เที่ยว “พม่า” สุดแกรนด์ ทริปเดียว ครบ 5 มหาบูชาสถานของ “พม่า”

เที่ยวพม่าสุดแกรนด์
1. พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจก์โท

ก้อนหินแห่งศรัทธา บูชาสถานศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งลุ่มน้ำอิระวดี

พระธาตุอินทร์แขวน

พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ที่คนไทยคุ้นตา ภาพก้อนหินสีทองริมหน้าผาที่คุ้นตาเรามาหลายปี สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น เนื่องจากตัวหินพระธาตุ ไม่ร่วงหล่นลงไปหรือขยับจากจุดเดิม หินหนักกว่า 600 ตันก้อนนี้ ตั้งอยู่บนหน้าผาหินบนภูเขาปองลอง เขตเมืองไจ้โถ่ ในรัฐมอญของพม่า ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ว่าจะตกมิตกแหล่ เพราะมองด้วยสายตาแล้ว กว่าครึ่งของเนื้อก้อนหินนั้นยื่นออกมานอกหน้าผา แถมหน้าผายังลาดเอียงลงต่ำ มิได้ยื่นและพุ่งขึ้นสูงเหมือนภูชี้ฟ้าที่เชียงรายบ้านเรา แล้วยังมีการสร้างองค์เจดีย์ตั้งไว้บนก้อนหิน เพิ่มน้ำหนักกดทับเข้าไปอีก ชาวพม่ามีความเชื่อว่า ก้อนหินก้อนนี้ พระอินทร์ท่านจับมาแขวนไว้ ณ ตรงนี้  จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวเมียนมาร์สักการะบูชา คอยเป็นที่พึ่งทางจิตใจ มานานกว่า 1,000 ปี

2.พระมหาเจดีย์ ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

มหาเจดีย์ใหญ่ที่สุดของพม่า กลางเมืองหลวง

มหาเจดีย์ ชเวดากอง

เป็นสถานที่ไหว้พระที่พม่า ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” นั้นเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เป็นมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น บนยอดสุดของพระเจดีย์ และมีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด เจดีย์มีความสูงถึง 326 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าโอกะลาปะ เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1100 กิโลกรัม ชาวมอญและชาวพม่า ถือการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากอง จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บริเวณโดยรอบจะมีการนั่งทำสมาธิ เดินประทักษัณรอบองค์เจดีย์ เป็นต้น ผู้ที่เข้ามานมัสการ หรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้งเมื่อมาถึงทางเข้า ให้เดินตามเข็มนาฬิกา ขึ้นอยู่กับดวงวันเกิดของผู้เข้าที่จะดูตาม 12 นักษัตรรอบๆ

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ของเจดีย์ชเวดากอง คือบริเวณที่เป็นลานอธิษฐาน จุดที่บุเรงนอง มาขอพรก่อนออกรบทุกครั้ง  ซึ่งคือลานอธิษฐานในปัจจุบันนั่นเอง   นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเอง จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อีกด้วย

การสักการะมหาเจดีย์ชเวดากอง เราจะแนะนำให้ไปช่วงเช้า หรือ เย็นไปจนถึงค่ำ เพราะเราต้องถอดรองเท้าเดินรอบ องค์พระมหาเจดีย์ ถ้ามาในช่วงค่ำ เราจะพบชาวพม่า มานั่งสมาธิ สวดมนต์ จุดประทีปถวายองค์พระมหาเจดีย์ เพิ่มความสงบ และความขลังในการสักการะบูชาเข้าไปอีก  ในบริเวณรอบเจดีย์ จะมีพระประจำวันเกิดตั้งอยู่ โดยแต่ละวันจะมีรูปปั้นเป็นสัญลักษณ์ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่ออกเพราะมีเขียนชื่อวันกำกับไว้ทั้งภาษาพม่าและภาษาอังกฤษ ดังนี้

    • วันอาทิตย์(ตะนิ้นกะหนู่เอเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นครุฑ
    • วันจันทร์ (ตะนิ้นลาเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นเสือ
    • วันอังคาร (เอ็งก่าเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นสิงห์
    • วันพุธกลางวัน (บูดาหู้) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นช้างมีงา
    • วันพุธกลางคืน (ราหูเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นช้างไม่มีงา
    • วันพฤหัสบดี (จ่าฏ่าบเดเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นหนูใหญ่หางสั้น (คล้ายอ้น)
    • วันศุกร์ (เฏ้าจ่าเนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นหนูหางยาว
    • วันเสาร์ (เสน่ห์เนะ) – มีสัญลักษณ์เป็นรูปปั้นพญานาค

เวลารดน้ำ ให้ไหว้พระก่อน อธิษฐาน แล้วตักน้ำรดพระพุทธรูปหินอ่อน และเทพเทวดาที่ยืนอยู่หลังพระหินอ่อน เสร็จแล้วก็รดน้ำสัตว์ประจำวันเกิด โดยให้รดเป็นจำนวนเท่ากับอายุของเรา +1 เป็นการถือเคล็ดเพื่อเสริมสิริมงคล …. (รีบไปกันตอนนี้ จะได้ไม่ต้องรดเยอะมาก)

 

3.พระมหาธาตุเจดีย์ ชเวมอดอ เมืองหงสา 

ชาวไทยคุ้นกับที่นี่ในชื่อ พระธาตุมุเตา

เจดีย์ชเวมอร์ดอร์

พระธาตุมุเตา แปลว่า “จมูกร้อน” ทั้งนี้เพราะกล่าวกันว่าพระมหาธาตุองค์นี้สูงมาก จนต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดด ทั้งนี้เนื่องจากพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอนั้นเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในพม่า (พระเจดีย์สูง 114 เมตร สูงกว่า พระเจดีย์ชเวดากอง 14 เมตร) และเป็นหนึ่งในเจดีย์โบราณที่เก่าแก่มีอายุกว่า 2,600 ปี มีจุดอธิษฐานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงบริเวณยอดฉัตร

เป็นพระมหาธาตุเจดีย์สำคัญที่อยู่ในเมืองพะโค (หงสาวดี) เป็นเจดีย์โบราณที่ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยมอญเรืองอำนาจ มีการบูรณะและต่อเติมอีกหลายครั้ง ภายในเจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าราชาธิราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้โปรดให้มีการหล่อระฆังจารึกไว้ที่ฐาน  เวลาขอพรให้เอามือและหน้าผากไปแตะที่พระธาตุองค์เดิมที่หัก แล้วอธิษฐาน หลายคนมักจะประสบผลสำเร็จ หรือ นมัสการ ยอดเจดีย์หัก ซึ่งชาวมอญและชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถนำธูปไปค้ำกับยอดของเจดีย์องค์ที่หักลงมาเพื่อเป็นสิริมงคลซึ่งเปรียบเหมือนดั่งค้ำจุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง

4.พระมหามัยมุณี เมืองมัฑะเลย์

ที่นี่มีพิธีล้างหน้าพระ ทุกเช้ามืด

พระมหามัยมุนี

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย และเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คำว่า มหามัยมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ” (The Great Sage) ชาวพม่าจะเรียกว่า มหาเมียะมุนี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่

ทำไมถึงมีพิธีล้างหน้าพระทุกเช้า?

มีความเชื่อว่าพระพุทธมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะที่ได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวายโดยเวลาประมาณ 04.00 น. ของทุกวัน พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพรพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมและทานาคา รวมไปถึงการใช้ปแปรงทองแปรงพระโอษฐ์ เสมือนการแปรงพระทรต์ถวายพระพุทธเจ้า   ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริงๆ เชื่อกันว่าใครที่ได้เข้าร่วมพิธีก็จะได้มาซึ่งบุญกุศลอย่างยิ่ง

ในประเทศไทย มีองค์พระจำลองของพระมหามัยมุนี ตั้งอยู่ที่วัดหัวเวียง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และวัดพระธาตุดอยแต ตำบลเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน ซึ่งมีขนาดเท่าองค์จริง

5. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซีกอน (Shwezigon Pagoda) เมืองพุกาม

“เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ”

มหาเขดีย์ ชเวสิกอง 

เรียกกันสั้นๆ ว่า เจดีย์ชเวซีโกน, เจดีย์ชเวสิกอง เป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุด เป้นต้นแบบเจดีย์ของพม่า ตั้งอยู่บนพื้นทราย สร้างโดยพระเจ้าอโนรธา มหาราชองค์แรกภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกา บนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใด จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น

พระเจ้าอโนรธามังช่อ ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ทรงส่งราชสาส์นไปขอพระไตรปิฎก 30 คัมภีร์จากเมืองสะเทิมของพวกมอญ แต่พระเจ้ามอญพระนามว่ามนุหาไม่ทรงยินยอม เป็นเหตุให้พระเจ้าอโนรธายกกองทัพไปรบตีชนะเมืองมอญ ทรงอัญเชิญพระไตรปิฎกมายังเมืองพุกาม และได้กวาดต้อนชาวบ้านรวมทั้งกษัตริมอญให้มาเป็นเชลยศึกที่พุกาม เจดีย์ชเวสิกองสร้างแล้วเสร็๗ในรัชสมัยของพระเจ้าจันสิทธา เมื่อปี พ.ศ. 1656

เจดีย์ เป็นทรงระฆังคว่ำสูง 98 เมตร อยู่บนฐาน 3 ชั้น มีบันไดขึ้นทั้ง 4 ทิศ รูปทรงคล้ายพีระมิดที่มุมประดับเจดีย์รายที่วางบนหม้อน้ำมนต์ แต่ละชั้นมีใบเสมาขนาดเล็กเรียงเป็นราวระเบียง ท้องไม้่ของฐานประดับด้วยแผ่นดินเาเคลือบสลักเรื่องชาดก 550 ชาติ องค์ระฆังมีลวดลายคาดตรงกลาง ใต้สายคาดเป็นลายเฟื่องอุบะ เหนือสายคาดเป็นลายกรวยเชิงสามเหลี่ยม หัวระฆังมีลายพวงอุบะสามเหลี่ยมห้อยลงมา เหนือองค์ระฆังเป็นปล้องไฉน ปัทมบาทปลียอดและฉัตร องค์ระฆังหุ้มด้วยโลหะปิดด้วยทองคำเปลว (ทองจังโกหรือทองสำริดปิดด้วยทองคำเปลว) ให้อิทธพลมายังเจดีย์ของล้านนาไทยด้วย

ความอัศจรรย์ ๙ ประการของพระมหาธาตุชเวซีโกน

    • ยอดพระเจดีย์ไม่มีการใช้เหล็กเสริม
    • กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่นำไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์ จะไม่ปลิวพ้นฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์
    • เงาพระเจดีย์จะไม่ล้ำออกนอกฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ (ถ้าเงาล้ำออกไป ถือว่าเป็นลางร้าย)
    • ภายในเขตองค์พระเจดีย์ สามารถรองรับผู้แสวงบุญได้ไม่จำกัดจำนวน (ไม่เคยเต็ม)
    • มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อน ๆ ทุกเช้า (ไม่ว่าเราจะตื่นเช้าสักเพียงใด จะพบข้าวสุกในบาตรอยู่ก่อนหน้าเราเสมอ)
    • เมื่อตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยินเสียงกลองจากด้านตรงข้าม
    • แม้พระเจดีย์จะตั้งอยู่บนพื่นราบ แต่เมื่อมองจากภายนอก จะเกิดภาพลวงตาคล้ายพระเจดีย์ตั้งอยู่บนที่สูง
    • ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตขององค์พระเจดีย์
    • มีต้นพิกุล ซึ่งจะออกดอกตลอดทั้งปี (ปรกติจะออกปีละครั้ง)

 

  • เทพทันใจ(นัตโบโบยี) เจดีย์โบตาทาวน์ ย่างกุ้ง

เทพทันใจ เทพศักดิ์สิทธิ์ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในกลุ่มนักขอพรชาวไทย ว่ากันว่าทันใจ จริงๆ

เทพทันใจ

วิธีการสักการะ นัตโบโบยี หรือ พระเทพทันใจ เพื่อขอสิ่งใดแล้วสมตามความปราถนา ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย จากนั้นก็ให้เอาเงินจะเป็นดอลล่า บาท หรือจ๊าด ก็ได้ แล้วเอาไปใส่มือของนัตโบโบจี 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของนัตโบโบยี แค่นี้ท่านก็จะสมตามความปราถนาที่ตั้งใจไว้ (*โบโบยี เป็นคำกลางเรียก นัตผู้ชายที่เป็นที่เคารพนับถือ คล้ายกับคำว่า เจ้าพ่อ หรือเจ้าปู่ ที่คนไทยใช้เรียกอารักษ์แบบไทยๆ)

  • พุกาม เมืองแห่งทะเลเจดีย์ และอารยธรรมโบราณ

ชมวิวพุกาม

เมืองพุกาม เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 16  เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของประเทศพม่า โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของเจดีย์จำนวนมากกว่า 5,000 องค์ จนได้รับสมญาว่าเป็นเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์ ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้เป็นอย่างดีคนทั่วไปจึงขนานนามเมืองพุกามนี้ว่าเป็นอู่อารยธรรมของประเทศเมียนมาร์  ชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตกดิน สุดงดงาม ท่ามกลางทะเลเจดีย์ เป็นที่สุด อีก 1 สถานที่บนโลกใบนี้

  • พระราชวังบุเรงนอง พระราชวังของผู้ชนะสิบทิศ

พระราชวังบุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนองได้รับสั่งให้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง พระนเรศวรก็เคยประทับที่นี่ในระหว่างที่พระองค์ทรงเป็นองค์ประกัน พระเจ้าบุเรงนองจึงรับสั่งให้สร้างพระราชวังให้ยิ่งใหญ่ โดยกำแพงเมืองชั้นนอกมีประตูถึง 20 ประตู พื้นที่ภายในกำแพงเมืองกว้างใหญ่มาก แม้แต่ พระธาตุมุเตา ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งในกำแพงเมืองพระราชวังบุเรงนองแห่งนี้  ภายหลังพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ พระเจ้านันทบุเรงจึ่งขึ้นครองราชย์ ก็ได้ถูกศัตรูยกกองทัพมาตีหงสาวดีจนย่อยยับ เมืองถูกทำลายโดยพวกยะไข่และตองอู จนถึงเวลานี้วันเวลาผ่านไปกว่า 400 ปี สิ่งที่รัฐบาลพม่าทำได้คือ ขุดเอาซากเสาขึ้นมาเก็บ และสร้างพระราชวังเลียนแบบของเดิมทับลงไป ตัวอาคารสร้างใหม่มี 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า “กามโบสะตาหริ” หรือ “กัมโพชธานี” เป็นส่วนที่เอาไว้ว่าราชการ และส่วนที่ 2 คือ “บัลลังก์ผึ้ง” เป็นส่วนที่บรรทม แต่ด้วยความที่รัฐบาลพม่าสร้างเลียนแบบจากของจริง ทำให้พระราชวังบุเรงนอง ที่เป็นสีเหลืองทองนี่ เป็นของปลอมนั้นเอง

  • พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว  หงสาวดี

พระราชวังชเวตาเลียว

พระนอนที่สวยที่สุดในประเทศพม่า แห่งเมืองหงสา  จนได้รับฉายาว่า พระนอนตาหวาน

ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี รองจากพระมหาธาตุมุเตา และเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาว 181 ฟุต สูง 50 ฟุต สร้างโดยพระเจ้าเมงกะติปะ พ.ศ.1537 ในสมัยมอญเรืองอำนาจ มีพุทธลักษณะงดงาม โดยจะวางพระบาทเหลื่อมพระบาท ต่างจากพระพุทธไสยาสน์ของไทยที่นิยมวางพระบาทเสมอกัน

  • พระราชวัง มัณฑะเลย์  มันฑะเลย์

พระราชวังมัณฑะเลย์

มัณฑะเลย์ เป็นราชธานีสุดท้ายของพม่า เป็นจุดจบของราชวงศ์ คอง-บอง ถือได้ว่าเป็นพระราชวัง ที่สร้างอย่างอลังการมากที่สุดของพม่า แต่กลับมีอายุเพียง 28 ปี ก็เดินทางมาถึงจุดจบ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า ได้ทำการสู้รบกับอังกฤษ ถึง 3 ครั้ง ในครั้งสุดท้ายได้รับความพ่ายแพ ทำให้พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ส่วนกษัตริย์ ธีบอ ก็ถูกเนรเทศไปอินเดียจนกระทั่งสวรรคต  พระราชวัง มัณฑะเลย์ ยังโดนถล่มอีกครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากญี่ปุ่นได้ใช้ที่นี่เป็นฐาน จึงโดนกระหน่ำด้วย ระเบิด เสียจนพังยับเยิน

พระราชวังแห่งนี้สวยติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย และในปัจจุบัน มีการซ่อมแซม บางส่วนถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยทำให้คล้ายของเดิมมากที่สุด การซ่อมแซมอาจไม่ค่อยประณีต เท่าที่คนไทยเคยชิน

 

 

 

สนใจเดินทางในเส้นทางสุดยิ่งใหญ่ของพม่า สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่พนักงานขาย

สาขา กรุงเทพฯ โทร 05-612-8500                    สาขา เชียงใหม่ โทร 053-111-889

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *