสถานี Daimon บนสาย Toei Oedo Subway เดินประมาณ 5 นาที

เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมตลอดทั้งวัน Ankokuden Hall เปิด 9.00-17.00 น.

ภาษา: มีข้อมูลท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี

ทำไมต้องใส่วัดโซโจจิในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น

วัดโซโจจิไม่ใช่แค่วัดธรรมดาสักแห่งหนึ่ง แต่เป็นสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ความยิ่งใหญ่ของตระกูลโทกุกาวะ และการผสมผสานระหว่างอดีตกับปัจจุบันของกรุงโตเกียวได้อย่างลงตัว การเยือนวัดแห่งนี้ในแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นของคุณจะเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยมิติทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศาสนาและวัฒนธรรม หรือแค่มองหาที่พักผ่อนที่เงียบสงบท่ามกลางเมืองใหญ่ วัดโซโจจิพร้อมต้อนรับคุณด้วยบรรยากาศที่สงบและความงามที่เหนือกาลเวลา เมื่อรวมกับวิวโตเกียวทาวเวอร์สุดอลังการและสวนสาธารณะชิบะที่อยู่โดยรอบ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ห้ามพลาดสำหรับทุกโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น ที่ต้องการสัมผัสโตเกียวในมุมมองที่แตกต่าง

มาสัมผัสความงดงามของวัดโซโจจิที่ผสานความเก่าแก่เข้ากับความทันสมัย และสร้างความทรงจำอันล้ำค่าในการเดินทางทัวร์ญี่ปุ่นของคุณกันเถอะ!

ชูโงะคุ ยะมะงุชิ สวรรค์ธรรมชาติแห่งภูเขาไฟและน้ำพุร้อนที่ไม่ควรพลาด

ถ้าคุณกำลังมองหาทัวร์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากเส้นทางยอดนิยม อยากสัมผัสธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แท้จริง ชูโงะคุ ยะมะงุชิ (中国山口, Chugoku-Yamaguchi) คือคำตอบที่ลงตัว ภูมิภาคตะวันตกของฮอนชูแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่หลายคนยังไม่ค้นพบ

ทำความรู้จักภูมิภาคชูโงะคุ-ยะมะงุชิ

ชูโงะคุเป็นภูมิภาคที่ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ทตโตริ, ชิมาเนะ, โอกายามา, ฮิโรชิมา และยะมะงุชิ โดยจังหวัดยะมะงุชิตั้งอยู่ปลายสุดทางตะวันตกของเกาะฮอนชู มีความพิเศษตรงที่ล้อมรอบด้วยทะเลถึง 3 ด้าน ทำให้มีทั้งทัศนียภาพชายฝั่งที่งดงามและอาหารทะเลสดใหม่

ไฮไลท์ที่ต้องไปเยือน

สะพานคินไทเคียว (Kintai Bridge) หนึ่งในสะพานไม้โค้งที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองอิวาคุนิ สะพาน 5 โค้งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1673 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดยะมะงุชิ ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่นี่สวยงามเป็นพิเศษ

ถ้ำอากิโยชิโด (Akiyoshido Cave) ถ้ำหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ยาวกว่า 10 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมได้ประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยและลำธารใต้ดินที่สวยงามตระการตา อุณหภูมิภายในถ้ำคงที่ตลอดปีที่ 17 องศาเซลเซียส

ชิมาเนะและศาลเจ้าอิซูโมะไทชะ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าทั้งหมดมาประชุมกันในเดือนตุลาคมของทุกปี สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นโบราณ

มัตสึเอะ เมืองปราสาทและออนเซ็น ปราสาทมัตสึเอะเป็น 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องน้ำพุร้อนโดจิ ออนเซ็น (Dogo Onsen) ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

เส้นทางทัวร์ญี่ปุ่นแนะนำ 4-5 วัน

วันที่ 1: ฮิโรชิมา เริ่มต้นที่อนุสาวรีย์สันติภาพฮิโรชิมาและเกาะมิยาจิมาที่มีประตูโทริอิลอยน้ำอันโด่งดัง

วันที่ 2: อิวาคุนิ-ยะมะงุชิ ชมสะพานคินไทเคียวและปราสาทอิวาคุนิ จากนั้นเดินทางไปยังเมืองยะมะงุชิ แวะชิมปลาปักเป้าทอด (Fugu) อาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง

วันที่ 3: ถ้ำอากิโยชิโด-ฮากิ สำรวจถ้ำหินปูนตอนเช้า บ่ายเดินทางไปเมืองฮากิที่มีบ้านเรือนซามุไรสมัยเอโดะยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี

วันที่ 4: อิซูโมะ เยี่ยมชมศาลเจ้าอิซูโมะไทชะและชมพระอาทิตย์ตกดินที่ชายหาดอิซุโมะ

วันที่ 5: มัตสึเอะ เที่ยวชมปราสาทและแช่ออนเซ็นที่โดจิก่อนเดินทางกลับ

อาหารพื้นเมืองที่ต้องลอง

เนื่องจากภูมิภาคนี้ล้อมรอบด้วยทะเล อาหารทะเลจึงสดและหลากหลาย ปลาปักเป้า (Fugu) เป็นความภาคภูมิใจของยะมะงุชิ แม้จะมีพิษแต่เมื่อปรุงโดยพ่อครัวที่ได้รับใบอนุญาตแล้วจะปลอดภัยและอร่อยมาก นอกจากนี้ยังมีเนื้อวากิวจากโอกายามา, โซบะอิซุโมะ และหอยนางรมย่างจากฮิโรชิมา

เคล็ดลับการเดินทาง

การเดินทางในภูมิภาคชูโงะคุ-ยะมะงุชิสะดวกที่สุดคือการซื้อ JR Pass หรือ San’yo-San’in Area Pass ที่ครอบคลุมเส้นทางรถไฟในภูมิภาคนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวคือเดือนมีนาคม-พฤษภาคม (ฤดูใบไม้ผลิ) และเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน (ฤดูใบไม้ร่วง)

หากคุณเบื่อความวุ่นวายของโตเกียวหรือโอซาก้า การเลือกโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นที่มุ่งสู่ภูมิภาคชูโงะคุ-ยะมะงุชิจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้คุณได้สัมผัส ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหารพื้นเมืองที่แท้จริง พร้อมบรรยากาศที่เงียบสงบและผู้คนที่อบอุ่น นี่คือญี่ปุ่นแบบที่หลายคนยังไม่เคยรู้จัก

เที่ยวโทโฮคุ ยะมะงะตะ สัมผัสญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่หลายคนมองข้าม

ถ้าคุณกำลังมองหาทัวร์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากเส้นทางยอดนิยมอย่างโตเกียว-โอซาก้า ยะมะงะตะในภูมิภาคโทโฮคุอาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังตามหา จังหวัดที่ซ่อนตัวอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูแห่งนี้ เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มข้น และอาหารพื้นเมืองที่น่าประทับใจ

ทำไมต้องยะมะงะตะ?

ยะมะงะตะเป็นจังหวัดที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่แออัดด้วยนักท่องเที่ยว แต่อุดมไปด้วยประสบการณ์ที่แท้จริง หลายโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นเริ่มนำเส้นทางโทโฮคุเข้ามารวมในแพ็กเกจมากขึ้น เพราะนักเดินทางต้องการสัมผัสมิติใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าแค่ภาพโปสการ์ด

จุดเด่นที่ไม่ควรพลาด

ภูเขายะมะเดระ (Yamadera) หรือวัดริชชาคุจิ ตั้งตระหง่านบนหน้าผาสูงกว่า 1,000 ขั้นบันได วิวทิวทัศน์ที่นี่งดงามตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงและหิมะปกคลุมในฤดูหนาว การปีนบันไดขึ้นไปบนวัดจะทำให้คุณรู้สึกถึงความสงบและพลังแห่งจิตวิญญาณที่ยากจะหาได้ที่อื่น

กินซัน ออนเซ็น เมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีประวัติกว่า 500 ปี มีบรรยากาศย้อนยุครึมรน ตัวเมืองตั้งอยู่บนภูเขา มีโรงแรมและเรียวกังแบบดั้งเดิมมากมาย นักท่องเที่ยวที่เลือกโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นแนวผ่อนคลายมักจะหยุดพักที่นี่เพื่อแช่น้ำแร่ธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณ

ซาโอ ฟูเรไอมูระ หมู่บ้านโบราณที่สร้างขึ้นตามแบบสมัยเอโดะ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนาในอดีต ที่นี่คุณจะได้เห็นบ้านหลังคามุงฟางแบบกัสโช-ซึคุริ เดินชมนาขั้นบันได และเข้าใจถึงวิธีการดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน

เทือกเขาซาโอ สวรรค์ของนักปีนเขาและคนรักธรรมชาติ มีเส้นทางเดินป่าหลากหลายระดับ ในฤดูหนาวกลายเป็นสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียง ส่วนในฤดูร้อนเป็นแหล่งต้นน้ำเย็นฉ่ำพร้อมทิวทัศน์ที่สดชื่น

รสชาติแห่งยะมะงะตะ

อาหารเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ ยะมะงะตะมีอาหารท้องถิ่นที่คุณต้องลอง อย่าง อิโมนิ (Imoni) แกงหม้อต้มที่ทำจากมันฝรั่ง เนื้อ และผักต่างๆ ในน้ำซุปมิโสะหรือซอสโชยุ นิยมรับประทานกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วง อีกเมนูคือ เชอรีโกะ (Cherries) เพราะยะมะงะตะผลิตเชอร์รีถึง 70% ของญี่ปุ่น และยังมี โซบะยะมะงะตะ ที่ทำจากบะหมี่โซบะคุณภาพสูงของท้องถิ่น

เคล็ดลับการเดินทาง

การเข้าถึงยะมะงะตะสะดวกที่สุดคือใช้รถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวไปยังเซนได หรือยะมะงะตะเซ็นในเวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง แล้วต่อรถไฟท้องถิ่นหรือรถเช่าเพื่อเที่ยวชมในจังหวัด หลายทัวร์ญี่ปุ่นรวมพื้นที่โทโฮคุจะจัดการเรื่องการเดินทางให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับนักเดินทางครั้งแรกที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเดินทางในญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น JR East Pass (Tohoku Area) เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ให้คุณเดินทางได้ไม่จำกัดในเขตโทโฮคุตลอดระยะเวลาที่กำหนด

ช่วงเวลาที่เหมาะในการเที่ยว

แต่ละฤดูในยะมะงะตะมีเสน่ห์ต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-พฤษภาคม) ดอกซากุระบานสะพรั่ง ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินป่า ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น และฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) หิมะตกหนัก เหมาะกับกิจกรรมกีฬาหิมะและแช่ออนเซ็น

จบทริปด้วยความประทับใจ

ยะมะงะตะคือจุดหมายปลายทางที่ให้มากกว่าแค่ภาพถ่ายสวยๆ แต่เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ถึงหัวใจของญี่ปุ่นที่แท้จริง ไม่ว่าคุณจะเลือกมาด้วยตัวเองหรือเข้าร่วมทัวร์ญี่ปุ่นที่จัดเส้นทางมาอย่างดี ยะมะงะตะจะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมภูมิภาคโทโฮคุจึงถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งวิญญาณของญี่ปุ่น

ถ้าคุณกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่นครั้งต่อไป ลองพิจารณายะมะงะตะเป็นจุดหมายหนึ่งในลิสต์ของคุณ รับรองว่าคุณจะได้ความประทับใจที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่าที่เคยพบมา

เที่ยวอะคิตะ เมืองแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรมโทโฮคุ ที่ห้ามพลาด

จังหวัดอะคิตะ หรือ Akita เป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ด้วยความงามของธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ วัฒนธรรมดั้งเดิมที่เก่าแก่ และบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ที่ทำให้หลายคนหลงรัก หากคุณกำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นและมองหาจุดหมายปลายทางที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ที่พลุกพล่าน อะคิตะคือคำตอบที่ลงตัว

ทำความรู้จักอะคิตะ

อะคิตะตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของภูมิภาคโทโฮคุ มีพรมแดนติดกับทะเลญี่ปุ่น จังหวัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า เทศกาลประเพณีที่มีชื่อเสียง และสุนัขพันธุ์อะคิตะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยเฉพาะจากภาพยนตร์เรื่อง “ฮะจิโคหมาผู้ซื่อสัตย์”

การเดินทางมายังอะคิตะสะดวกสบายด้วยรถไฟชินคันเซ็นสายอะคิตะที่วิ่งตรงจากโตเกียวใช้เวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง ทำให้หลายโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นเริ่มนำอะคิตะเข้ามาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในอะคิตะ

1. ทะเลสาบทาซาวะ (Lake Tazawa)

ทะเลสาบทาซาวะเป็นจุดหมายปลายทางที่ห้ามพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนอะคิตะ ด้วยความลึกถึง 423.4 เมตร จึงเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้าคราม่าสวยงาม สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ

ไฮไลท์ที่สำคัญคือรูปปั้นสีทองของ “ทัตสึโกะ” หญิงสาวในตำนานที่ขอพรให้มีความงามนิรันดร แต่กลับถูกสาปให้กลายเป็นมังกรจมอยู่ใต้ทะเลสาบ นักท่องเที่ยวสามารถปั่นจักรยานรอบทะเลสาบ นั่งเรือชมทิวทัศน์ หรือเพียงแค่นั่งพักผ่อนชมบรรยากาศอันเงียบสงบ

การเดินทาง: จากสถานีอะคิตะขึ้นรถไฟชินคันเซ็นไปยังสถานีทาซาวะโกะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

2. เมืองคาคุโนดาเตะ (Kakunodate) – เกียวโตจิ๋วแห่งมิจิโนะคุ

คาคุโนดาเตะเป็นเมืองปราสาทที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยเอโดะ ได้รับฉายาว่า “เกียวโตจิ๋วแห่งมิจิโนะคุ” เพราะยังคงรักษาบรรยากาศและสถาปัตยกรรมโบราณไว้ได้อย่างดี บ้านซามูไรโบราณเรียงรายอยู่ตามท้องถนน กำแพงสีดำตัดกับต้นซากุระสีชมพูในฤดูใบไม้ผลิ สร้างภาพที่สวยงามจนต้องแชะภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก

นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และร้านค้าขายงานฝีมือพื้นเมือง เช่น เปลือกไม้เชอร์รี่ที่ใช้ทำภาชนะต่างๆ ซึ่งเป็นหัตถกรรมท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง

การเดินทาง: จากสถานีอะคิตะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีด้วยรถไฟชินคันเซ็น

3. เทือกเขาชิราคามิ (Shirakami-Sanchi) – มรดกโลก

เทือกเขาชิราคามิเป็นมรดกโลกแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ขึ้นทะเบียนในปี 1993 ป่าบีชญี่ปุ่น (บุนะ) ที่ยังคงความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดอะคิตะและอาโอโมริ

นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่าในเส้นทางที่กำหนดไว้ ชมธรรมชาติอันงดงาม และสัมผัสบรรยากาศของป่าดงดิบที่มีอายุหลายร้อยปี สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเดินป่า ยังสามารถนั่งรถไฟ Resort Shirakami ชมทิวทัศน์ของเทือกเขา ทะเล และพระอาทิตย์ตกได้อย่างสบายๆ

4. หมู่บ้านออนเซ็นนิวโตะ (Nyuto Onsen)

หมู่บ้านออนเซ็นนิวโตะเป็นกลุ่มออนเซ็นที่ตั้งอยู่กลางภูเขา มีที่พักออนเซ็น 7 แห่งที่แต่ละแห่งมีต้นน้ำและลักษณะน้ำที่แตกต่างกัน บรรยากาศสงบเงียบ รายล้อมด้วยธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและชาร์จพลัง

นักท่องเที่ยวสามารถตระเวนแช่ออนเซ็นหลายแห่ง (Onsen Hopping) เพื่อสัมผัสความแตกต่างของแต่ละแห่ง ทั้งออนเซ็นน้ำนม ออนเซ็นน้ำสีเหล็ก และออนเซ็นกลางแจ้ง

การเดินทาง: จากสถานีทาซาวะโกะมีรถบัสไปยังหมู่บ้านออนเซ็นนิวโตะ

5. คาบสมุทรโอกะและพิพิธภัณฑ์นามาฮาเกะ (Oga Peninsula & Namahage Museum)

คาบสมุทรโอกะยื่นออกไปในทะเลญี่ปุ่น มีประเพณี “นามาฮาเกะ” ที่มีชื่อเสียง นามาฮาเกะคือปีศาจในตำนานที่จะมาเยี่ยมบ้านในช่วงปีใหม่เพื่อตักเตือนเด็กที่เกียจคร้าน

ที่พิพิธภัณฑ์นามาฮาเกะ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ชมการแสดงนามาฮาเกะ และสามารถสวมชุดนามาฮาเกะถ่ายรูปได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ GAO และหมู่บ้านออนเซ็นบริเวณใกล้เคียง

6. ช่องแคบดาคิกาเอริ (Dakigaeri Gorge)

ช่องแคบดาคิกาเอริมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เส้นทางเดินเขาแคบและชันมาก จนเวลาคนเดินสวนกันต้องเดินชิดกันจนเกือบกอด จึงเป็นที่มาของชื่อ “ดาคิกาเอริ” ที่แปลว่า “กอด”

ลำธารสีฟ้าใสไหลผ่านหุบเหว ต้นเมเปิลเรียงรายสองข้างทาง ในฤดูใบไม้ร่วง (ต้นตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน) จะมีเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมการแสดงและพิธีชงชา

เทศกาลประจำปีที่น่าสนใจ

เทศกาลคันโต (Kanto Festival)

จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม เป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่สำคัญของภูมิภาคโทโฮคุ นักแสดงจะใช้หน้าผาก ไหล่ และสะโพกพยุงเสาไม้ไผ่สูงที่แขวนโคมไฟหลายสิบดวง แสดงฝีมือและความสมดุลอันน่าทึ่ง

เทศกาลดอกไม้ไฟโอมาการิ (Omagari Fireworks Festival)

จัดในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม ได้ชื่อว่าเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นักประดิษฐ์ดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศมาประชันฝีมือ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับดอกไม้ไฟนับหมื่นนัดที่ระเบิดบนท้องฟ้า

หลายโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนจะจัดให้มีการเที่ยวชมเทศกาลนี้โดยเฉพาะ

โยโคเตะคามาคุระ (Yokote Kamakura)

เทศกาลหิมะที่จัดในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านจะสร้างอิกลูหิมะขนาดใหญ่หลายร้อยหลัง จุดเทียนไขในโคมกระดาษ สร้างบรรยากาศโรแมนติกและอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็น

อาหารพื้นเมืองที่ห้ามพลาด

คิริทันโป๊ะ (Kiritanpo): ข้าวปั้นห่อไม้ย่างไฟ นำมาต้มในหม้อไฟร้อนๆ กับไก่ ผัก และเห็ดพื้นเมือง

อินานิวะอุด้ง (Inaniwa Udon): เส้นอุด้งบางพิเศษที่มีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ทำด้วยฝีมือโบราณมากว่า 300 ปี

โชตสึรุ (Shottsuru): น้ำปลาที่ทำจากปลาฮาตาฮาตะหมักดอง ใช้ปรุงอาหารพื้นเมือง

ข้าวอะคิตะโคมาจิ: ข้าวชั้นดีที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ข้าวเหนียวนุ่ม หวานธรรมชาติ

พบกับสุนัขอะคิตะตัวจริง

สุนัขอะคิตะเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัด ข้างสถานี JR โอดาเตะมี “ศูนย์สุนัขอะคิตะ” ที่นักท่องเที่ยวสามารถพบสุนัขอะคิตะตัวจริงที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ดูแลศูนย์ท่องเที่ยว สามารถถ่ายรูปและเล่นกับน้องหมาได้

วิธีการเดินทาง

จากโตเกียว: ใช้รถไฟชินคันเซ็นสายอะคิตะ ระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง

จากเซนได: ใช้รถไฟโคมาจิชินคันเซ็นถึงโมริโอกะ แล้วเปลี่ยนขบวน Akita Shinkansen

การเดินทางภายในจังหวัด: มีรถบัสท้องถิ่น รถไฟ JR และรถไฟท้องถิ่น หากต้องการความสะดวก แนะนำให้เช่ารถหรือใช้บริการแท็กซี่ท่องเที่ยว

เคล็ดลับสำหรับการวางแผนทริป

  • ระยะเวลาที่แนะนำ: 3-4 วันสำหรับการเที่ยวชมอะคิตะอย่างครบครัน
  • ฤดูกาลที่เหมาะสม:
    • ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-พฤษภาคม) ชมซากุระที่คาคุโนดาเตะ
    • ฤดูร้อน (สิงหาคม) ร่วมงานเทศกาลคันโตและดอกไม้ไฟโอมาการิ
    • ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดาคิกาเอริ
    • ฤดูหนาว (กุมภาพันธ์) ร่วมงานโยโคเตะคามาคุระและชมปีศาจหิมะ
  • JR East Pass Tohoku Area: หากวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นครอบคลุมภูมิภาคโทโฮคุ แนะนำให้ซื้อพาสนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

สรุป

อะคิตะเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม สัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี และดื่มด่ำกับบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ที่เป็นเอกลักษณ์

ไม่ว่าคุณจะวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นด้วยตัวเอง หรือเลือกใช้บริการทัวร์จัดโปรแกรม อะคิตะคือจุดหมายที่จะสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างและน่าประทับใจให้กับคุณอย่างแน่นอน

ทะเลสาบบิวะ มนต์เสน่ห์แห่งทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

หากคุณกำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นและต้องการสัมผัสความงามของธรรมชาติที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ ทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa) ในจังหวัดชิงะ คือคำตอบที่ลงตัว ห่างจากเกียวโตเพียง 10 นาทีโดยรถไฟ ทะเลสาบแห่งนี้ไม่เพียงเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แต่ยังมีอายุกว่า 4 ล้านปี ถือเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ทำไมต้องเลือกทะเลสาบบิวะในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น

ทะเลสาบบิวะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 670 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นหนึ่งในหกของพื้นที่จังหวัดชิงะทั้งหมด ชื่อของทะเลสาบมาจากรูปร่างที่คล้ายกับเครื่องดนตรีญี่ปุ่นโบราณชื่อว่า “บิวะ” ซึ่งเป็นเครื่องสายคล้ายพิณ ทะเลสาบแห่งนี้ไม่เพียงมีความสำคัญทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ให้บริการผู้คนกว่า 14 ล้านคนในภูมิภาคคันไซ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกทัวร์ญี่ปุ่นแบบครบวงจร ทะเลสาบบิวะเสนอกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือชมวิว ว่ายน้ำ พายเรือคายัค หรือแม้กระทั่งเล่นสกีในฤดูหนาว

ไฮไลท์ท่องเที่ยวรอบทะเลสาบบิวะ

1. ศาลเจ้าชิราฮิเงะ (Shirahige Shrine) – ประตูโทริอิลอยน้ำ

ศาลเจ้าชิราฮิเงะมีอายุกว่า 2,000 ปี เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคโอมิ จุดเด่นคือประตูโทริอิสีแดงที่ตั้งตระหง่านอยู่ในน้ำทะเลสาบ สร้างภาพที่สวยงามเหมือนศาลเจ้าอิสึกุชิมะในฮิโรชิมา ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เมื่อแสงสีทองสะท้อนกับผิวน้ำและประตูโทริอิ สร้างบรรยากาศที่มหัศจรรย์

การเดินทางมายังที่นี่สามารถลงรถไฟที่สถานี Omitakashima แล้วเดินประมาณ 30 นาที หรือหากคุณจองแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่มีรถตู้ส่วนตัว ก็จะสะดวกสบายยิ่งขึ้น

2. Biwako Terrace – ชมทะเลสาบจากมุมสูง

ลิฟต์กระเช้าที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่นจะพาคุณขึ้นสู่ระดับความสูง 1,100 เมตรในเวลาเพียง 5 นาที เมื่อถึงจุดชมวิว Biwako Terrace คุณจะได้ชื่นชมทัศนียภาพพาโนรามา 360 องศาของทะเลสาบบิวะและภูเขาโดยรอบที่สวยงามตระการตา

มีเทอเรซ 2 แห่งคือ Grand Terrace และ North Terrace ทั้งคู่มีคาเฟ่และร้านอาหาร ให้คุณนั่งจิบกาแฟชมวิวอันสวยงามได้อย่างผ่อนคลาย ในฤดูหนาวสถานที่แห่งนี้เปลี่ยนเป็นสกีรีสอร์ท Biwako Valley ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบกิจกรรมหิมะ

3. เกาะจิคุบุ (Chikubushima Island) – เกาะศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลสาบ

เกาะจิคุบุถือเป็นสถานที่ที่เทพเจ้าสถิตอยู่ บนเกาะมีวัดโฮโงจิ (Hogonji Temple) และศาลเจ้าสึคุบุสุมะ (Tsukubusuma Shrine) ที่เป็นที่ประดิษฐานของเทพีเบนเท็น หนึ่งในเทพีเบนเท็นสามแห่งที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น

การเดินทางไปเกาะสามารถล่องเรือจากท่าเรือนางาฮามะหรือท่าเรืออิมาซึ นักท่องเที่ยวที่เลือกทัวร์ญี่ปุ่นในภูมิภาคคันไซมักนิยมเพิ่มกิจกรรมล่องเรือชมเกาะแห่งนี้ในโปรแกรม

4. ปราสาทฮิโกเนะ (Hikone Castle) – มรดกแห่งชาติ

ปราสาทฮิโกเนะเป็นหนึ่งในเพียง 12 ปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยงามและได้รับการอนุรักษ์ดีที่สุด ปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลสาบบิวะฝั่งตะวันออก มีสวนญี่ปุ่นที่งดงามชื่อ Genkyuen Garden ประกอบด้วย

การเดินทางจากเกียวโตมาที่ปราสาทฮิโกเนะใช้เวลาประมาณ 50 นาที ค่าเข้าชมปราสาทและสวน 1,000 เยน ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น

5. Ukimido Temple – หอลอยน้ำที่โรแมนติก

Ukimido เป็นหนึ่งในห้าอาคารของวัด Mangetsu-ji ที่ตั้งอยู่บนทะเลสาบบิวะ หอลอยน้ำแห่งนี้เชื่อมต่อกับฝั่งด้วยสะพานไม้ เป็นหนึ่งในทัศนียภาพที่โดดเด่นที่สุดของทะเลสาบ สร้างขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของนิกาย Rinzai ในพุทธศาสนาเซน

วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่และบูรณะสองครั้งในปี 1937 และ 1982 สามารถเดินทางโดยรถบัสจากสถานี JR Katata หรือจอดรถยนต์ที่ลานจอดรถฟรีใกล้ ๆ

กิจกรรมบนทะเลสาบบิวะ

ล่องเรือชมวิว (Lake Biwa Cruise)

ล่องเรือชมทะเลสาบบิวะด้วยเรือ Michigan Cruise ซึ่งเป็นเรือกลไฟจักรพายที่ยิ่งใหญ่ พร้อมบริการอาหาร ความบันเทิง และดาดฟ้าชั้นบนสำหรับชมวิวทะเลสาบที่กว้างใหญ่ คุณสามารถเลือกเรือล่องในเวลาต่าง ๆ รวมถึงเรือล่องชมพระอาทิตย์ตกดินในช่วงฤดูร้อน

นอกจากนี้ยังมี South Lake Cruise ที่เป็นเรือขนาดเล็กกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล่องเรือระยะสั้น ทั้งสองเรือออกจากท่าเรืออ็อตสึ (Otsu Port)

กิจกรรมกีฬาทางน้ำ

ทะเลสาบบิวะเป็นสวรรค์สำหรับคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ BSC Watersports Center ในเมืองอ็อตสึ คุณสามารถเช่าเรือคายัค เรือแคนู ลองเล่น Stand Up Paddle Board หรือเรียนรู้การแล่นเรือใบและวินด์เซิร์ฟได้ นอกจากนี้ยังมีแคมป์สกีสำหรับเด็กในช่วงฤดูหนาว

ว่ายน้ำและตั้งแคมป์

หาด Omimaiko เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมในฤดูร้อนจากเกียวโต มีหาดทรายขาวและต้นสนที่ให้ร่มเงา การเดินทางสามารถใช้รถไฟสาย JR Kosei Line ลงที่สถานี Omi-Maiko แล้วเดินไปหาดเพียง 5 นาที

สำหรับผู้ที่ชอบแคมป์ปิ้ง Okubiwako Campground ทางตอนเหนือของทะเลสาบเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม มีบริการเช่าเต็นท์หรือลองกลัมปิ้ง (Glamping) ในกระท่อมที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้

พิพิธภัณฑ์ทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa Museum)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในวันฝนตก มีทัวร์สองภาษาอธิบายประวัติศาสตร์ของทะเลสาบและสัตว์ป่าที่หลากหลาย อุโมงค์กระจกใสให้ประสบการณ์แบบดื่มด่ำท่ามกลางสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่หายากของทะเลสาบ

พิพิธภัณฑ์มีโมเดลขนาดเต็มที่นำประวัติศาสตร์ของพื้นที่มาสู่ชีวิต และนิทรรศการเชิงโต้ตอบที่จะทำให้เด็ก ๆ สนใจเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับครอบครัวที่มาเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่น

ที่พักรอบทะเลสาบบิวะ

ทะเลสาบบิวะมีที่พักให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่โฮสเทลราคาประหยัดไปจนถึงรีสอร์ทหรูหรา โรงแรมส่วนใหญ่มีบ่อน้ำพุร้อน หลายแห่งมีวิวตรงไปยังทะเลสาบ  พื้นที่ Ogoto Onsen ทางฝั่งตะวันตกเป็นย่านน้ำพุร้อนยอดนิยม มีทั้งเรียวกังขนาดเล็กและโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่เปิดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวรายวันด้วยค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย

การเดินทางไปทะเลสาบบิวะ

ทะเลสาบบิวะตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดชิงะ ใช้เวลาเพียง 10 นาทีจากสถานีเกียวโต การเดินทางสะดวกสบายมาก:

  • จากเกียวโต: นั่งรถไฟสาย JR Tokaido Main Line จากสถานีเกียวโตไปยังสถานีอ็อตสึ (Otsu Station) ที่ปลายทางใต้ของทะเลสาบ หรือต่อไปยังสถานีฮิโกเนะเพื่อเข้าถึงด้านตะวันออกของทะเลสาบ
  • จากสนามบินคันไซ: รถไฟด่วน Haruka Limited Express ไปถึงอ็อตสึในเวลาเพียง 80 นาที
  • จากนาโกย่า: มีเส้นทางตรงเชื่อมต่อกับบริเวณทะเลสาบ

หากคุณจองทัวร์ญี่ปุ่นแบบครบวงจร บริษัททัวร์ส่วนใหญ่จะจัดรถรับส่งสะดวกสบายพร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

เมื่อไหร่ควรไปทะเลสาบบิวะ

ทะเลสาบบิวะสวยงามตลอดทั้งปี แต่ละฤดูมีเสน่ห์แตกต่างกัน:

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม): ชมดอกซากุระบานรอบทะเลสาบและปราสาท
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): เหมาะสำหรับว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำ และงานพลุไฟ Biwako Great Fireworks Festival ที่ดึงดูดผู้คนกว่า 300,000 คน
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน): ชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามรอบทะเลสาบและภูเขา
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์): เล่นสกีที่ Biwako Valley พร้อมวิวทะเลสาบอันสวยงาม

ของฝากและอาหารท้องถิ่น

เมื่อมาเยือนทะเลสาบบิวะ อย่าลืมลิ้มลองอาหารท้องถิ่นและซื้อของฝาก ขนม Ubaga Mochi เป็นขนมพื้นเมืองที่ผลิตด้วยวิธีการดั้งเดิมที่ส่งต่อกันมากว่า 400 ปี ทำจากโมจิที่ห่อไส้ถั่วแดงหวานน้อย โรยหน้าด้วยถั่วขาวและมันเทศ

ปลาซิจิมิ (Seta Clam) เป็นอาหารพิเศษจากทะเลสาบที่คุณไม่ควรพลาด และเนื้อวัว Omi Beef ซึ่งเป็นเนื้อวัวชั้นเลิศจากภูมิภาคนี้ สามารถลิ้มรสได้ในร้านอาหารรอบเมืองฮิโกเนะและโอมิฮาจิมัง

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว

  1. JR West Pass: หากคุณวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นในภูมิภาคคันไซ ควรพิจารณาซื้อ JR West Pass ที่ให้คุณเดินทางไม่จำกัดบนรถไฟ JR รวมถึงเส้นทางรอบทะเลสาบบิวะ
  2. เช่ารถจักรยาน: หลายสถานีรอบทะเลสาบมีบริการเช่าจักรยาน เหมาะสำหรับการปั่นชมวิวรอบทะเลสาบ
  3. ดาวน์โหลดแอป Safety Tips: แอปพลิเคชันนี้ให้ข้อมูลฉุกเฉินและคำแนะนำด้านความปลอดภัยเป็นหลายภาษา
  4. จองล่วงหน้า: สำหรับกิจกรรมยอดนิยมเช่นล่องเรือหรือ Biwako Terrace โดยเฉพาะช่วงวันหยุดและฤดูกาล ควรจองล่วงหน้า

สรุป

ทะเลสาบบิวะคือสมบัติแห่งธรรมชาติที่ผสมผสานระหว่างความงดงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และกิจกรรมที่หลากหลาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสมิติใหม่ของญี่ปุ่นนอกเหนือจากเมืองใหญ่ ด้วยทำเลที่ใกล้เกียวโตและสะดวกในการเดินทาง ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นของคุณ

ไม่ว่าคุณจะชอบธรรมชาติ วัฒนธรรม กิจกรรมผจญภัย หรือแค่ต้องการผ่อนคลายในบรรยากาศสงบริมทะเลสาบ ทะเลสาบบิวะมีทุกอย่างที่จะทำให้การเดินทางของคุณน่าจดจำและประทับใจไม่รู้ลืม วางแผนทัวร์ญี่ปุ่นของคุณและมาค้นพบมนต์เสน่ห์แห่งทะเลสาบบิวะด้วยตัวเองครับ!

เที่ยวเซ็นได เมืองแห่งต้นไม้ในภูมิภาคโทโฮคุ

เซ็นได (Sendai) เมืองหลวงของจังหวัดมิยางิ ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งต้นไม้” (City of Trees) จากต้นเคยากิที่เรียงรายตลอดแนวถนนในเมือง เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ห่างจากโตเกียวเพียง 90 นาทีด้วยรถไฟชินคันเซ็น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทำไมต้องเที่ยวเซ็นได?

เซ็นไดเป็นเมืองที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างลงตัว มีทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารชื่อดัง สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม การวางผังเมืองที่เป็นระเบียบทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองทำได้สะดวกสบาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

1. ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle)

ร่องรอยของปราสาทในยุคสมัยของไดเมียว ดาเตะ มาซามูเนะ เมื่อ 400 ปีก่อน ปัจจุบันเหลือเพียงซากกำแพงหินและหอรักษาความปลอดภัย แต่ที่นี่กลับกลายเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองเซ็นไดและแม่น้ำฮิโรเสะได้แบบ 360 องศา มีรูปปั้นสำริดของดาเตะ มาซามูเนะบนหลังม้าเป็นจุดเช็คอินยอดนิยม

2. ศาลเจ้าโอซากิ ฮะชิมังกุ

ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ปกป้องชาวเมืองเซ็นได มีสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณที่งดงาม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองให้ความเคารพนับถือมายาวนาน บรรยากาศร่มรื่นเหมาะกับการมาขอพรและถ่ายรูป

3. ช่องเขานาโตริ (Naruko Gorge)

ช่องเขาที่สวยงามซึ่งปกคลุมไปด้วยหินขนาดยักษ์และมีรูปร่างแปลกประหลาด จากการที่ถูกแม่น้ำนาโตริกัดเซาะ เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามในฤดูใบไม้ร่วง

4. กินซัง ออนเซ็น (Ginzan Onsen)

หมู่บ้านออนเซ็นเล็กๆ กลางหุบเขาที่มีประวัติย้อนหลังไปกว่า 100 ปี บรรยากาศเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคเอโดะ ด้วยบ้านโบราณสไตล์ไม้ริมธารน้ำและหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว ถือเป็นหนึ่งในออนเซ็นที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

5. ภูเขาซาโอะ (Mt. Zao)

ภูเขาที่ห่างจากตัวเมืองเพียง 1 ชั่วโมง สามารถพบกับปีศาจหิมะหรือ “จุเฮียว” (Snow Monster) ที่เกิดจากต้นไม้ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่อลังการ นอกจากนี้ยังมีกระเช้าลอยฟ้า Zao Ropeway สำหรับชมวิวพาโนรามา

6. อ่าวมัตสึชิมะ (Matsushima Bay)

หนึ่งในสามทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น มีเกาะเล็กๆ กระจายอยู่มากกว่า 260 เกาะ สามารถล่องเรือชมวิวหรือเดินเยี่ยมชมวัดต่างๆ บนเกาะได้

อาหารพื้นเมืองห้ามพลาด

ลิ้นวัวย่าง (Gyutan)

ลิ้นวัวย่างเป็นเมนูพิเศษยอดนิยมของเมืองเซ็นได เนื้อนุ่ม หนึบ หนับ อร่อยเด็ด โดยเฉพาะแบบหมักมิโสะ มีร้านอาหารมากมายให้เลือกทั้งในย่านสถานีและย่านช้อปปิ้งใจกลางเมือง

ผักเซริ นาเบะ (Seri Nabe)

อาหารหม้อไฟพื้นเมืองที่ใช้ผักเซริซึ่งมีรากกรอบอร่อย เป็นอาหารฤดูหนาวประจำถิ่นที่ควรลอง

ซูซันเดะ (Zunda)

ขนมหวานทำจากถั่วแระบดผสมน้ำตาล มีสีเขียวอ่อนสวยงาม ทานคู่กับโมจิหรือไอศกรีมก็อร่อย

การเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก

การเดินทางสู่เซ็นได

  • จากโตเกียว: รถไฟชินคันเซ็นสาย Tohoku ใช้เวลาประมาณ 90 นาที
  • เครื่องบิน: สนามบินเซ็นไดมีเที่ยวบินเชื่อมต่อจากเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศบางเส้นทาง

การเดินทางในเมือง

Loople Sendai Bus

รถบัสท่องเที่ยวที่จะจอดที่จุดท่องเที่ยวสำคัญของเซ็นได ซื้อตั๋ว One Day Pass ราคาผู้ใหญ่ 620 เยน สะดวกและคุ้มค่าสำหรับการท่องเที่ยวทั่วเมือง

รถไฟใต้ดิน

มี 2 สายคือ Namboku Line และ Tozai Line เชื่อมต่อจุดสำคัญในเมือง

Sendai Area Pass

บัตรโดยสารที่ใช้ได้ทั้งรถบัส รถไฟ JR หลายสาย เหมาะสำหรับการเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวรอบนอกเมือง

ช่วงเวลาที่เหมาะในการเที่ยว

  • ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน): ชมดอกซากุระบานสะพรั่งตามสวนสาธารณะและริมแม่น้ำ
  • ฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม): งานเทศกาล Tanabata Matsuri ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
  • ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน): ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์): เล่นสกี ชมปีศาจหิมะ และแช่ออนเซ็น

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว

  1. จองที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงเทศกาล Tanabata (ต้นเดือนสิงหาคม)
  2. ซื้อ JR East Pass ถ้าวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นในภูมิภาคโทโฮคุหลายเมือง จะประหยัดค่าเดินทางมาก
  3. เตรียมตัวรับมือกับอากาศหนาว โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อุณหภูมิอาจติดลบ
  4. ดาวน์โหลดแอปแปลภาษา แม้ป้ายจะมีภาษาอังกฤษแต่การสื่อสารอาจต้องใช้
  5. แวะชิมอาหารท้องถิ่น ในตลาดโชเทนไก (Shotengai) ถนนคนเดินที่มีร้านค้าท้องถิ่นมากมาย

สรุป

เซ็นไดเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสญี่ปุ่นในมุมที่แตกต่าง ไม่วุ่นวายเหมือนโตเกียวหรือโอซาก้า แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารพื้นเมืองที่น่าประทับใจ หากคุณกำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นสายธรรมชาติและวัฒนธรรม เซ็นไดคือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะมาแบบทัวร์ญี่ปุ่นจัดโปรแกรมหรือเที่ยวเองก็สนุกและประทับใจได้ไม่ต่างกัน

พร้อมแล้วก็เตรียมกระเป๋าไปสัมผัสความงดงามของเมืองแห่งต้นไม้แห่งนี้กันเถอะ!

ดำน้ำในญี่ปุ่น: สวรรค์ใต้ท้องทะเลที่คุณไม่ควรพลาด

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การดำน้ำที่แตกต่างและน่าประทับใจ การดำน้ำในญี่ปุ่น คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่วัฒนธรรมอันงดงามและเมืองที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังซ่อนโลกใต้ท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลายชนิดที่จะทำให้นักดำน้ำทุกระดับต้องตะลึง

ทำไมต้องดำน้ำที่ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในทะเลที่มีกระแสน้ำอุ่นคุโรชิโอะไหลผ่าน ทำให้มีระบบนิเวศทางทะเลที่หลากหลาย จากปะการังเขตร้อนไปจนถึงป่าสาหร่ายเขตหนาว คุณจะได้พบกับชีวิตใต้ท้องทะเลที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝูงปลาเขตร้อนสีสันสดใส ปลาหมึกยักษ์ ม้าน้ำ และแม้แต่ปลาฉลามวาฬในบางฤดูกาล

หลายคนที่วางแผนทัวร์ญี่ปุ่นมักจะนึกถึงการเที่ยวชมวัดวา โตเกียว โอซาก้า หรือภูเขาไฟฟูจิ แต่การเพิ่มกิจกรรมดำน้ำในแพ็คเกจท่องเที่ยวจะทำให้ทริปของคุณมีมิติใหม่ที่น่าตื่นเต้น

จุดดำน้ำยอดนิยมในญี่ปุ่น

1. โอกินาวา (Okinawa) – มัลดีฟส์แห่งญี่ปุ่น

โอกินาวาเป็นจุดหมายปลายทางดำน้ำที่ได้รับความนิยมสูงสุดในญี่ปุ่น ด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส ปะการังที่สมบูรณ์ และอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมตลอดทั้งปี สถานที่เด่นๆ ได้แก่:

  • หมู่เกาะเคราม่า (Kerama Islands) – มีแนวปะการังที่สวยงามและเต่าทะเลมากมาย ระยะทางเพียง 30 นาทีจากนาฮา
  • เกาะอิชิงากิ (Ishigaki) – จุดดำน้ำระดับโลกที่มีปลาหมันตาราย (Manta Ray) ว่ายผ่านเป็นประจำ
  • Blue Cave – ถ้ำใต้น้ำที่มีแสงสะท้อนสีฟ้าเรืองรองสวยงาม เหมาะสำหรับมือใหม่

2. อิซุ (Izu Peninsula) – ใกล้โตเกียว

หากคุณมีเวลาจำกัดในการเดินทาง คาบสมุทรอิซุเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เพราะอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก สามารถไปกลับได้ภายในวันเดียว

  • น้ำใสมองเห็นได้ลึกถึง 20-30 เมตร
  • มีจุดดำน้ำหลากหลายทั้งแบบ Shore Dive และ Boat Dive
  • ดูได้ทั้งปลาเขตร้อนและป่าสาหร่ายยักษ์

3. โยนากุนิ (Yonaguni) – ปริศนาใต้ท้องทะเล

เกาะโยนากุนิเป็นจุดดำน้ำที่ลึกลับที่สุดในญี่ปุ่น มี “โบราณสถานใต้น้ำ” (Yonaguni Monument) ซึ่งเป็นโครงสร้างหินขนาดใหญ่ที่นักโบราณคดีเชื่อว่าอาจเป็นซากเมืองโบราณ

  • เหมาะสำหรับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์
  • มีกระแสน้ำแรง ควรระมัดระวัง
  • ในฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) อาจพบฝูงปลาค้อนศีรษะ (Hammerhead Shark)

4. คุมาโน (Kumano) – ดำน้ำในมรดกโลก

พื้นที่คุมาโนไม่ได้มีแค่เส้นทางแสวงบุญที่มีชื่อเสียง แต่ยังมีจุดดำน้ำที่งดงามซ่อนอยู่

  • สภาพน้ำใสสะอาด เหมาะกับการถ่ายภาพใต้น้ำ
  • พบปะกับสัตว์ทะเลพื้นเมืองที่หาดูได้ยาก
  • บรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ

เคล็ดลับการวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นแบบดำน้ำ

ช่วงเวลาที่เหมาะสม

  • มิถุนายน-กันยายน: ฤดูดำน้ำยอดนิยม อากาศอ่อนโยน น้ำอุ่น
  • ตุลาคม-พฤศจิกายน: จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง มองเห็นใต้น้ำชัดเจนที่สุด
  • ธันวาคม-มีนาคม: เหมาะสำหรับนักดำน้ำที่ต้องการพบปลาขนาดใหญ่

เตรียมตัวอย่างไร

  1. ใบอนุญาตดำน้ำ: ควรมีใบ PADI หรือ SSI (หากเป็นมือใหม่ สามารถเรียนคอร์ส Discover Scuba Diving ได้ที่นั่น)
  2. อุปกรณ์: ร้านดำน้ำส่วนใหญ่มีให้เช่าครบ แต่หากมีอุปกรณ์ส่วนตัว ควรนำไปด้วย
  3. ประกันการเดินทาง: เลือกประกันที่คุ้มครองกิจกรรมดำน้ำโดยเฉพาะ

แพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นแบบผสมผสาน

หลายบริษัทนำเที่ยวเริ่มมีแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่รวมการดำน้ำเข้าไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องวางแผนเอง มีทั้งแบบ:

  • ทัวร์ครึ่งวัน: ดำน้ำตอนเช้า บ่ายเที่ยวเมือง
  • ทัวร์เต็มวัน: เหมาะสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพที่ต้องการทำหลายไดฟ์
  • ทัวร์หลายเกาะ: ผสมผสานการดำน้ำในหลายจุดภายใน 5-7 วัน

ทำไมต้องเลือกทัวร์ญี่ปุ่นแบบมีไกด์

การจองทัวร์กับตัวแทนที่เชี่ยวชาญมีข้อดีหลายประการ:

  1. ไกด์พูดภาษาไทย: สื่อสารง่าย ทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อปฏิบัติได้ชัดเจน
  2. จัดการเรื่องอุปกรณ์และใบอนุญาต: ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสาร
  3. ความปลอดภัย: มีมาตรฐานสูง มีประกันและทีมงานคอยดูแล
  4. ประหยัดเวลา: ไม่ต้องวิจัยเองว่าจุดไหนดี ไปอย่างไร
  5. ราคาคุ้มค่า: บางครั้งแพ็คเกจถูกกว่าไปเอง เพราะมีการต่อรองหมู่คณะ

ข้อควรระวังเมื่อดำน้ำในญี่ปุ่น

  • กฎระเบียบเข้มงวด: ญี่ปุ่นมีกฎการอนุรักษ์สัตว์น้ำและปะการังที่เข้มงวด ห้ามสัมผัสหรือทำลาย
  • อากาศ: สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะในฤดูร้อน ควรตรวจสอบพ ยากรณ์อากาศก่อนดำ
  • ภาษา: ไม่ใช่ทุกร้านดำน้ำที่มีไกด์พูดภาษาอังกฤษหรือไทย จองผ่านตัวแทนจะปลอดภัยกว่า
  • ค่าใช้จ่าย: การดำน้ำในญี่ปุ่นค่อนข้างแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่คุณภาพคุ้มค่า

สรุป: ดำน้ำในญี่ปุ่นคือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดำน้ำมืออาชีพหรือมือใหม่ที่อยากลองดำครั้งแรก การดำน้ำในญี่ปุ่นจะมอบประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน จากความงามของปะการัง ความหลากหลายของสัตว์ทะเล ไปจนถึงความปลอดภัยและมาตรฐานระดับโลก

หากคุณกำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นอยู่ อย่าลืมพิจารณาเพิ่มกิจกรรมดำน้ำในแผนการเดินทางของคุณ คุณจะได้ค้นพบอีกหนึ่งมิติของญี่ปุ่นที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จัก และสร้างความทรงจำที่ประทับใจตลอดไป

จองทัวร์ญี่ปุ่นแบบดำน้ำวันนี้ และเตรียมพบกับโลกใต้น้ำที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย!

เที่ยวเกาะอิชิงะคิ สวรรค์แห่งทะเลใต้โอกินาว่า: คู่มือท่องเที่ยวฉบับสมบูรณ์

หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า เกาะอิชิงะคิ (Ishigaki Island) คือคำตอบที่ลงตัวสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความงามของทะเลเขตร้อนและบรรยากาศแบบเกาะสุดชิลล์ในประเทศญี่ปุ่น

เกาะอิชิงะคิคืออะไร

เกาะอิชิงะคิเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโอกินาว่า และเป็นประตูสู่หมู่เกาะยาเอยามะ (Yaeyama Islands) ตั้งอยู่ห่างจากเกาะหลักของโอกินาว่าไปทางทิศใต้ประมาณ 400 กิโลเมตร หรือประมาณ 2,000 กิโลเมตรจากโตเกียว เกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสสีฟ้าเขียว แนวปะการังที่สวยงามสมบูรณ์ และท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว ทำให้กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นแบบพักผ่อนและดื่มด่ำธรรมชาติ

จุดเด่นของการท่องเที่ยวเกาะอิชิงะคิ

1. อ่าวคาบิระ (Kabira Bay) – ทัศนียภาพที่ไม่ควรพลาด

อ่าวคาบิระได้รับการจัดอันดับ 3 ดาวใน Michelin Green Guide Japan และถือเป็นหนึ่งใน 100 ทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น น้ำทะเลที่นี่มีสีฟ้าและเขียวใสสะอาด เกาะเล็กๆ 9 เกาะกระจัดกระจายอยู่ในอ่าว ทรายขาวละเอียด และท้องฟ้าสีครามผสมผสานกันอย่างลงตัว

แม้ว่าจะไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในบริเวณนี้ แต่คุณสามารถเพลิดเพลินกับความงามใต้ทะเลผ่านการนั่งเรือท้องกระจก ชมปลาเขตร้อนและแนวปะการังหลากสีสันได้อย่างใกล้ชิด ทัวร์เรือใช้เวลาประมาณ 30 นาที

2. หาดสวยงามที่ต้องไป

หาดโยเนะฮาระ (Yonehara Beach) – หาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาะ ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของเกาะ เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการดำน้ำดูปะการังทั้งแบบสน็อกเกิ้ลและสกูบาไดฟ์ มีแคมป์ไซต์ใกล้เคียง บรรยากาศคึกคัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

หาดฟุซากิ (Fusaki Beach) – อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองอิชิงะคิ โดดเด่นด้วยพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม มีตาข่ายกั้นแมงกระพรุนในช่วงฤดูร้อน ทำให้เหมาะสำหรับการว่ายน้ำอย่างปลอดภัย

หาดซุคุจิ (Sukuji Beach) – ตั้งอยู่ในมุมตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นหาดที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เพราะน้ำตื้นและพื้นทรายเรียบ มีตาข่ายกันแมงกระพรุนเช่นกัน

หาดชิราโฮะ (Shiraho Beach) – หาดที่มีทรายขาวละเอียดที่สุดบนเกาะ อยู่ใกล้อ่าวคาบิระ ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบเงียบสงบ

3. ถ้ำสีฟ้า (Blue Cave Ishigaki)

จุดดำน้ำยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด ภายในถ้ำมีแสงสีฟ้าอันน่าอัศจรรย์ที่เกิดจากแสงแดดสะท้อนผ่านน้ำทะเล เหมาะสำหรับการดำน้ำดูปะการังและถ่ายรูปสวยๆ

4. ถ้ำหินงอกหินย้อย (Ishigaki Island Stalactite Cave)

ถ้ำธรรมชาติที่เกิดจากแนวปะการังที่ยกตัวขึ้น ยาว 3.2 กิโลเมตร เปิดให้เข้าชม 600 เมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 30 นาที ภายในมีการจัดไฟไลท์อัพที่สวยงาม เหมาะสำหรับถ่ายรูปลงโซเชียล ยิ่งไปกว่านั้น เป็นจุดท่องเที่ยวที่เที่ยวได้แม้ในวันฝนตก

5. ภูเขาสองยอดน่าปีน

Mt. Omoto – ภูเขาสูงกว่า 500 เมตร ตั้งอยู่เหนือหาดโยเนะฮาระ ใช้เวลาปีนขึ้นไปประมาณ 60-90 นาที จากจุดชมวิวบนยอดเขา คุณจะได้มองเห็นวิวพาโนรามาของทั้งเกาะ แนวปะการัง และเกาะโดยรอบ

Mt. Nosoko – อยู่บนคาบสมุทรฮิราคุโบะทางตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะไม่สูงมากแต่ก็ให้วิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับการเดินเขาแบบสบายๆ

6. แหลมชมวิว

แหลมโอกันซากิ (Oganzaki) – ตั้งอยู่ปลายทางทิศตะวันตกของเกาะ มีวิวทะเลกว้างไกล

แหลมฮิราคุโบะซากิ (Hirakubozaki) – ปลายสุดทางเหนือของคาบสมุทรฮิราคุโบะ มีประภาคารสีขาวตั้งเด่น และระเบียงชมวิว Tamatorisaki Tembo-dai

7. วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

หมู่บ้านยาเอยามะ (Ishigaki Yaima Village) – พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่จำลองบรรยากาศโอกินาว่ายุคโบราณ สามารถสวมชุดผ้าทอดั้งเดิม ชมการแสดงเครื่องดนตรีซันชิน และเพลงพื้นเมือง หรือลองทำขนมโดนัทสไตล์โอกินาว่า “ซาตาอันดากิ”

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหมู่เกาะยาเอยามะ – จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของหมู่เกาะ มีเครื่องมือพื้นบ้าน ผ้าทอ และงานเซรามิก ค่าเข้าชม 200 เยน (ปิดวันจันทร์)

หมู่บ้านซามูไรมิยาระดันจิ (Miyara Dunchi) – ที่อยู่อาศัยของซามูไรสมัยอาณาจักรริวกิว สร้างในปี 1819 เป็นอาคารที่รอดพ้นจากสงครามมาได้ เปิดชมรอบนอกและสวนหย่อม ค่าเข้าชม 200 เยน (ปิดวันอังคาร)

สุสานโทจินบากะ (Tojinbaka) – สุสานของคนงานชาวจีนกว่า 300 คนที่ถูกสังหารในปี 1852 ตกแต่งอย่างสวยงาม เปิดให้เข้าชมฟรี 24 ชั่วโมง

กิจกรรมยอดนิยมบนเกาะอิชิงะคิ

ดำน้ำดูปะการัง

เกาะอิชิงะคิเป็นจุดหมายในฝันของนักดำน้ำทั้งมือใหม่และมือโปร ด้วยภูมิประเทศใต้ทะเลที่สลับซับซ้อน แนวปะการังหลากสี และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมถึงกระเบนราหูที่อ่าวคาบิระ มีร้านอุปกรณ์ดำน้ำที่ให้บริการเป็นภาษาอังกฤษหลายแห่ง

ชมท้องฟ้ายามค่ำคืน

เกาะอิชิงะคิได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในจุดชมดาวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น สามารถมองเห็นกลุ่มดาวถึง 84 กลุ่มจากทั้งหมด 88 กลุ่มดาว ชาวเกาะเรียกกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleiades) ว่า “มุริคาบุชิ” และมีตำนานเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้อง

พายเรือคายัคในแม่น้ำ

กิจกรรมสำรวจธรรมชาติแบบสบายๆ มีทัวร์ช่วงเช้าและช่วงบ่าย ราคาประมาณ 6,500 เยน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง

ลิ้มรชาดอาหารท้องถิ่น

เกาะอิชิงะคิมีชื่อเสียงในเรื่องเนื้อวัวพันธุ์ญี่ปุ่นสีดำ (Japanese Black Cattle) ที่มีต้นกำเนิดจากจีนในสมัยโบราณ ลองชิมเบอร์เกอร์เนื้ออิชิงะคิที่ร้าน Heart Land Kabira หรืออาหารทะเลสดๆ ที่ตลาดท้องถิ่น

การเดินทางไปเกาะอิชิงะคิ

ทางเครื่องบิน

จากภายในญี่ปุ่น:

  • จากสนามบินนาฮา (Naha Airport): ใช้เวลา 1 ชั่วโมง มีเที่ยวบินบ่อยมาก
  • จากสนามบินฮาเนดะ โตเกียว: ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที (เที่ยวบินตรง)
  • จากสนามบินโอซาก้า: ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที
  • จากสนามบินนาโงย่า: ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที
  • จากสนามบินฟุกุโอกะ: ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

จากต่างประเทศ:

  • จากไต้หวัน: ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (เที่ยวบินตรง)
  • จากฮ่องกง: ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (เที่ยวบินตรง)

หากคุณวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นที่รวมทั้งโตเกียวและเกาะอิชิงะคิ สามารถเลือกบินเที่ยวบินตรงจากโตเกียวได้สะดวก หรือถ้าเดินทางจากเมืองใหญ่อื่นๆ อาจต่อเครื่องที่นาฮาก่อน

การเดินทางภายในเกาะ

รถบัส – มีรถบัสจากสนามบินไปยังสถานีขนส่งกลางเมือง ใช้เวลา 35-50 นาที ค่าโดยสาร 540 เยน บัสออกทุก 15 นาที สายที่แนะนำคือ Kabira Line ที่วิ่งผ่านหาดโยเนะฮาระและอ่าวคาบิระ (ค่าโดยสาร 720 เยน หรือตั้ว 1 day pass ราคา 1,000 เยน, 5 days pass ราคา 2,000 เยน)

เช่ารถ – วิธีที่แนะนำที่สุดสำหรับการเที่ยวชมเกาะ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ห่างจากกัน จากใจกลางเมืองสามารถขับไปยังจุดท่องเที่ยวได้ภายใน 30-45 นาที

เรือข้ามเกาะ – จากท่าเรืออิชิงะคิ (Ishigaki Port Remote Island Terminal) สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ไปยังเกาะอื่นๆ ในหมู่เกาะยาเอยามะได้ ตั๋วสามารถซื้อได้ในวันเดินทาง หรือจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ที่จะได้ส่วนลด

ช่วงเวลาที่เหมาะในการเดินทาง

ช่วงที่ดีที่สุดคือ เดือนเมษายน – พฤศจิกายน อุณหภูมิอยู่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส อากาศอบอุ่นเหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท โดยเฉพาะการดำน้ำและเล่นน้ำ

หากต้องการหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดือนตุลาคม เป็นช่วงที่เหมาะมาก อากาศยังคงดี นักท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงฤดูร้อน

สำหรับผู้ที่วางแผนจองทัวร์ญี่ปุ่นควรจองล่วงหน้าในช่วงฤดูท่องเที่ยวเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบาย

เคล็ดลับสำหรับนักท่องเที่ยว

  1. ระวังแมงกระพรุน – ในช่วงฤดูร้อนมีแมงกระพรุนฮาบุ เลือกหาดที่มีตาข่ายกั้นอย่างฟุซากิหรือซุคุจิจะปลอดภัยกว่า
  2. เตรียมอุปกรณ์กันแดด – แสงแดดจัดมาก ควรมีครีมกันแดดกันน้ำ หมวก และแว่นกันแดด
  3. จองที่พักล่วงหน้า – โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยว โรงแรมและรีสอร์ทมักเต็มเร็ว
  4. เช่ารถตั้งแต่แรก – ช่วยประหยัดเวลาและเที่ยวได้อิสระมากขึ้น
  5. นำเงินสดไปพอสมควร – ร้านค้าบางแห่งอาจไม่รับบัตรเครดิต
  6. เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น – ชาวเกาะมีวัฒนธรรมและประเพณีเฉพาะตัว การทำความเข้าใจจะทำให้การท่องเที่ยวมีความหมายมากขึ้น

แผนการเที่ยว 2 คืน 3 วัน

วันที่ 1

  • เช้า: เดินทางถึงสนามบินไพนุชิมะอิชิงะคิ เช่ารถ
  • กลางวัน: อาหารกลางวันที่ตัวเมือง เช็คอินโรงแรม
  • บ่าย: เที่ยวถ้ำหินงอกหินย้อย
  • เย็น: ชมพระอาทิตย์ตกที่หาดฟุซากิ
  • ค่ำ: อาหารค่ำที่ร้านอาหารในตัวเมือง

วันที่ 2

  • เช้า: ออกทริปดำน้ำที่ถ้ำสีฟ้า
  • กลางวัน: อาหารกลางวันที่หาดโยเนะฮาระ
  • บ่าย: เที่ยวอ่าวคาบิระ นั่งเรือท้องกระจก
  • เย็น: ชิมเบอร์เกอร์เนื้ออิชิงะคิที่ Heart Land Kabira
  • ค่ำ: ชมดาวบนเกาะ

วันที่ 3

  • เช้า: ปีน Mt. Omoto
  • กลางวัน: พักผ่อนที่หาดชิราโฮะ
  • บ่าย: ช้อปปิ้งของฝากที่ตัวเมือง
  • เย็น: เดินทางกลับ

สรุป

เกาะอิชิงะคิคือจุดหมายที่ลงตัวสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ทัวร์ญี่ปุ่นแบบสบายๆ ผสมผสานระหว่างความงามของธรรมชาติ ชายหาดเขตร้อน กิจกรรมดำน้ำที่น่าตื่นเต้น และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักผจญภัย ครอบครัว หรือคู่รักที่มองหาที่พักผ่อน เกาะแห่งนี้มีทุกสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของคุณ

การวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นที่รวมเกาะอิชิงะคิไว้ในแผนการเดินทาง จะช่วยให้คุณได้สัมผัสมิติใหม่ของญี่ปุ่นที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว น้ำทะเลใสสะอาดที่คุณสามารถมองเห็นแนวปะการังได้ชัดเจน หรือบรรยากาศเกาะสุดชิลล์ที่ทำให้คุณลืมความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน

เริ่มวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นของคุณวันนี้ และอย่าลืมใส่เกาะอิชิงะคิไว้ในลิสต์ รับรองว่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและคุ้มค่าแน่นอน!

ไซตะมะ เมืองมนต์เสน่ห์ใกล้โตเกียวที่ไม่ควรพลาด

จังหวัดไซตะมะ (Saitama) เป็นจุดหมายปลายทางที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ที่มาเที่ยวในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นแบบเจาะลึก ด้วยทำเลที่ตั้งห่างจากโตเกียวเพียงไม่ถึงชั่วโมงเดินทาง ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือพักค้างคืนเพื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองเล็กๆ ที่แตกต่างจากความวุ่นวายของกรุงใหญ่

คาวาโกเอะ “ลิตเติ้ลเอโดะ” เมืองย้อนยุคที่ทุกแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นแนะนำ

คาวาโกเอะ (Kawagoe) ขึ้นชื่อว่าเป็นไฮไลท์หลักของไซตะมะ เดินทางจากสถานีอิเคะบุคุโระเพียง 30 นาทีก็ถึงแล้ว บรรยากาศย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนสไตล์โกดังสมัยเอโดะ (Kura-zukuri) ตั้งเรียงรายสองข้างทางยาวกว่า 700 เมตร ทำให้เมืองนี้ได้ฉายาว่า “เอโดะน้อย” หรือ “Little Edo”

ไฮไลท์ที่ห้ามพลาดในคาวาโกเอะ:

โทคิโนะคาเนะ (Toki no Kane)

หอระฆังสัญลักษณ์ของเมืองที่มีอายุกว่า 300 ปี เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่ใครมาก็ต้องแวะเช็คอิน

ถนนขนมหวาน (Candy Alley)

ตรอกเล็กๆ ที่เรียงรายไปด้วยร้านขายขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเกือบ 20 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกอม ขนมเซมเบ้ หรือโมจิ เดินชิมไปเที่ยวไปสนุกแน่นอน

วัดคิตะอิน (Kita-in Temple)

วัดประจำเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ภายในมีรูปปั้นพระอรหันต์กว่า 500 องค์ และห้องที่เกี่ยวข้องกับโชกุนในสมัยเอโดะ หากมาช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะได้ชื่นชมสวนญี่ปุ่นที่สวยงามอีกด้วย

เคล็ดลับ: แนะนำให้เช่าชุดกิโมโนหรือยูกาตะเดินเที่ยวชมเมือง เพื่อให้ได้บรรยากาศสมัยเอโดะแบบเต็มอรรถรส

จิจิบุ สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ

เมืองจิจิบุ (Chichibu) เป็นอีกจุดหมายยอดนิยมที่มักถูกรวมในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นแนวธรรมชาติ มีความสวยงามตลอดทั้งปีด้วยทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

สวนฮิสึจิยามะ (Hitsujiyama Park)

ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม สวนแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยดอกชิบะซากุระ (Shibazakura) สีชมพูเข้มกว่า 400,000 ดอก สร้างภาพที่สวยงามราวกับพรมสีชมพูบนเนินเขา

แท่งน้ำแข็งมิโซะสึจิ (Misotsuchi Icicles)

ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดอัศจรรย์ในฤดูหนาว เสาน้ำแข็งย้อยที่เกิดจากน้ำตกแข็งตัว สูงถึงหลายเมตร กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปังมากในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์

นากาโทโระ (Nagatoro)

เมืองเล็กๆ ที่มีโตรกหินสวยงามและแม่น้ำอารากาวะไหลผ่าน กิจกรรมยอดนิยมคือการนั่งเรือไม้ชมทัศนียภาพ โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีสีสันสวยงามตระการตา

สถานที่ท่องเที่ยวสุดปังในไซตะมะ

หมู่บ้านมูมิน (Moomin Valley Park)

สวนสนุกธีมมูมินที่ตั้งอยู่ในเมืองฮันโนะ เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ได้สัมผัสบรรยากาศหมู่บ้านน่ารักๆ พร้อมช้อปปิ้งสินค้ามูมินและดื่มกาแฟผ่อนคลาย

พิพิธภัณฑ์รถไฟ (The Railway Museum)

สวรรค์ของคนรักรถไฟ จัดแสดงรถไฟหลายยุคสมัยตั้งแต่สมัยเก่าจนถึงรถไฟความเร็วสูงสมัยใหม่ มีกิจกรรมให้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์มากมาย

พิพิธภัณฑ์ศิลปะบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Art Museum)

พิพิธภัณฑ์บอนไซที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดแสดงบอนไซกว่า 120 ต้น บางต้นมีอายุเป็นพันปี พร้อมหมู่บ้านบอนไซที่มีสวนบอนไซ 6 แห่งอยู่ใกล้เคียง เรียกได้ว่าเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของบอนไซ”

ศาลเจ้าฮิคาวะ (Hikawa Shrine)

ศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี เป็นศาลเจ้าคู่บุญที่มีชื่อเสียง ภายในมีบรรยากาศร่มรื่นและสงบ

จุดชมดอกไม้ตามฤดูกาล

สวนกองเก็นโดโคเอ็น (Gongendo Park)

ช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น และทุ่งดอกนาโนฮานะ (Nanohana) สีเหลืองอ่อนเต็มพื้นที่กว่า 50,000 ตารางเมตร ยาวกว่า 1 กิโลเมตร ภาพสีชมพูของซากุระตัดกับสีเหลืองของนาโนฮานะสวยงามตระการตา

ถนนคิตะซากุระ (Kita Sakura)

ต้นซากุระเรียงรายตลอดสองข้างทางระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร เป็นจุดชมซากุระที่สวยงามไม่แพ้ที่ใดในญี่ปุ่น

Kumagaya Sakura Tsutsumi

อุโมงค์ซากุระยาว 2 กิโลเมตรริมแม่น้ำอารากาวะ ติดอันดับ 100 จุดชมซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น เดินจากสถานี JR Kumagaya เพียง 5 นาทีก็ถึง

ของฝากห้ามพลาด

  • พิงค์โปเตโต้ชิพส์ – ขนมขบเคี้ยวจากมันแดง สีแดงสวยน่ากิน
  • เซมเบ้มัน – ขนมแผ่นกรุบกรอบทำจากมันเทศ
  • มันจูดอกคำฝอย – ขนมขึ้นชื่อเมืองโอเคกาวะ
  • Kawagoe Pudding – พุดดิ้งนุ่มละมุนจากคาวาโกเอะ

วิธีเดินทาง

จากกรุงโตเกียว สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง:

  • ไปคาวาโกเอะ: ขึ้นรถไฟ Tobu Tojo Line จากสถานีอิเคะบุคุโระ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  • ไปจิจิบุ: ขึ้นรถไฟ Seibu Line จากสถานีอิเคะบุคุโระ ประมาณ 80 นาที
  • ไปเมืองไซตะมะ: ใช้ JR Lines จากโตเกียว ประมาณ 30-40 นาที

เคล็ดลับ: หากซื้อ JR EAST PASS หรือ Tokyo Wide Area Pass สามารถเที่ยวไซตะมะและแถบคันโตได้อย่างคุ้มค่า เหมาะสำหรับการวางแผนทริปหลายวัน

เหมาะกับใครบ้าง?

ไซตะมะเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับทุกสไตล์การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น:

  • คนรักประวัติศาสตร์ – ชมเมืองเก่าคาวาโกเอะและวัดวาอาราม
  • คนรักธรรมชาติ – เที่ยวจิจิบุและนากาโทโระ
  • ครอบครัวมีเด็ก – หมู่บ้านมูมินและพิพิธภัณฑ์รถไฟ
  • นักล่าภาพ – ทุ่งดอกไม้และเมืองย้อนยุคถ่ายรูปสวยทุกมุม

สรุป

ไซตะมะคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการหลบความวุ่นวายของโตเกียว มาสัมผัสบรรยากาศเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ไม่ว่าจะมาในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นแบบกรุ๊ป หรือเดินทางท่องเที่ยวอิสระแบบ FIT ไซตะมะก็พร้อมมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้คุณอย่างแน่นอน ด้วยระยะเวลาเดินทางที่ใกล้และสะดวกสบาย ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวทั้งแบบเช้าไปเย็นกลับหรือพักค้างคืน 1-2 คืนก็ยิ่งดี!

มาค้นพบมนต์เสน่ห์ของไซตะมะกันได้แล้ว – เมืองที่ใกล้โตเกียวแต่แตกต่างไกล!

สัมผัสเสน่ห์อิวาเตะ ดินแดนแห่งความฝันในภูมิภาคโทโฮคุ

เมืองอิวาเตะคืออะไร?

อิวาเตะ (Iwate) เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากฮอกไกโด ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุทางตอนเหนือของประเทศ มีเมืองหลวงคือ โมริโอกะ (Morioka) จังหวัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยธรรมชาติอันงดงาม ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ เป็นบ้านเกิดของนักเขียนชื่อดัง มิยาซาว่า เค็นจิ (Kenji Miyazawa) ผู้เขียนวรรณกรรมสำคัญมากมาย รวมถึงเป็นฉากหลังของละครดังอย่าง “อามะจัง” ที่ทำให้อิวาเตะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่น การเลือกทัวร์ญี่ปุ่นที่มีเส้นทางไปยังภูมิภาคโทโฮคุนั้นถือเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอิวาเตะที่มีเสน่ห์แตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า ให้ความรู้สึกของความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมและธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์

10 สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำในอิวาเตะ

1. วัดชูซอนจิ (Chuson-ji) มรดกโลกแห่งฮิราอิซูมิ

วัดชูซอนจิในเมืองฮิราอิซูมิ เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาด วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก โดดเด่นด้วยพลับพลาสีทอง คอนจิคิโดะ (Konjikido) ที่เป็นที่เก็บเถ้ากระดูกของตระกูลฟูจิวาระถึงสามสมัย สถาปัตยกรรมที่ยังคงความงดงามมาจนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ภายในวัดยังมีวิหารใหญ่ฮอนโดะและพิพิธภัณฑ์สมบัติของตระกูลซันโกโสะให้เข้าชม

เคล็ดลับ: หากจองแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่มีไกด์ท้องถิ่น คุณจะได้รับความรู้ประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น

2. หุบเขาเก็นบิเค (Genbikei Gorge)

หุบเขาเก็นบิเคเป็นหุบเขาสวยงามที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำอิวาอิยาวนานกว่า 100 ปี มีความยาว 1.9 กิโลเมตร เต็มไปด้วยโขดหิน น้ำตก และลำธารที่ใสสะอาด นักท่องเที่ยวสามารถชมทิวทัศน์ได้ตลอดทั้งสี่ฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น:

  • ฤดูใบไม้ผลิ – ดอกซากุระบานสะพรั่ง
  • ฤดูร้อน – ต้นไม้เขียวชอุ่มสดใส
  • ฤดูใบไม้ร่วง – ใบไม้เปลี่ยนสีแดงส้มสวยงาม
  • ฤดูหนาว – ทิวทัศน์หิมะขาวโพลนราวกับภาพวาด

ไฮไลท์พิเศษคือ “คักโกะ ดังโกะ” ของหวานที่ส่งมาให้นักท่องเที่ยวผ่านกระเช้าเชือกจากร้านค้าฝั่งตรงข้าม เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

3. เกบิเค (Geibikei) ล่องเรือชมหุบเขาโขดหิน

เกบิเคเป็นอีกหนึ่งหุบเขาที่ขึ้นชื่อของอิวาเตะ แตกต่างจากเก็นบิเคตรงที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือถ่อด้วยไม้พายล่องไปชมทิวทัศน์ทั้งขาไปและขากลับ โดยไม่มีการใช้เครื่องยนต์ ทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศแบบดั้งเดิมและเงียบสงบ การล่องเรือจะพาคุณผ่านโขดหินสูงชันทั้งสองฝั่ง ผ่านน้ำตกและถ้ำหินปูนตามธรรมชาติ เหมาะแก่การพักผ่อนและถ่ายรูปสวยๆ

4. ถ้ำริวเซ็นโด (Ryusendo Cave)

ถ้ำริวเซ็นโดเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมานานหลายร้อยล้านปี มีความยาวรวม 880 เมตร สูง 60 เมตร และมีเส้นรอบวง 50 เมตร ภายในถ้ำมีน้ำตกใต้ดินที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น คือ น้ำตกอามะโนะอิวาโตะ (Amano Iwato) ที่มีความสูง 29 เมตร เสียงน้ำตกก้องในโดมสร้างบรรยากาศที่น่าอัศจรรย์และลึกลับ ทางเดินในถ้ำถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ทำให้สามารถเดินชมได้สะดวกสบาย

5. วัดโมทสึจิ (Motsu-ji)

วัดโมทสึจิตั้งอยู่ใกล้กับวัดชูซอนจิในฮิราอิซูมิ เป็นอีกหนึ่งมรดกโลกที่น่าสนใจ แม้สถาปัตยกรรมหลักของวัดจะไม่เหลืออยู่แล้ว แต่สวนจัดสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ (Pure Land Garden) ที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันยังคงความงดงามและสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองในยุคเฮอัน บรรยากาศเงียบสงบและเต็มไปด้วยความสงบราบรื่น เหมาะแก่การนั่งทำสมาธิหรือเพียงแค่พักผ่อนใจ

6. ศูนย์อามะเมืองคุจิ (Kosode Ama Center)

สำหรับแฟนละคร “อามะจัง” ต้องไม่พลาดศูนย์อามะเมืองคุจิ อามะคือนักดำน้ำสตรีที่ไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นอาชีพดั้งเดิมของอิวาเตะ ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ชมโชว์การดำน้ำแบบอามะที่ต้องดำลงไปลึกกว่า 10 เมตรเพื่อจับหอยเม่นและหอยเป๋าฮื้อ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูเด็ดประจำเมืองอย่างข้าวหน้าไข่หอยเม่น (Uni Donburi) อาหารทะเลสดๆ และหอยเชลล์ย่างร้อนๆ

7. ฟาร์มโคอิไว (Koiwai Farm)

ฟาร์มโคอิไวเป็นฟาร์มเอกชนครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตในฟาร์มปศุสัตว์ ให้อาหารสัตว์ ขี่ม้า และเพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์จากฟาร์มอย่างนมสดและไอศกรีมที่เลื่องชื่อ ฟาร์มแห่งนี้ยังมีต้นซากุระกว่า 10,000 ต้นที่เบ่งบานสวยงามในฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์กว้างไกลของทุ่งหญ้าเขียวขจีและภูเขาเป็นฉากหลังเหมาะแก่การถ่ายภาพ

8. เอปพิโคเกน สกีรีสอร์ท (Appi Kogen Ski Resort)

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบกีฬาฤดูหนาว เอปพิโคเกนเป็นสกีรีสอร์ทยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น มีลานสกีที่หลากหลายระดับความยาก เหมาะทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ทิวทัศน์ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสวยงามตระการตา หลายแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นในฤดูหนาวจะรวมกิจกรรมเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดที่นี่ไว้ในโปรแกรม

9. ฮานามากิ ออนเซ็น (Hanamaki Onsen)

หมู่บ้านน้ำพุร้อนฮานามากิก่อตั้งขึ้นในปี 1923 โดดเด่นด้วยบรรยากาศที่สง่างามและเงียบสงบ มีต้นซากุระเรียงราย ป่าสนแดง และสวนกุหลาบที่ออกแบบโดยนักเขียนชื่อดังมิยาซาว่า เค็นจิ โรงแรมออนเซ็นแต่ละแห่งมีบ่อน้ำร้อนคุณภาพสูงที่เหมาะกับการบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็นบ่อหินกลางแจ้ง บ่อน้ำร้อนฮิโนกิ (ไม้ไซเปรสญี่ปุ่น) และอ่างกุหลาบพิเศษ เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากเที่ยวเหนื่อย

10. เมืองโมริโอกะ (Morioka City)

เมืองหลวงของอิวาเตะนี้เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอาคารอิฐแดงธนาคารอิวาเตะ (Red Brick Building) ที่สร้างในปี 1911 โดยสถาปนิกท่านเดียวกับผู้ออกแบบสถานีโตเกียว ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้โมริโอกะยังขึ้นชื่อเรื่องวังโก โซบะ (Wanko Soba) บะหมี่โซบะที่เสิร์ฟเป็นชามเล็กๆ ที่แขกต้องท้าทายกินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อไหนควรไปเที่ยวอิวาเตะ?

อิวาเตะมีเสน่ห์ในทุกฤดูกาล:

  • ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-พฤษภาคม): ชมดอกซากุระบานสะพรั่งตามสวนสาธารณะและริมแม่น้ำคิตะคามิ
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเที่ยวชมธรรมชาติและชายหาดซันริกุ
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน): ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่หุบเขาและภูเขาต่างๆ
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม): เล่นสกี สโนว์บอร์ด และแช่ออนเซ็นท่ามกลางหิมะ

การเดินทางไปอิวาเตะ

การเดินทางไปอิวาเตะสามารถทำได้โดย:

  1. รถไฟชินคันเซ็น – จากโตเกียวใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงถึงสถานีโมริโอกะ
  2. เครื่องบิน – บินตรงจากสนามบินฮาเนดะไปยังสนามบินฮานามากิหรือสนามบินอิวาเตะ
  3. รถบัส – มีบัสเชื่อมต่อจากเมืองใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุ
  4. แพ็คเกจทัวร์ – การเลือกแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่มีไกด์จะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไปครั้งแรก

เคล็ดลับพิเศษ: ซื้อ JR EAST PASS (Tohoku area) ที่ให้เที่ยวอิวาเตะและจังหวัดอื่นๆ ในโทโฮคุได้ไม่อั้นตลอด 5 วัน คุ้มค่ามากสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวหลายจังหวัด

อาหารพื้นเมืองที่ต้องลอง

อิวาเตะขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดใหม่และอาหารพื้นเมืองหลากหลาย:

  • ข้าวหน้าไข่หอยเม่น (Uni Donburi) – อาหารยอดนิยมของเมืองชายฝั่ง
  • วังโก โซบะ (Wanko Soba) – บะหมี่โซบะท้าทายของโมริโอกะ
  • จาจาเม็ง (Jajamen) – เส้นก๋วยเตี๋ยวเปลือยราดซอสมิโสะเผ็ดพิเศษ
  • โมริโอกะ เร-เม็ง (Morioka Reimen) – บะหมี่เย็นรสชาติหวานเปรี้ยว
  • หอยเป๋าฮื้อสด – อิวาเตะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น
  • เนื้อวากิว – เนื้อโคพันธุ์ดีจากฟาร์มในท้องถิ่น

ของฝากจากอิวาเตะ

ไม่ควรพลาด:

  • ขนมเซ็นเบ (Nanbu Senbei) – ขนมแผ่นบางกรอบแบบดั้งเดิม
  • ผลิตภัณฑ์จากฟาร์มโคอิไว – นมและผลิตภัณฑ์นม
  • เซนกิวเนตสุ (Senkiginatsu) – ขนมถั่วแดงพื้นเมือง
  • สาเกญี่ปุ่น – เครื่องดื่มท้องถิ่นคุณภาพสูง
  • เครื่องเหล็กหล่อนัมบุ (Nanbu Tekki) – งานหัตถกรรมเครื่องถ้วยที่มีชื่อเสียง

สรุป

อิวาเตะเป็นจังหวัดที่มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตั้งแต่มรดกโลก ธรรมชาติที่งดงาม กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงอาหารพื้นเมืองรสเลิศ ความแตกต่างจากเมืองใหญ่ทำให้อิวาเตะเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากโตเกียวและโอซาก้า การเลือกแพ็คเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่รวมภูมิภาคโทโฮคุและอิวาเตะไว้จะทำให้คุณได้เห็นอีกด้านหนึ่งของญี่ปุ่นที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน มาสัมผัสเสน่ห์ของอิวาเตะด้วยตัวเองและสร้างความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน!

กิฟุ เมืองแห่งธรรมชาติและมรดกโลกที่ต้องไปสัมผัส

จังหวัดกิฟุ หรือ Gifu เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่น่าสนใจในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทไคหรือชูบุ ใจกลางเกาะฮอนชู ระหว่างโตเกียวและเกียวโต โดยอยู่ทางตอนเหนือของนาโกย่าพอดี เมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีพื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นป่าไม้ ภูเขา และแม่น้ำที่มีสายน้ำใสบริสุทธิ์ ทำให้กิฟุได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งสายน้ำ” ที่มีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่น กิฟุถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย

ภูมิประเทศและสภาพอากาศ

จังหวัดกิฟุแบ่งออกเป็น 2 เขตหลัก คือ

เขตฮิดะ (Hida) ทางตอนเหนือที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงกว่า 3,000 เมตร มีหิมะทับถมหนาในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม เหมาะสำหรับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ด

เขตมิโนะ (Mino) ทางตอนใต้ที่เป็นพื้นที่ราบ มีแม่น้ำไหลผ่าน บรรยากาศจึงแตกต่างจากเขตเหนืออย่างสิ้นเชิง

การเดินทางมากิฟุสะดวกมาก สามารถเดินทางจากนาโกย่าโดยรถไฟใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ทำให้เมืองนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเพิ่มจุดหมายในแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น

10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในกิฟุ

1. หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวะโกะ (Shirakawago)

หมู่บ้านโบราณที่มีสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมหลังคามุง “กัสโซ-ซึคุริ” ที่สูงชันคล้ายมือประนมนมัสการ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก บรรยากาศที่นี่ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณ โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมจะสวยงามราวกับดินแดนในนิทาน

2. ย่านเมืองเก่าฮิดะทาคายามะ (Hida Takayama)

เมืองเก่าแก่ที่ยังคงความสวยงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม มีบ้านไม้สองชั้นทอดยาวไปตามถนน จนได้รับฉายาว่า “มิเนียเกียวโตแห่งฮิดะ” เดินเล่นในตรอกซอกซอยเล็กๆ ชมร้านค้าโบราณ พิพิธภัณฑ์ และลิ้มรสอาหารท้องถิ่น ที่สถานีทาคายามะมีบริการข้อมูลการท่องเที่ยวหลายภาษา สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

3. เกโระออนเซ็น (Gero Onsen)

หนึ่งในสามบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี น้ำแร่ธรรมชาติที่นี่ช่วยบำรุงผิวและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ มีโรงแรมออนเซ็นมากมายให้เลือก บรรยากาศริมแม่น้ำทำให้การแช่น้ำแร่ที่นี่สบายและผ่อนคลายอย่างแท้จริง

4. ปราสาทกิฟุ (Gifu Castle)

ปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคินคะ สูง 329 เมตร มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของโอดะ โนบุนากะ ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น สามารถขึ้นกระเช้าไปยังปราสาทได้ จากจุดชมวิวบนปราสาทจะมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองกิฟุและแม่น้ำนางาระได้อย่างชัดเจน

5. สวนสาธารณะกิฟุ (Gifu Park)

ตั้งอยู่เชิงเขาคินคะ เป็นสถานที่พักผ่อนที่มีความสงบร่มรื่น ภายในมีน้ำพุกลางสวน พิพิธภัณฑ์ และสถานีกระเช้า เป็นจุดชมดอกซากุระและใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น

6. วัดโชโอจิ (Shohoji Temple)

วัดที่มีสถาปัตยกรรมรูปแบบจีนเก่าแก่ ประดิษฐานพระพุทธรูปมหาพุทธแห่งกิฟุ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น พระพุทธรูปองค์นี้มีความพิเศษที่สร้างจากเปลือกไม้และไม้ไผ่ หุ้มด้วยกระดาษและดิน ก่อนปิดทองเป็นขั้นตอนสุดท้าย

7. พิพิธภัณฑ์อุไกเทศกาลจับปลาด้วยนกกาน้ำ

พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และวิธีการจับปลาด้วยนกกาน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมเด่นประจำเมืองที่สืบทอดกันมานานกว่า 1,300 ปี นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวประมงท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด

8. หุบเขาคามากะทะนิ (Kamagatani Valley)

หุบเขาที่เงียบสงบ มีต้นซากุระกว่า 1,500 ต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย บรรยากาศร่มรื่น มีลำธารไหลผ่าน เป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามมาก

9. ต้นอุชุซุมิซากุระ (Usuzumizakura)

ต้นซากุระโบราณที่มีอายุกว่า 1,500 ปี ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ต้นซากุระที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น กลีบดอกมีสีอ่อนพิเศษเป็นสีชมพูซีดจนเกือบขาว เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของกิฟุ

10. ย่านคาวาระมาจิ (Kawaramachi)

เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ มีบ้านเรือนสไตล์โบราณ ร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหารพื้นเมือง เหมาะสำหรับการเดินเล่นชิลล์ ถ่ายรูป และซื้อของฝาก

กิจกรรมตามฤดูกาล

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)

  • ชมดอกซากุระที่สวนโยโระ มีซากุระกว่า 3,000 ต้น
  • เที่ยวชมเทศกาลซากุระที่ปราสาทสุโนะมะตะ

ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)

  • ชมเทศกาลดอกไฮเดรนเยีย (อาจิไซ)
  • ชมเทศกาลดอกไม้ไฟฮิดะทาคายามะริมแม่น้ำ
  • ชมการจับปลาอายุด้วยนกกาน้ำบนแม่น้ำนางาระ

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (กันยายน-พฤศจิกายน)

  • ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนสาธารณะกิฟุ
  • ชมทิวทัศน์สีทองแดงที่หมู่บ้านชิราคาวะโกะ

ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)

  • เล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่ลานสกีฮิรุกาโนะ
  • ชมงานไลท์อัพหมู่บ้านชิราคาวะโกะยามค่ำคืนท่ามกลางหิมะ

อาหารพื้นเมืองที่ต้องลอง

เนื้อวัวฮิดะ (Hida Gyu) เนื้อวัวดำชั้นเลิศของกิฟุที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่ม หวาน และมันกลมกล่อม นิยมทานเป็นสเต๊ก เนื้อเสียบไม้ย่าง หรือโฮบะยากิ (ย่างบนใบโฮบะ)

โกเฮโมจิ (Gohei Mochi) ข้าวจี่เสียบไม้ รสชาติหวานเค็มเล็กน้อย เป็นขนมพื้นเมืองที่หาทานได้ตามร้านรวงตลอดเมือง

ปลาอายุ อาหารที่ทำจากปลาอายุ ปลาน้ำจืดที่จับจากแม่น้ำใสสะอาดในกิฟุ มีรสชาติหวานมันเป็นเอกลักษณ์

เคล็ดลับสำหรับทัวร์ญี่ปุ่น

เมื่อวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นที่มีกิฟุอยู่ในเส้นทาง ควรจัดสรรเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อที่จะได้สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวหลักได้อย่างครบถ้วน แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟและรถบัสท้องถิ่น หรือหากเดินทางเป็นกลุ่มสามารถเช่ารถขับเองเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกล

สำหรับผู้ที่จองแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น ควรเลือกโปรแกรมที่มีกิฟุรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงกับนาโกย่า โตเกียว หรือเกียวโต เพื่อให้ได้สัมผัสความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบครบครัน

จังหวัดกิฟุเป็นเมืองที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ความเขียวขจีในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว ทำให้กิฟุเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ และอยากสัมผัสธรรมชาติอันงดงามพร้อมวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น กิฟุคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทริปทัวร์ญี่ปุ่นของคุณ

ไอจิ (Aichi) สวรรค์นักท่องเที่ยวแห่งดินแดนซามูไร

จังหวัดไอจิ หรือ Aichi ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุ (Chubu) ใจกลางเกาะฮอนชู เป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์หลากหลายแง่มุม ทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมที่เข้มข้น และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีเมืองนาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองหลักซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของญี่ปุ่น นับเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความงดงามของญี่ปุ่นในทุกมิติ

สำหรับผู้ที่วางแผน ทัวร์ญี่ปุ่น เมษายน 2569 จังหวัดไอจิถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูใบไม้เขียว อากาศสบาย เหมาะแก่การเที่ยวชม แถมยังอาจได้เห็นดอกซากุระดอกสุดท้ายหรือดอกวิสทีเรียที่กำลังบานสะพรั่งอีกด้วย

ทำไมต้องเที่ยวไอจิ?

ดินแดนแห่งวีรบุรุษ – จังหวัดไอจิเป็นบ้านเกิดของวีรบุรุษสามคนที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ได้แก่ โอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaga) โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) และโทคุกาวะ อิเอยาสึ (Tokugawa Ieyasu) ผู้ที่รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว สถานที่ต่างๆ ในไอจิจึงเต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา

ศูนย์กลางเทคโนโลยี – ไอจิเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยเฉพาะรถยี่ห้อโตโยต้า (Toyota) นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และโรงงานเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ระดับโลก

อาหารพื้นเมืองอร่อย – ไอจิมีอาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างเช่น มิโซะคัตสึ (Miso Katsu) หรือหมูทอดซอสมิโซะ, เทบาซากิ (Tebasaki) หรือปีกไก่ทอดนาโกย่า, ฮิทสึมาบูชิ (Hitsumabushi) หรือข้าวหน้าปลาไหลย่าง รวมถึงขนมประจำถิ่นอย่างอุอิโระ (Uiro)

สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในไอจิ

1. ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle)

สัญลักษณ์สำคัญของเมืองนาโกย่า สร้างโดยโทคุกาวะ อิเอยาสึในปี ค.ศ. 1612 ปราสาทแห่งนี้มีชื่อเสียงจากวาฬเพชฌฆาตสีทอง (Kinshachi) ที่ประดับอยู่บนหลังคาหอคอยปราสาท ภายในได้รับการบูรณะใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะพระราชวังฮอนมารุ (Honmaru Goten) ที่เพิ่งได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นและเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะที่ประดับผนังและเพดาน

ไฮไลท์: ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ บริเวณปราสาทจะมีดอกซากุระกว่า 900 ต้นบานสะพรั่ง ทำให้เป็นจุดชมซากุระยอดนิยม

2. ปราสาทอินุยามะ (Inuyama Castle)

หนึ่งในสมบัติของชาติและเป็นหนึ่งในห้าปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1537 ในสมัยมูโรมาจิ ตั้งอยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำคิโซะ (Kiso River) มีหอคอยปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทิวทัศน์จากชั้นบนสุดของหอคอยปราสาทสามารถมองเห็นแม่น้ำและภูเขาโดยรอบได้อย่างงดงาม

กิจกรรมแนะนำ: เดินเที่ยวชมเมืองเก่าของอินุยามะ (Inuyama Castle Town) ที่มีบ้านเรือนสไตล์โบราณ ร้านกาแฟน่ารัก และบริการเช่าชุดกิโมโนให้แต่งกายเที่ยวเมือง

3. พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโตโยต้า (Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology)

พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของบริษัทโตโยต้า ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นโรงงานทอผ้าจนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก มีการสาธิตการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ ทั้งเครื่องทอผ้าโบราณและกระบวนการผลิตรถยนต์สมัยใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีและวิศวกรรม

4. พิพิธภัณฑ์เมจิมูระ (Museum Meiji-Mura)

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่รวบรวมอาคารสถาปัตยกรรมสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) กว่า 60 หลังมาไว้ที่เดียว บางหลังถูกย้ายมาจากที่อื่นเพื่อบูรณะและอนุรักษ์ไว้ ภายในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่กว้างใหญ่ สามารถนั่งรถรางโบราณหรือรถบัสย้อนยุคเที่ยวชมได้

5. ศาลเจ้าอาสึตะจิงกู (Atsuta Jingu Shrine)

หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น มีประวัติกว่า 1,900 ปี เป็นที่เก็บรักษาดาบศักดิ์สิทธิ์ คุสะนางิ โนะ ทสึรุงิ (Kusanagi no Tsurugi) หนึ่งในสามสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่น บรรยากาศภายในศาลเจ้าร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปี ทำให้รู้สึกสงบและศักดิ์สิทธิ์

6. ปราสาทโอคาซากิ (Okazaki Castle)

ปราสาทที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่เกิดของโทคุกาวะ อิเอยาสึ ภายในปราสาทมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงชุดเกราะ อาวุธ และเครื่องใช้ของซามูไร รวมถึงมีอนุเสาวรีย์ของอิเอยาสึและข้าราชบริพารผู้ภักดี นอกจากนี้ยังมีโรงละครโน (Noh Theater) ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอยู่ในบริเวณนี้ด้วย

ไฮไลท์: ในฤดูใบไม้ผลิเป็นจุดชมดอกซากุระและดอกวิสทีเรีย และมีเทศกาลดอกไม้ไฟประจำปีที่จุดดอกไม้ไฟกว่า 30,000 นัด

7. เลโก้แลนด์เจแปน (Legoland Japan)

สวนสนุกธีมเลโก้ที่เหมาะสำหรับครอบครัว มีโซนต่างๆ ที่จำลองสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่นและเอเชียด้วยตัวต่อเลโก้หลายล้านชิ้น มีเครื่องเล่นและกิจกรรมที่เด็กๆ และผู้ใหญ่สามารถเพลิดเพลินไปด้วยกัน

8. เมืองนิชิโอะ (Nishio)

เมืองเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงเรื่องชาเขียวคุณภาพสูง ได้รับการขนานนามว่า “ลิตเติ้ลเกียวโต” มีสวนชาให้เยี่ยมชม ร้านกาแฟชาเขียว และร้านขายขนมหวานชาเขียวมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่รักชาเขียวและต้องการสัมผัสบรรยากาศเมืองเล็กที่เงียบสงบ

9. ปราสาทคิโยสึ (Kiyosu Castle)

ปราสาทที่มีความสำคัญในยุคสงครามญี่ปุ่น เคยอยู่ภายใต้อำนาจของโอดะ โนบุนากะ ปราสาทแห่งนี้เป็นที่จัดประชุมคิโยสึ (Kiyosu Conference) ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปราสาทถูกบูรณะขึ้นมาใหม่และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์

10. ถนนแมวกวักโทโกนาเมะ (Tokoname Manekineko Street)

เมืองโทโกนาเมะเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียง และมีชื่อเสียงเรื่องแมวกวัก บนถนนสายนี้เต็มไปด้วยแมวกวักขนาดต่างๆ มากมาย มีแมวกวักยักษ์สีขาวชื่อ “โทโกนยัง” ที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม เหมาะสำหรับคนรักแมวและต้องการของฝากที่มีเอกลักษณ์

การเดินทางไปไอจิ

ทางเครื่องบิน: มีเที่ยวบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินนานาชาติชูบุเซ็นแทรร์ (Chubu Centrair International Airport) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จากสนามบินสามารถนั่งรถไฟ Meitetsu Sky Limited Express ไปยังสถานีนาโกย่าใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ทางรถไฟ: หากเดินทางจากโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Tokaido Shinkansen ไปยังสถานีนาโกย่าใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง หากเดินทางจากโอซาก้า ใช้เวลาประมาณ 50 นาที

เคล็ดลับการท่องเที่ยวไอจิ

1. ซื้อบัตรโดยสาร: หากวางแผนเที่ยวหลายสถานที่ในไอจิ แนะนำให้ซื้อบัตร Meitetsu Railway Pass หรือ Greater Nagoya Pass ที่ให้นั่งรถไฟและรถบัสได้ไม่จำกัดครั้ง

2. เวลาที่เหมาะในการเที่ยว:

  • มีนาคม-เมษายน: ฤดูใบไม้ผลิ ชมดอกซากุระและดอกวิสทีเรีย
  • พฤษภาคม-มิถุนายน: อากาศสบาย เหมาะกับการเดินเที่ยว
  • ตุลาคม-พฤศจิกายน: ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ชมใบเมเปิลสีแดงที่โครันเค (Korankei)
  • ธันวาคม-กุมภาพันธ์: มีหิมะตกบ้างในพื้นที่ภูเขา เหมาะกับคนชอบอากาศหนาว

3. ของฝากห้ามพลาด:

  • ข้าวเกรียบกุ้ง (Ebi Sembei) – มีกุ้งแห้งให้เห็นเป็นตัว
  • อุอิโระ (Uiro) – ขนมเนื้อนุ่มคล้ายโมจิผสมเยลลี่
  • โอกุระโทสต์ลองเดอแชท (Ogura Toast Langue de Chat) – คุกกี้ไส้ถั่วแดงกวน
  • ชาเขียวจากนิชิโอะ
  • แมวกวักจากโทโกนาเมะ

4. อาหารห้ามพลาด:

  • มิโซะคัตสึ (Miso Katsu) – หมูทอดราดซอสมิโซะ
  • เทบาซากิ (Tebasaki) – ปีกไก่ทอดนาโกย่า
  • ฮิทสึมาบูชิ (Hitsumabushi) – ข้าวหน้าปลาไหลย่างที่กินได้ 3 แบบ
  • คิชิเมง (Kishimen) – เส้นอุด้งแบนของนาโกย่า
  • โอกุระโทสต์ (Ogura Toast) – ขนมปังปิ้งทาไส้ถั่วแดง

สรุป

จังหวัดไอจิคือจุดหมายปลายทางที่ผ่านผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของซามูไร ชมความงดงามของปราสาทโบราณ เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์สมัยใหม่ และลิ้มรสอาหารพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับผู้ที่กำลังวางแผน ทัวร์ญี่ปุ่น เมษายน 2569 ไอจิเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และธรรมชาติ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างโตเกียวและโอซาก้า ทำให้สามารถวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวเฉพาะไอจิหรือผสมผสานกับจังหวัดใกล้เคียง

มาสัมผัสเสน่ห์ของดินแดนซามูไรและค้นพบความงดงามที่หลากหลายของไอจิกันเถอะ!

เมือง ทตโตริ (Tottori) — “จุดหมายปลายทางใหม่ในประเทศญี่ปุ่นที่ควรไป”

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ ทัวร์ญี่ปุ่น ที่ไม่เหมือนใครและไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ทั่วไป ขอแนะนำให้ลองวางแผนไปเยือนจังหวัด ทตโตริ (Tottori) ซึ่งอยู่ในภูมิภาค ชูโงะคุ (Chūgoku) ของประเทศญี่ปุ่น เป็นจังหวัดที่เงียบสงบ ประชากรเบาบาง และเต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามอย่างแท้จริง   

ทำไมต้องเลือกทตโตริสำหรับทัวร์ญี่ปุ่น

  • ทตโตริเป็นจังหวัดที่ “ยังคงความเป็นธรรมชาติอันสมบูรณ์” เหมาะกับผู้ที่อยากหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ Japan Travel

  • สำหรับใครที่จัด แพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น หรือจัดทริปเองแบบอิสระ ก็สามารถเพิ่มทตโตริเข้าไปในแผนการเดินทางได้ง่าย เพราะมีรถไฟด่วนและรถบัสเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ในเซนไดโอซาก้า Japan Travel

  • นอกจากธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีวัฒนธรรม งานฝีมือท้องถิ่น และอาหารเฉพาะตัวที่สามารถผสานเข้าไปในทัวร์ญี่ปุ่นให้มีมิติหลากหลาย

ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด

1. เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes)

เนินทรายขนาดใหญ่ริมฝั่งทะเลญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของทตโตริ Japan Travel
ในแพ็กเกจ ทัวร์ญี่ปุ่น หลายแบบจะรวมแวะที่นี่ เพราะภาพทรายกว้างๆ กับวิวทะเลช่วงพระอาทิตย์ตก ถือเป็นภาพจำแบบญี่ปุ่นในมุมไกลที่หลายคนไม่รู้จัก

2. ภูเขา ภูเขาไดเซ็น (Mt. Daisen) และภูเขา ภูเขามิโตะคุ (Mt. Mitoku)

ภูเขา ไดเซ็น เป็นจุดเดินเขายอดนิยมของทตโตริ ส่วน มิโตะคุ เป็นเส้นทางแสวงบุญอันทรงพลัง Japan Travel
หากคุณจัดทัวร์ญี่ปุ่นแบบที่รวม “ธรรมชาติ + วัด + วิถีชีวิตญี่ปุ่น” ทตโตริมีครบทั้งสองแบบ

3. น้ำพุร้อน อนเซ็น และชายฝั่งอูราโดเมะ (Uradome)

ผ่อนคลายในรีสอร์ทอนเซ็น หรือเยือนชายฝั่งโขดหินอันสวยงามของอูราโดเมะ Japan Travel
การรวม “พักผ่อนแบบญี่ปุ่น” เข้าไปในแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี


ของดีประจำท้องถิ่น

  • ปูหิมะมัตซึบะ (Matsuba Kani) — ปูหิมะรสหวานจากทตโตริ Japan Travel

  • “ลูกแพร์แห่งศตวรรษที่ 20” — พีร์ (Pear) ชนิดพิเศษของทตโตริ Japan Travel

  • งานฝีมือ เช่น กระดาษอินชูวาชิ (Inshu washi) และผ้าทอยูมิฮามะ (Yumihama kasuri) Japan Travel

การใส่ของดีเหล่านี้ไว้ในบทความ “ทัวร์ญี่ปุ่น” จะช่วยให้บทความมีเนื้อหารายละเอียดและน่าสนใจมากขึ้น


วิธีการเดินทาง

จากเมืองใหญ่อย่าง โอซาก้า หรือ เกียวโต สามารถใช้รถไฟด่วน/รถบัสไปยังทตโตริได้ Japan Travel
ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณจัด แพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น เลือกวันไป-กลับแบบ 1 คืน 2 วันหรือ 2 คืน 3 วัน ก็สามารถแวะทตโตริได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่หลายวัน


เคล็ดลับสำหรับการวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นที่ทตโตริ

  • เลือกฤดูกาลให้เหมาะ: ฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูเขาไดเซ็นสวยมาก Japan Travel

  • หากอยากได้มุมภาพสวยของเนินทราย ควรไปช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงแสงจ้า

  • ลองแทรกเวลาพักในรีสอร์ทอนเซ็น หลังจากเดินทางมาถึง จะช่วยผ่อนคลายก่อนเดินทางต่อ

  • รวมการกินของท้องถิ่นเข้าไปในแพ็กเกจ เช่น ปูหิมะมัตซึบะ หรือผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เพื่อเพิ่มประสบการณ์

  • หากเป็นทัวร์สำหรับผู้ใหญ่ หรือเน้นธรรมชาติและเงียบสงบ ทตโตริเป็นตัวเลือกที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลัก


สรุป

เมืองทตโตริเป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากเพิ่ม “มุม นอกสายตา” ให้กับ ทัวร์ญี่ปุ่น ของตน ที่นี่มีทั้งธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมท้องถิ่น และการเดินทางเชื่อมต่อได้ง่าย ไม่ว่าจะจัดแบบทัวร์กลุ่มหรือเดินทางเองก็ตาม
หากคุณสนใจ ผมช่วยร่าง แผนการเดินทาง 2 วัน 1 คืน ที่ทตโตริพร้อมรวมในแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นได้เลยครับ — อยากให้จัดแบบไหน (เช่น ครอบครัว, คู่รัก, กลุ่มเพื่อน) บอกได้เลยครับ!

โออาราอิและฮิตาจินากะ สองเมืองชายทะเลสุดมนต์เสน่ห์ใกล้โตเกียว

หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่สำหรับทัวร์ญี่ปุ่นครั้งต่อไป ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสเสน่ห์ของเมืองโออาราอิ (Oarai) และฮิตาจินากะ (Hitachinaka) ในจังหวัดอิบารากิ สองเมืองชายทะเลที่อยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่กลับมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ฮิตาจิซีไซด์พาร์ค ดินแดนแห่งดอกไม้สีสวรรค์

ฮิตาจิซีไซด์พาร์ค (Hitachi Seaside Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 215 เฮกตาร์ ที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยทุ่งดอกนีโมฟิลา (Nemophila) สีฟ้าอมน้ำเงินในฤดูใบไม้ผลิ และต้นโคเคีย (Kochia) สีแดงสด ๆ ในฤดูใบไม้ร่วง

ฤดูกาลที่ไม่ควรพลาด

ฤดูใบไม้ผลิ (กลางเดือนเมษายน – ต้นพฤษภาคม): ทุ่งดอกนีโมฟิลากว่า 5.3 ล้านต้นจะบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ 3.5 เฮกตาร์บนเนินเขา Miharashi-no-Oka ภาพทิวทัศน์ที่เหมือนท้องฟ้าสีฟ้าลงมาปกคลุมพื้นดินนี้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นโดย CNN

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม): ต้นโคเคียจะเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นสีแดงเปลวไฟสวยงามตระการตา ทำให้เนินเขาดูเหมือนกำลังลุกเป็นไฟ สร้างความประทับใจที่คุณจะไม่มีวันลืม

นอกจากดอกไม้ตามฤดูกาลแล้ว สวนแห่งนี้ยังมีสวนสนุกเล็ก ๆ พร้อมชิงช้าสวรรค์สูง 100 เมตร รถไฟเหาะ สนามกีฬา BMX และสนาม Disc Golf เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว

โออาราอิ เมืองชายทะเลและซีฟู้ดสดใหม่

โออาราอิเป็นเมืองชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ระหว่างการวางแผนทัวร์ญี่ปุ่น อย่าลืมเพิ่มเมืองนี้ในลิสต์ของคุณ

สถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในโออาราอิ

1. ศาลเจ้าอิโซซากิ (Oarai Isosaki Shrine): ประตูโทริอิสีขาวที่ตั้งอยู่บนหน้าผาท่ามกลางคอมมาของทะเล เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ภาพโทริอิท่ามกลางคลื่นทะเลถือเป็นไอคอนสำคัญของเมือง

2. อควา เวิลด์ โออาราอิ (Aqua World Ibaraki Prefectural Oarai Aquarium): พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีสัตว์น้ำกว่า 68,000 ตัวจากเกือบ 600 สายพันธุ์ โดดเด่นด้วยถังน้ำขนาดมหึมาและการจัดแสดงฉลามถึง 59 สายพันธุ์ ทำให้เป็นแหล่งรวมฉลามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

3. ชายหาดโออาราอิ: หาดทรายสวยงามที่เป็นจุดเล่นเซิร์ฟยอดนิยม มีชายหาด reflection beach ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสุด ๆ

4. ซีฟู้ดสดใหม่: โออาราอิตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีไฮไลต์มากมายที่เกี่ยวข้องกับทะเล อย่าพลาดตลาดปลาที่คุณจะได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ที่จับมาใหม่ ๆ

วิธีการเดินทาง

จากโตเกียว คุณสามารถเดินทางไปยังโออาราอิและฮิตาจินากะได้หลายวิธี:

  • รถไฟ: ใช้สาย JR Joban Line จากสถานีอุเอโนะ หรือโตเกียว ไปลงที่สถานี Mito จากนั้นต่อรถบัสท้องถิ่น ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
  • รถเช่า: สะดวกสำหรับการเที่ยวหลายจุด ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจากโตเกียว
  • ทัวร์วันเดียว: หลายบริษัททัวร์ญี่ปุ่นมีโปรแกรมทัวร์วันเดียวไปฮิตาจิซีไซด์พาร์คและโออาราอิ

เคล็ดลับสำหรับการวางแผนทริป

  1. ตรวจสอบช่วงเวลาออกดอก: ดอกนีโมฟิลาบานช่วงกลางเมษายน – ต้นพฤษภาคม ส่วนโคเคียสวยที่สุดช่วงกันยายน – ตุลาคม
  2. จองที่พักล่วงหน้า: โดยเฉพาะในช่วงฤดูดอกไม้บาน เพราะนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติแห่มาเป็นจำนวนมาก
  3. แต่งตัวตามสภาพอากาศ: อากาศริมทะเลอาจมีลมแรง แนะนำให้เตรียมเสื้อแจ็คเก็ต
  4. จัดสรรเวลา: ควรใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงที่ฮิตาจิซีไซด์พาร์ค และอีก 2-3 ชั่วโมงสำหรับโออาราอิ

สรุป

โออาราอิและฮิตาจินากะคือสองเมืองที่ควรค่าแก่การเดินทางมาเยือนสำหรับผู้ที่ต้องการหนีความวุ่นวายของโตเกียว ทั้งความงามของธรรมชาติ ทุ่งดอกไม้สีสันสดใส ความสดใหม่ของอาหารทะเล และบรรยากาศชายทะเลที่ผ่อนคลาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นของคุณ ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้น ๆ แบบ day trip หรือพักค้างคืนเพื่อสัมผัสบรรยากาศอย่างเต็มที่

มาสร้างความทรงจำสุดพิเศษที่อิบารากิกันเถอะ!

สวนไคระคุเอ็ง (Kairakuen Garden) แหล่งชมดอกบ๊วยสุดโรแมนติกในญี่ปุ่น

หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากเส้นทางยอดนิยม สวนไคระคุเอ็ง (Kairakuen) ในเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ คือคำตอบที่จะทำให้ทริปของคุณน่าจดจำยิ่งขึ้น สวนแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามสวนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น เคียงข้างกับสวนเคนโรคุเอ็นในคานาซาว่า และสวนโคราคุเอ็นในโอคายามะ

ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ

สวนไคระคุเอ็งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1842 โดยโทกูงาวะ นาริอากิ ผู้ปกครองคนที่ 9 แห่งอาณาจักรมิโตะ ชื่อ “ไคระคุ” แปลว่า “แบ่งปันความสุข” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของเจ้าเมืองที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนเข้ามาพักผ่อนและเพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น

ไฮไลต์ของสวนไคระคุเอ็ง

ดอกบ๊วยนับพันต้น

จุดเด่นที่สุดของสวนแห่งนี้คือต้นบ๊วยกว่า 3,000 ต้นจากกว่า 100 สายพันธุ์ ที่ผลัดกันบานสะพรั่งตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม ในช่วง “เทศกาลดอกบ๊วย” (Ume Matsuri) บรรยากาศในสวนจะเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกไม้สีขาว ชมพู และแดงที่ตัดกับท้องฟ้าสีคราม สร้างภาพที่โรแมนติกสุดๆ หลายโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นในช่วงต้นปีจะจัดเส้นทางมาชมเทศกาลนี้โดยเฉพาะ

ความงามตลอด 4 ฤดู

แม้ดอกบ๊วยจะเป็นสัญลักษณ์ของสวน แต่ไคระคุเอ็งยังมีความสวยงามตลอดทั้งปี:

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน): ดอกซากุระและดอกอาซาเลียบานสะพรั่ง
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): ใบไม้เขียวชอุ่ม บรรยากาศร่มรื่น
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน): ดอกบุชโคลเวอร์ญี่ปุ่นสีม่วงสวยงาม
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์): บรรยากาศเงียบสงบ เตรียมต้อนรับฤดูดอกบ๊วย

โคโบไคทีเอ็น – หอชมวิวสุดพิเศษ

หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สำคัญภายในสวนคือ “โคโบไคทีเอ็น” ศาลาสไตล์ญี่ปุ่นที่สามารถมองเห็นทะเลสาบเซ็นบะได้อย่างชัดเจน สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักผ่อนของผู้ปกครอง และปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม

พื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เมื่อรวมพื้นที่ของสวนไคระคุเอ็งกับสวนสาธารณะเซ็นบะที่อยู่ติดกัน จะได้พื้นที่รวมกว่า 300 ไร่ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Central Park ในนิวยอร์กเท่านั้น

ข้อมูลการเดินทาง

ที่ตั้ง: เมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ (ห่างจากโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร)

การเดินทาง:

  • จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟ JR Joban Line ประมาณ 70-90 นาที ถึงสถานีมิโตะ
  • จากสถานีมิโตะ นั่งรถบัสประมาณ 10 นาที หรือเดินประมาณ 20-30 นาที

ค่าเข้าชม:

  • ฤดูดอกบ๊วย (กุมภาพันธ์-มีนาคม): 300 เยน
  • ช่วงอื่นๆ: ฟรี

เวลาเปิด-ปิด:

  • กุมภาพันธ์-กันยายน: 06:00-19:00 น.
  • ตุลาคม-มกราคม: 07:00-18:00 น.

เคล็ดลับสำหรับการท่องเที่ยว

  1. วางแผนล่วงหน้า – ถ้าต้องการชมเทศกาลดอกบ๊วย ควรจองโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปลายปี เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมมาก
  2. มาเช้า – จะได้บรรยากาศที่เงียบสงบและแสงสวยสำหรับถ่ายรูป
  3. ใช้เวลาให้เพียงพอ – แนะนำให้จัดเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงเพื่อเดินชมสวนอย่างเต็มที่
  4. แวะโคโดะคัง – โรงเรียนแบบดั้งเดิมที่อยู่ใกล้สวน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ
  5. ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น – อย่าลืมลองนัตโตะ (ถั่วเหลืองหมัก) ซึ่งเมืองมิโตะมีชื่อเสียงในเรื่องนี้

เส้นทางแนะนำรอบๆ สวน

เมืองมิโตะไม่ได้มีแค่สวนไคระคุเอ็งเท่านั้น คุณสามารถต่อเที่ยวได้ที่:

  • โคโดะคัง – โรงเรียนแบบดั้งเดิมที่ก่อตั้งโดยโทกูงาวะ นาริอากิ
  • ซากปราสาทมิโตะ – ชมประวัติศาสตร์ของตระกูลโทกูงาวะ
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิบารากิ – สำหรับผู้รักงานศิลปะ
  • ตลาดปลาสดนาคาโยชิ – ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ

ทำไมควรไปสวนไคระคุเอ็ง

สวนไคระคุเอ็งเป็นสถานที่ที่ผสมผสานความงามตามธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และปรัชญาญี่ปุ่นไว้อย่างลงตัว แม้จะไม่ใช่จุดหมายยอดนิยมอย่างโตเกียวหรือเกียวโต แต่กลับมอบประสบการณ์ที่แท้จริงและเงียบสงบกว่า เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสญี่ปุ่นในแบบที่แตกต่าง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทัวร์ญี่ปุ่นที่ไม่ธรรมดา การเพิ่มสวนไคระคุเอ็งในรายการท่องเที่ยวของคุณจะทำให้การเดินทางครั้งนี้มีความพิเศษและน่าจดจำยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงฤดูดอกบ๊วยบาน ที่คุณจะได้สัมผัสกับความงามที่ญี่ปุ่นภาคภูมิใจนำเสนอให้กับโลก


บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนทัวร์ญี่ปุ่นและต้องการสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ๆ นอกเหนือจากเส้นทางยอดนิยม

อิบะระกิ เมืองท่องเที่ยวสุดมนต์เสน่ห์ใกล้โตเกียว ที่ควรเพิ่มในลิสต์ทัวร์ญี่ปุ่น

หากคุณกำลังวางแผนจัดทัวร์ญี่ปุ่นครั้งต่อไป และต้องการสถานที่ที่แตกต่างจากเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไป จังหวัดอิบะระกิ (Ibaraki) คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียวเพียง 2 ชั่วโมง จังหวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม สถานที่ท่องเที่ยวน่าประทับใจ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ยังคงความเป็นต้นฉบับ

ทำไมต้องเที่ยวอิบะระกิ?

อิบะระกิเป็นจังหวัดที่ผสมผสานความสวยงามของธรรมชาติเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีทั้งภูเขา ทะเล สวนดอกไม้ และแลนด์มาร์กสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทคุงาวะผู้ปกครองญี่ปุ่นในยุคเอโดะ สิ่งที่ทำให้อิบะระกิพิเศษคือบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่แออัดเหมือนเมืองใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง

จุดท่องเที่ยวไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด

1. ฮิตาจิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park)

หนึ่งในจุดท่องเที่ยวระดับไอคอนิกของอิบะระกิที่นักท่องเที่ยวทัวร์ญี่ปุ่นต้องแวะมา สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 190 เฮกตาร์แห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจากทุ่งดอกเนโมฟีลา (Nemophila) สีฟ้าสดใสที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนเมษายน จนกลายเป็นทะเลสีฟ้าที่สวยงามจนหยุดหายใจ นอกจากนี้ยังมีดอกไม้สีสันสดใสตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป ดอกคอสมอส หรือโคเชียสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

2. ภูเขาสึคุบะ (Mount Tsukuba)

แลนด์มาร์กสำคัญของอิบะระกิที่มีความสูง 877 เมตร มักถูกเรียกว่า “ฟูจิแห่งภูมิภาคคันโต” ภูเขาแห่งนี้มียอดคู่ที่สวยงาม คือยอดนันไต (Nantai) และยอดนิโยไต (Nyotai) นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าหรือกระเช้าลอยฟ้าเพื่อชมวิวพาโนรามา 360 องศา รวมถึงโตเกียว ภูเขาไฟฟูจิ และมหาสมุทรแปซิฟิกในวันที่อากาศแจ่มใส ยอดเขาแห่งนี้ยังมีศาลเจ้าโบราณและเส้นทางเดินป่าที่น่าสำรวจ

3. สวนไคราคุเอ็น (Kairakuen Garden)

หนึ่งในสามสวนสวยที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมิโตะ (Mito) เมืองหลวงของจังหวัด สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1842 และมีชื่อเสียงในเรื่องของดอกบ๊วยกว่า 3,000 ต้น ที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นในช่วงต้นปี นอกจากดอกบ๊วยแล้ว สวนแห่งนี้ยังมีต้นซากุระและต้นเมเปิลที่สวยงามในแต่ละฤดูกาล

4. น้ำตกฟุคุโรดะ (Fukuroda Falls)

น้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคคันโต มีความสูง 120 เมตรและกว้าง 73 เมตร น้ำตกแห่งนี้ไหลลดหลั่นลงมา 4 ชั้น สร้างทัศนียภาพที่งดงามตระการตา จึงได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในสามน้ำตกที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกจากหลายมุมมอง โดยเฉพาะจากอุโมงค์ด้านหลังน้ำตกที่สร้างความประทับใจอย่างล้นหลาม แต่ละฤดูกาลจะมีบรรยากาศที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งเกาะในฤดูหนาว หรือใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

5. อควาเวิลด์ โออาไร (Aqua World Oarai)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก มีสัตว์น้ำมากกว่า 580 ชนิด โดยเฉพาะฉลามที่มีมากกว่า 60 ชนิด ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันฉลามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีโชว์โลมา เพนกวิน และสัตว์น้ำน่ารักอื่นๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่มาเที่ยวอิบะระกิเป็นอย่างยิ่ง

6. โอะชะโก (Ōarai)

เมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงด้านอาหารทะเลสด โดยเฉพาะปลาดิบและปูหิมะ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าโออาไรอิโสซากิ (Ōarai Isosaki Shrine) ที่มีประตูโทริอิตั้งอยู่กลางทะเล เป็นจุดถ่ายภาพสุดอิมเพรสชั่นที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเช็คอิน

ของอร่อยที่ต้องลอง

อิบะระกิเป็นจังหวัดเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ผลิตผักและผลไม้คุณภาพดีมากมาย อย่าพลาดการลิ้มลองนัตโตะ (ถั่วเหนียวหมัก) จากเมืองมิโตะ ซึ่งถือเป็นนัตโตะที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีเนื้อฮิตาจิ (Hitachi Beef) คุณภาพพรีเมียม หอยแครงโออาไร เมล่อนอิบะระกิที่หวานฉ่ำ และข้าวโคชิฮิคาริที่ปลูกในท้องถิ่น

การเดินทาง

จากโตเกียว สามารถเดินทางไปอิบะระกิได้สะดวกด้วยรถไฟ โดยใช้สาย JR Joban Line หรือ Tsukuba Express ไปยังเมืองต่างๆ ในจังหวัด เช่น มิโตะ ซึกุบะ และสึชิอุระ หากเดินทางด้วยทัวร์ญี่ปุ่นแบบมีคนขับรถ ก็สามารถเดินทางด้วยรถบัสหรือรถเช่าได้สะดวก ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงจากโตเกียว

เมื่อไหร่ควรไป?

แต่ละฤดูกาลในอิบะระกิมีเสน่ห์แตกต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) เป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการชมดอกบ๊วย ดอกซากุระ และดอกเนโมฟีลาที่ฮิตาจิ ซีไซด์ พาร์ค ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) เหมาะกับกิจกรรมชายหาด ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) สวยงามด้วยใบไม้เปลี่ยนสีและดอกโคเชีย และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ก็มีเสน่ห์ของน้ำตกน้ำแข็งและบรรยากาศหนาวเย็น

สรุป

อิบะระกิเป็นจุดหมายปลายทางที่ลงตัวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ใหม่นอกเหนือจากเมืองใหญ่ ไม่ว่าคุณจะชอบธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหารอร่อย หรือแค่ต้องการบรรยากาศที่เงียบสงบ จังหวัดแห่งนี้มีครบทุกอย่าง เพิ่มอิบะระกิในแพลนทัวร์ญี่ปุ่นครั้งต่อไปของคุณ แล้วคุณจะได้พบกับอีกหนึ่งมิติของความงามและเสน่ห์แห่งญี่ปุ่นที่แท้จริง

ระยะเวลาที่แนะนำสำหรับการเที่ยวอิบะระกิคือ 2-3 วัน เพื่อให้มีเวลาสำรวจจุดท่องเที่ยวหลักและดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบของจังหวัดแห่งนี้อย่างเต็มที่ หากคุณกำลังวางแผนเดินทาง ทัวร์ญี่ปุ่นที่รวมเส้นทางอิบะระกิไว้จะทำให้คุณได้สัมผัสญี่ปุ่นในอีกแบบที่แตกต่างและน่าจดจำอย่างแน่นอน

คิโยซาโตะและโฮคุโตะ : มนต์เสน่ห์แห่งราบสูงญี่ปุ่นที่ห้ามพลาด

สวรรค์แห่งธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่าย

คิโยซาโตะ หนึ่งในแหล่งพักร้อนที่โดดเด่นของญี่ปุ่น นั่งรถไฟหรือรถบัสจากโตเกียวประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง ราบสูงคิโยซาโตะที่กว้างใหญ่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1200 m อยู่ที่เชิงเขาทางใต้ของยัตสึงาตาเกะ สถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นอย่างมาก เนื่องจากความสะดวกในการเดินทางและทัศนียภาพที่งดงาม

เมืองโฮคุโตะ (Hokuto City) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคิโยซาโตะ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของจังหวัดยามานาชิ แห่งนี้มีจุดท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจอยู่มากมายอาทิเช่นฟาร์มปศุสัตว์แบบตามชนบท, พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งป่าไม้, การเดินป่าเป็นต้น ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติ

Sun Meadows คิโยซาโตะ : จุดหมายหลักที่ไม่ควรพลาด

คิโยซาโตะ เทอร์เรซ (Kiyosato Terrace)

ทั้งในฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง นักท่องเที่ยวสามารถผ่อนคลายที่คิโยซาโตะ เทอร์เรซและชื่นชมทัศนียภาพที่น่าทึ่งจากระดับความสูง 1,900 เมตร พร้อมด้วยทัศนียภาพอันยอดเยี่ยมของภูเขาฟูจิและราบสูงโนะเบะยะมะ

การเดินทางขึ้นสู่จุดชมวิวนี้ใช้เวลาเพียง 10 นาทีด้วย Panorama Lift ที่มีความยาว 1,100 เมตร ซึ่งการเดินทางด้วยลิฟต์นี้เองก็เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เนื่องจากจะได้ชมทัศนียภาพของราบสูงคิโยซาโตะและโนะเบะยะมะ รวมถึงเทือกเขาชิชิบุ

กิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งปี

ฤดูร้อนและฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

  • กิจกรรม Gravity Carts ซึ่งเป็นรถเลื่อนที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ มีทั้งเส้นทางสำหรับมือใหม่และมืออาชีพ
  • การชมดอกไม้นานาชนิดตามฤดูกาล
  • กิจกรรมพายเรือคายัคในช่วงฤดูร้อน
  • การชมดาวยามค่ำคืนที่ความสูง 1,900 เมตร

ฤดูหนาว ในช่วงฤดูหนาว Sun Meadows คิโยซาโตะ จะกลายเป็นสกีรีสอร์ทที่ทั้งมือใหม่และผู้เล่นสกีที่มีประสบการณ์สามารถเพลิดเพลินได้ นอกจากสกีและสโนว์บอร์ดแล้ว ยังมีสวนสนุกแฟนตาซีที่คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์หลากหลายกับอุปกรณ์หิมะ ลานเลื่อนหิมะยาว 100 เมตร และพื้นที่ Up Ride ที่มีเส้นทางท้าทายขึ้น-ลง

ประสบการณ์การชมดาว

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการเดินทางมาที่นี่คือการชมดาว Star Round Yatsugatake เป็นชื่อเรียกสำหรับเวลาและสถานที่ในการชมดาวในพื้นที่รอบๆ ยัตสึงาตาเกะ (โฮคุโตะ จังหวัดยามานาชิ และเมืองต่างๆ ในจังหวัดนากาโนะ)

ด้วยความสูงและอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้พื้นที่นี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการชมดาว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมทัวร์ชมดาวพร้อมไกด์ หรือนั่งรถไฟ HIGH RAIL Hoshizora ที่มีแกลเลอรี HIGH RAIL ให้ผู้โดยสารได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์และชมวิดีโอท้องฟ้าดาวฉายบนเพดาน

อาหารและร้านอาหารที่น่าลิ้มลอง

Restaurant Sundance

ร้านอาหาร Sundance ที่เชิงเขา เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์ธรรมชาติคิโยซาโตะโคเก็น ที่ใช้ผักสดใหม่ที่ส่งตรงจากเกษตรกรท้องถิ่น เมนูต้นตำรับมากมายรวมสลัดและอาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆ ถูกแบ่งออกเป็นหกส่วนต่างๆ ตามธีม

คิโยซาโตะ คาเฟ่

ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถเข้าถึงได้ด้วย Flower Lift ที่คาเฟ่ สามารถเพลิดเพลินกับขนมหวานอร่อยที่จะช่วยรักษาจิตใจและร่างกาย

วิธีการเดินทาง

จากโตเกียว

รถไฟ:

  • ขึ้นรถด่วนลิมิเต็ดเอ็กซ์เพรสอาซูสะ JR จูโอฮอนเซ็น จากสถานีชินจูกุมาลงที่โคะบุจิซาวะ ขึ้นเปลี่ยนรถเป็น JR โคอุมิเซ็น
  • ชินคันเซ็นจากโตเกียว: ขึ้นรถโฮะคุริคุชินคันเซ็นจากสถานีโตเกียวมาลงที่สถานีซาคุไดระ ขึ้นเปลี่ยนรถเป็น JR โคอุมิเซ็น

รถบัส: ขึ้นรถบัสที่วิ่งตรงจากชินจูกุที่สถานีขนส่ง “บัสต้าชินจูกุ” ของสถานีชินจูกุประมาณ 3 ชั่วโมง

การเดินทางในพื้นที่

คิโยซาโตะปิกนิกบัส: จากสถานีคิโยซาโตะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ช่วงเวลาในการเดินรถ ช่วงปลายเดือนเมษายน – ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ค่าขึ้นรถ 500 เยนต่อ 1 ครั้ง, ตั๋วท่องเที่ยว 1 วันราคา 1000 เยน

ข้อมูลการเข้าชม

Sun Meadows คิโยซาโตะ

ฤดูเขียว (คิโยซาโตะเทอร์เรซ): ต้นเดือนเมษายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน

ฤดูหนาว (ลานสกี): ช่วงกลางเดือนธันวาคม – ช่วงต้นเดือนเมษายน

ค่าลิฟต์:

  • อายุมากกว่าระดับนักเรียนมัธยมตอนต้น 1300-1500 เยน, อายุมากกว่า 3 ปี 800-900 เยน (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา)

ที่พักและการบริการ

พื้นที่รอบๆ คิโยซาโตะและโฮคุโตะมีที่พักหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรงแรมสไตล์ยุโรป เพนชั่น ไปจนถึงคอทเทจท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาด้วยแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นหรือเดินทางด้วยตัวเอง

เหตุผลที่ควรเลือกคิโยซาโตะและโฮคุโตะ

  1. เข้าถึงได้ง่าย: ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงจากโตเกียว
  2. กิจกรรมตลอดทั้งปี: ทั้งชมดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ เล่นสกีในฤดูหนาว และชมดาวยามค่ำคืน
  3. ทัศนียภาพสุดตระการตา: วิวภูเขาฟูจิและเทือกเขาแอลป์ใต้
  4. อาหารท้องถิ่นคุณภาพสูง: ผักสดจากฟาร์มท้องถิ่น
  5. เหมาะสำหรับครอบครัว: มีกิจกรรมสำหรับทุกวัย

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างในทัวร์ญี่ปุ่น คิโยซาโตะและโฮคุโตะคือคำตอบที่ลงตัว ด้วยธรรมชาติอันงดงาม อากาศบริสุทธิ์ และกิจกรรมที่หลากหลาย ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน

ยามานาชิ จังหวัดสวรรค์แห่งภูเขาฟูจิ ปลายทางสุดฮิตสำหรับทัวร์ญี่ปุ่น

ยามานาชิ (Yamanashi) จังหวัดที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามและเป็นที่ตั้งของภูเขาฟูจิ สัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ด้วยความงดงามของทิวทัศน์ภูเขาที่ล้อมรอบ ผลไม้หวานชุ่มฉ่ำ และออนเซ็นคุณภาพเยี่ยม ทำให้ยามานาชิกลายเป็นปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมทัวร์ญี่ปุ่น ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม

ทำความรู้จักยามานาชิ

จังหวัดยามานาชิตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุ ประตูทางเหนือสู่ภูเขาฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น และยังเป็นบ้านของภูเขาคิตะที่สูงเป็นอันดับสอง ด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบต่ำล้อมรอบด้วยภูเขาสีเขียวมรกต ทำให้เป็นสวรรค์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง

สภาพอากาศที่เป็นหย่อมและความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ยามานาชิเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น โดยเฉพาะลูกพีช องุ่น และลูกพลัม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1870

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในยามานาชิ

ภูเขาฟูจิและทะเลสาบ 5 แห่ง (Fuji Five Lakes)

เส้นทางโยชิดะ เส้นทางหลักในการปีนขึ้นสู่จุดสูงสุดของภูเขาฟูจิ เริ่มต้นที่จังหวัดยามานาชิ ทะเลสาบทั้ง 5 แห่งในบริเวณโดยรอบเป็นสถานที่สำหรับสำรวจป่า ถ้ำ พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ และอาหารท้องถิ่น

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) ยามานาโกะ (Yamanakako) โชจิโกะ (Shojiko) โมโตสุโกะ (Motosuko) และไซโกะ (Saiko) ตั้งอยู่ตามแนวตีนเขาด้านเหนือของฟูจิ โดย คาวากุจิโกะ เป็นประตูหลักสู่ภูมิภาคนี้ ผู้ที่เดินทางด้วยทัวร์ญี่ปุ่นมักเลือกฐานที่พักในบริเวณนี้เพื่อชมวิวภูเขาฟูจิที่สวยที่สุด

หุบเขาโชเซนเคียว (Shosenkyo Gorge)

หุบเขาโชเซนเคียวที่อยู่ทางเหนือของสถานีโคฟุ เป็นหนึ่งในหุบเขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น มีทิวทัศน์อันน่าทึ่งของธรรมชาติโดยรอบ หินแปลกตา และภูเขาฟูจิในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นเวลาที่สวยงามที่สุด เมื่อต้นไม้ผสมผสานกันด้วยสีแดง ส้ม และเหลือง

น้ำตกเซนกะตากิ (Sengataki) ตั้งอยู่ที่เชิงเขาของก้อนหินสูงใหญ่ในหุบเขาโชเซนเคียว มีความสูงประมาณ 30 เมตร และเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของหุบเขา

ฟูจิคิว ไฮแลนด์ (Fuji-Q Highland)

ฟูจิคิว ไฮแลนด์ สวนสนุกดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น มีรถไฟเหาะที่ท้าทายที่สุดในโลกและบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุด เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับครอบครัวที่เดินทางด้วยทัวร์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้น

ออนเซ็นอิซาวะ (Isawa Onsen)

ออนเซ็นหลายแห่งในพื้นที่ฟุเอฟุกิ โดยเฉพาะอิซาวา ออนเซ็นเป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียง อิซาวะ ออนเซ็น สตรีทรวบรวมสองความสุขอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นไว้ในสถานที่อันงดงามที่ล้อมรอบด้วยภูเขา คือ การแช่น้ำพุร้อน และการชมซากุระ

กิจกรรมไม่พลาดในยามานาชิ

เก็บผลไม้ตามฤดูกาล

ยามานาชิมีชื่อเสียงในฐานะจังหวัดที่ผลิตผลไม้มากที่สุดในญี่ปุ่น และคุณสามารถเพลิดเพลินกับการเก็บผลไม้ตลอดทั้งปี ลูกพีช องุ่น และสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ยอดนิยม หลายทัวร์ญี่ปุ่นจะจัดกิจกรรมเก็บผลไม้เป็นไฮไลท์พิเศษ

ชิมไวน์โคชู

ยามานาชิเริ่มผลิตไวน์ในปี 1870 หลังจากที่ชาวท้องถิ่นคนหนึ่งกลับจากฝรั่งเศสพร้อมกับศิลปะการผลิตไวน์ พื้นที่รอบโคชูและคัตสึนุมะเต็มไปด้วยไร่องุ่นบนเนินเขาที่เสนอทัวร์ การชิมไวน์ และทิวทัศน์อันกว้างไกลของอ่างโคฟุ

การปีนภูเขาฟูจิ

การปีนขึ้นสู่จุดสูงสุดเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นสิ่งที่คุณควรทำก่อนตาย! มีเส้นทางหลายเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขา และคุณสามารถเลือกเส้นทางได้ตามประสบการณ์และสุขภาพร่างกาย

อาหารท้องถิ่นห้ามพลาด

โฮโต (Hoto)

โฮโต เส้นก๋วยเตี๋ยวที่คล้ายกับอุด่อน แต่ทำจากแป้งเดียวกับเกี๊ยวซ่า เส้นนุ่ม ให้ความอบอุ่น มักเสิร์ฟพร้อมกับผักในน้ำซุปมิโซะเข้มข้น เป็นอาหารที่ต้องลองเมื่อมาเยือนยามานาชิ

ผลไม้สด

ยามานาชิปลูกพีชหลายสายพันธุ์ที่สามารถเพลิดเพลินได้ในช่วงเวลาต่าง ๆ ของปี เช่น ฮิคาวะ ฮะคุโฮ ซึ่งมีขนาดเล็กและหวาน และ ฮะคุโฮ ที่มีน้ำหวานอร่อย

การเดินทางไปยามานาชิ

คุณสามารถเดินทางไปยังพื้นที่ยามานาชิด้วย JR โทไคโดะ ชินคันเซ็นจากโตเกียว เคียวโต โอซาก้า นาโกย่า และอื่น ๆ รวมทั้งรถไฟ JR ปกติ รถบัสทางหลวง และรถยนต์ สถานีชินจูกุเป็นจุดเริ่มต้นปกติสำหรับการเดินทางไปยามานาชิ

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมทัวร์ญี่ปุ่นจัดกลุ่ม การเดินทางจะสะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากมีรถทัวร์นำเที่ยวและไกด์ท้องถิ่นคอยให้ข้อมูลตลอดการเดินทาง

เมื่อไหร่ควรไปยามานาชิ

หากคุณต้องการสัมผัสทิวทัศน์อันงดงามของยามานาชิ ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในการเยือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน คุณจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันน่าทึ่งของหุบเขาที่ประดับด้วยใบไม้เปลี่ยนสีและทิวทัศน์อันน่าหลงใหลของภูเขาฟูจิ

อย่างไรก็ตาม ยามานาชิมีเสน่ห์ในทุกฤดูกาล – ฤดูใบไม้ผลิมีซากุระ ฤดูร้อนเหมาะสำหรับปีนภูเขา และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมยอดฟูจิอันงดงาม

สรุป

ยามานาชิเป็นจังหวัดที่ผสมผสานความงามของธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการชมภูเขาฟูจิอันเป็นสัญลักษณ์ การแช่ออนเซ็นผ่อนคลาย การชิมผลไม้หวานฉ่ำ หรือการสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมดั้งเดิม ทุกกิจกรรมล้วนมอบความประทับใจที่ไม่รู้ลืม

สำหรับผู้ที่วางแผนเข้าร่วมทัวร์ญี่ปุ่น ยามานาชิควรอยู่ในรายการสถานที่ที่ต้องไป เพราะเป็นประสบการณ์ที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงเสน่ห์แท้จริงของธรรมชาติและวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเดินทางแบบทัวร์จัดหรือเที่ยวอิสระ ยามานาชิพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความอบอุ่นและความงดงามที่หาที่เปรียบมิได้

เที่ยวซะกะ คิวชู: จังหวัดเล็กแสนน่ารักใจกลางเกาะคิวชู

จังหวัดซะกะ (Saga) บนเกาะคิวชูเป็นอัญมณีที่ซ่อนตัวอยู่ในใจกลางญี่ปุ่น ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรมดั้งเดิม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่น สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจัดทัวร์ญี่ปุ่น ซะกะคือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

ทำไมต้องเลือกซะกะ?

ซะกะตั้งอยู่ในตอนตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะคิวชู มีความโดดเด่นในด้านธรรมชาติที่น่าพิศวง ประวัติศาสตร์ และศิลปะ โดยมีชื่อเสียงในฐานะบ้านเกิดของเซรามิกในญี่ปุ่น จังหวัดที่เล็กที่สุดในคิวชูแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่หาได้ยากในที่อื่น และเป็นจุดหมายปลายทางในทัวร์ญี่ปุ่นที่เหมาะสำหรับนักเดินทางทุกวัย

การเดินทางไปซะกะ

การเดินทางไปซะกะทำได้หลายวิธี:

  • ทางอากาศ: บินตรงจากสนามบินฮาเนดะในโตเกียวใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง
  • ทางรถไฟ: จากสถานีฮาคาตะ (Hakata) ในฟุกุโอกะ ใช้เวลาประมาณ 35 นาทีด้วยรถไฟ JR Kamome หรือ JR Midori
  • ทางรถบัส: มีรถบัสตรงจากท่าขนส่งฮาคาตะไปยังสถานีซะกะ

สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์

1. เมืองเซรามิกแห่งอาริตะ (Arita)

อาริตะและอิมาริผลิตงานเซรามิกและพอร์ซเลนที่สวยงามจนคุณอาจสงสัยว่าจะใส่กี่ชิ้นลงในกระเป๋าได้ เมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดของงานปั้นญี่ปุ่น ที่ควรไปเยือนในแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น ได้แก่:

  • ศาลเจ้าซูเอยามะ (Sueyama Shrine): มีประตูโทริอิขนาดใหญ่ทำจากพอร์ซเลน ซึ่งแตกต่างจากโทริอิทั่วไปที่เป็นสีแดง โทริอินี้เป็นสีน้ำเงินและสีขาวตกแต่งอย่างสวยงามในแบบอาริตะแวร์
  • อาริตะ พอร์ซเลน พาร์ค: ออกแบบตามสถาปัตยกรรมเยอรมันศตวรรษที่ 18 พร้อมพิพิธภัณฑ์และโรงเบียร์สาเก

2. ปราสาทคาราสึ (Karatsu Castle)

คาราสึเป็นเมืองชายฝั่งขนาดเล็กในภาคเหนือของจังหวัดซะกะ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรวมทั้งชายหาดสวยงาม ถ้ำ ปราสาท และตลาดปลา ปราสาทแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองและเป็นจุดชมวิวที่สำคัญในเส้นทางทัวร์ญี่ปุ่น

3. ป่าสนนิจิโนะมัตซึบาระ (Nijinomatsubara)

ประกอบด้วยต้นไม้เกือบ 1 ล้านต้น และมีตำนานว่าขณะที่ฮิเดโยชิ โทโยโตมิเดินผ่านป่าแห่งนี้ เขาได้ตำหนิจักจั่นที่ส่งเสียงดัง จึงไม่มีจักจั่นร้องในป่าแห่งนี้อีกต่อไป

4. ศาลเจ้ายุโตกุ อินาริ (Yutoku Inari Shrine)

หนึ่งในศาลเจ้าอินาริที่ใหญ่ที่สุดสามแห่งในญี่ปุ่น เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดหมายยอดนิยมในทัวร์ญี่ปุ่น

5. โบราณสถานโยชิโนะงาริ (Yoshinogari)

เดินทางย้อนเวลาไปยังโบราณสถานโยชิโนะงาริ เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในสมัยยะโยอิ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์

6. สวนมิฟุเนยามะ ระคุเอน (Mifuneyama Rakuen)

สวนที่งดงามในเงาของภูเขามิฟุเนยามะ ภูเขาที่มีลักษณะคล้ายเรือ สร้างเสร็จในปี 1845 เดิมทีสร้างเป็นบ้านพักของชิเงะโยชิ นาเบชิมะ ขุนนางศักดินา สวนแห่งนี้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามในฤดูใบไม้ร่วง

กิจกรรมและเทศกาลไฮไลท์

เทศกาลบอลลูน นานาชาติซะกะ (Saga International Balloon Fiesta)

จัดขึ้นทุกปีในซะกะซิตี้เป็นเวลา 40 ปีแล้ว เป็นการแข่งขันบอลลูนอากาศร้อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นักบินจากทั่วโลกมาร่วมแข่งขัน เทศกาลนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อจัดทัวร์ญี่ปุ่น

เทศกาลคาราสึ คุนจิ (Karatsu Kunchi)

จัดขึ้นทุกฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีประวัติศาสตร์และเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของจังหวัดซะกะ เทศกาลประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นมากกว่า 400 ปี

กาตะลิมปิก คาชิมะ (Kashima Gatalympics)

การแข่งขันที่ทำบนที่ราบโคลน ผลลัพธ์คือทุกคนจะเปื้อนโคลนไปหมด จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน เป็นกิจกรรมสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์

อาหารและของดีเด่น

ซะกะบีฟ (Saga Beef)

ซะกะบีฟถือกำเนิดขึ้นในปี 1983 แต่ได้ผลักดันตัวเองให้เป็นทางเลือกที่น่าลิ้มลองเทียบเท่ากับแบรนด์ชื่อดังอย่างโกเบและมัตซึซากะ

ชาเขียวเขตอุเรชิโนะ (Ureshino Tea)

การปลูกชาเพื่อใช้ในบ้านและเทคนิคการคั่วถูกส่งผ่านโดยชาวต่างชาติที่มายังพื้นที่อุเรชิโนะในปี 1440 ชาที่ผลิตในอุเรชิโนะมีรสนุ่มและอ่อน มีตัวเต็มและกลิ่นหอม

แหล่งน้ำพุร้อน (Onsen)

ซะกะมีแหล่งน้ำพุร้อนชื่อดังหลายแห่ง เช่น:

  • ทาเคโอะ ออนเซน (Takeo Onsen): เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจและกายที่ยอดเยี่ยม
  • อุเรชิโนะ ออนเซน (Ureshino Onsen): มีน้ำพุร้อนเนื้อนุ่มที่มีชื่อเสียง

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยว

ฤดูกาลท่องเที่ยว

  • ฤดูใบไม้ผลิ: ดอกซากุระที่น่าตื่นตา ธงปลาคาร์พตามหุบเขาคาวาคามิ การเดินป่าในมิตซึเสะ และงานแฟร์เซรามิกอาริตะ
  • ฤดูร้อน: เทศกาลดอกไฟที่คาวาคามิเคียวและโนริยัว
  • ฤดูใบไม้ร่วง: เทศกาลคาราสึ คุนจิและเทศกาลบอลลูนนานาชาติ
  • ฤดูหนาว: พิธีโอฮิตากิ พิธีกรรมดั้งเดิมที่จัดขึ้นในเวลากลางคืนในฤดูหนาวเป็นส่วนหนึ่งของพิธีบูชาที่จัดขึ้นมากกว่า 300 ปี

ที่พัก

ซะกะมีที่พักหลากหลายประเภท ตั้งแต่โรงแรมสมัยใหม่ รีสอร์ทออนเซน ไปจนถึงเรียวกัน (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น) ที่จะทำให้การจัดทัวร์ญี่ปุ่นของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

สรุป

จังหวัดซะกะเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสความแท้จริงของญี่ปุ่น ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ธรรมชาติที่งดงาม ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย และกิจกรรมเป็นเอกลักษณ์ ซะกะจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการความพิเศษ

ไม่ว่าคุณจะสนใจประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ศิลปะ หรือกิจกรรมสนุกสนาน ซะกะมีทุกสิ่งที่จะทำให้การเดินทางของคุณเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจและน่าจดจำ วางแผนทัวร์ญี่ปุ่นครั้งต่อไปและมาค้นพบเสน่ห์ของซะกะ คิวชูกันเถอะ!

เที่ยวไซตะมะ มนต์เสน่ห์ลับแห่งคันโต สำหรับทัวร์ญี่ปุ่นสุดพิเศษ

จังหวัดไซตะมะ (埼玉県) แห่งภาคคันโต เป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนมองข้าม แต่แท้จริงแล้วเป็นอัญมณีลับที่น่าค้นหาสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ญี่ปุ่นแบบแท้จริง ด้วยระยะทางเพียง 30 นาทีจากโตเกียว ไซตะมะจึงเป็นทางเลือกยอดเยี่ยมสำหรับแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการผสมผสานระหว่างความทันสมัยของเมืองใหญ่กับเสน่ห์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น

กาวาโกเอะ (Kawagoe) – เมืองเก่าแห่งยุคเอโดะ

กาวาโกเอะ หรือที่เรียกกันว่า “Little Edo” เป็นเมืองโบราณที่ยังคงรักษาบรรยากาศยุคเอโดะไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาคารคุราซึคุริ (Kura-zukuri) ที่มีอายุกว่า 200 ปี ซึ่งขณะนี้ได้ถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารท้องถิน

สำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมอาหาร กาวาโกเอะมีความโดดเด่นด้วยมันเทศปิ้ง (Imo) ในรูปแบบต่างๆ ทั้งไอศกรีมมันเทศ มันเทศทอด และขนมหวานมันเทศที่หาทานได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเทศกาลระฆังลม (Wind Chime Festival) ในช่วงฤดูร้อนที่สร้างสีสันให้กับถนนโบราณอีกด้วย

เมืองโอมิยะ (Omiya) – ศูนย์กลางการขนส่งและศิลปะบอนไซ

โอมิยะเป็นเมืองหลักของจังหวัดไซตะมะ ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 30 นาทีโดยรถไฟ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระบบขนส่งรถไฟทั้งชินคันเซ็นและรถไฟท้องถิน ทำให้เป็นจุดแวะพักที่เหมาะสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ

สิ่งที่ไม่ควรพลาดในโอมิยะคือ:

พิพิธภัณฑ์รถไฟ (The Railway Museum)

พิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งนี้จัดแสดงหัวรถจักร 36 คัน ตั้งแต่รถไฟคันแรกของญี่ปุ่นจนถึงชินคันเซ็นรุ่นล่าสุด เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับครอบครัวและผู้ที่สนใจเทคโนโลยีการขนส่งของญี่ปุ่น

หมู่บ้านบอนไซโอมิยะ (Omiya Bonsai Village)

พิพิธภัณฑ์บอนไซแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะแห่งแรกในโลกที่เชี่ยวชาญด้านบอนไซโดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวสามารถชมงานศิลปะบอนไซ สุเซกิ (หินประดับ) และภาพวาดที่เกี่ยวข้องกับบอนไซได้ในที่เดียว

ชิชิบุ (Chichibu) – ประตูสู่ธรรมชาติและวัฒนธรรมภูเขา

เขตชิชิบุตั้งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดไซตะมะ ห่างจากสถานีอิเคะบุคุโร่ประมาณ 80 นาที เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่

ไฮไลท์ของชิชิบุ:

นางาโทโระ (Nagatoro)
นางาโทโระมีชื่อเสียงในด้านการต้อนรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องแก่งที่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวสุสาบิโนะเทอร์เรซ (Susabino Terrace) บนยอดเขาโฮโดซัน ที่สามารถชมวิวภูเขาและดอกไม้ตามฤดูกาลได้อย่างสวยงาม

เทศกาลชิชิบุ (Chichibu Festival)
เทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ เป็นหนึ่งในเทศกาลที่สวยงามและมีความหมายทางวัฒนธรรมมากที่สุดของญี่ปุ่น ด้วยขบวนพาเหรดที่ประดับประดาด้วยโคมไฟนับพันดวง

ผ้าชิชิบุ เมเซ็น (Chichibu Meisen)
ผ้าไหมชิชิบุเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการทอผ้าแบบดั้งเดิมได้ที่พิพิธภัณฑ์ชิชิบุ เมเซ็นคัน

พาร์คคินชาคุดะ (Kinchakuda Park) – ใบไผ่แดงแห่งฤดูใบไม้ร่วง

พาร์คคินชาคุดะเป็นที่รู้จักดีในเรื่องการแสดงใบไผ่แดง (Higanbana) ที่สวยงามตระการตา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุมใบไผ่แดงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมคือกลางเดือนกันยายน เมื่อดอกไม้บานสะพรั่งเป็นสีแดงกุหลาบที่สวยงาม

การเดินทางไปไซตะมะ

การเดินทางจากโตเกียวไปไซตะมะสะดวกสบายมาก เหมาะสำหรับแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นแบบ day trip:

  • จากสถานีโตเกียว: ใช้เวลา 32 นาทีด้วย JR Ueno-Tokyo Line
  • จากสถานีชินจูกุ: ใช้เวลา 30 นาทีด้วย JR Shonan-Shinjuku Line
  • จากสถานีชิบูย่า: ใช้เวลา 35 นาทีด้วย JR Shonan-Shinjuku Line
  • จากสถานีอิเคะบุคุโร่: ใช้เวลา 24 นาทีด้วย JR Shonan-Shinjuku Line

อาหารและของฝากจากไซตะมะ

สำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการชิมอาหารท้องถิน ไซตะมะมีเมนูพิเศษมากมาย:

เซ็มเบะโซกะ (Soka Senbei)
เซ็มเบะเป็นขนมขบเคี้ยวญี่ปุ่นทำจากข้าว และโซกะมีชื่อเสียงเรื่องเซ็มเบะมากที่สุด มีรสชาติหลากหลาย ทั้งรสซีอิ๋ว แกงกะหรี่ และยูซุ

ตุ๊กตาอิวาทซึกิ (Iwatsuki Dolls)
ตุ๊กตาที่ทำจากผงขี้เลื่อยไม้พาโลว์เนีย แต่งตัวด้วยชุดแบบดั้งเดิม และจัดแสดงในเทศกาลเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงประจำปี

เคล็ดลับสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นในไซตะมะ

  1. ซื้อ Saitama Day Pass สำหรับเดินทางไปหลายสถานที่ในวันเดียว
  2. เดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง เพื่อชมความงามตามธรรมชาติ
  3. จองที่พักใน Omiya เป็นฐานสำหรับเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
  4. แนะนำให้เดินทางในวันธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด

สรุป

ไซตะมะเป็นจังหวัดที่ผสมผสานเสน่ห์แห่งอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่แท้จริงของญี่ปุ่น โดยไม่ต้องเดินทางไกลจากโตเกียว ไม่ว่าจะเป็นการเดินเที่ยวในย่านเก่าแก่กาวาโกเอะ การชมงานศิลปะบอนไซในโอมิยะ หรือการผจญภัยในธรรมชาติที่ชิชิบุ ทุกประสบการณ์จะทิ้งความประทับใจที่ไม่รู้ลืมไว้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ทำให้ไซตะมะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องมีในรายการทัวร์ญี่ปุ่นของคุณ