ทัวร์ยุโรป GRAPES GRAND ITALY 10D 7N (TG) 

อิตาลี โปรแกรมเดียว เที่ยวครบไฮไลท์

 

Grapes Grand Italy Cover Page1

Grapes Grand Italy Cover Page2

วันแรก      ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

21.00 น.     พร้อมคณะ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 เคาน์เตอร์ D สายการบินไทย เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับดูแลด้านเอกสารและสัมภาระในการเดินทาง

 วันที่สอง    กรุงเทพฯ – กรุงโรม (อิตาลี) – เมืองปอมเปอี – เมืองเก่าปอมเปอี – ซอเรนโต้ – เกาะคาปรี

00.20 น.    นำท่านเดินทางสู่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 944 (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชม.)

06.50 น.    เดินทางถึง ท่าอากาศยานเลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน กรุงโรม ประเทศอิตาลี นำท่านผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง และพิธีการทางศุลกากรเรียบร้อยแล้ว หมายเหตุ: กรุณาเตรียมนำกระเป๋าใบเล็กและสิ่งของจำเป็น ที่แยกไว้สำหรับพักบนเกาะคาปรี 1 คืน เพื่อความสะดวกในการเดินทางข้ามเกาะ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองปอมเปอี (Pompeii) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.) เมืองชายทะเลอันงดงามริมอ่าวเนเปิลส์ ทางตอนกลางของประเทศอิตาลี เมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีก่อน เมืองที่มั่งคั่งในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงาม ด้านการค้าที่เจริญรุ่งเรือง หรือแม้กระทั่งด้านวัฒนธรรมของชาวเมืองเองก็ตาม

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

บ่าย         นำท่านเดินทางสู่ เมืองเก่าปอมเปอี (Pompeii Ruin Museum) (พร้อมไกด์ท้องถิ่นบรรยายด้านใน) ชมสภาพของเมืองเก่าที่เคยถูกทับถมอยู่ใต้ดินและชั้นลาวาที่จับตัวแข็งหนาถึง 30 ฟุต เมื่อปี ค.ศ.79 เนื่องจากการระเบิดของภูเขาไฟวิชูเวียส ที่พ่นฝุ่นควัน หิน และก๊าซพิษจำนวนมาก ทำให้ชาวเมืองหายใจไม่ออกเพราะก๊าซพิษ บางคนเสียชีวิตเพราะหินขนาดใหญ่หล่นใส่หัว ต่อมาก็เกิดฝนตกซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัด น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมือง จนชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิตในท่วงท่าสุดท้ายของตน

จากนั้นนำท่านสู่ ซอเรนโต้ (Sorrento) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที) เมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงของอิตาลี ตั้งอยู่ริมอ่าวเนเปิลส์ตอนใต้ แม้เมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เสน่ห์ของตัวเมือง ตึกและอาคารที่สร้างเล่นสีสันไปตามระดับเขา สีของท้องฟ้าครามและน้ำทะเลใส ก็ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมที่แห่งนี้ได้ไม่ขาดสาย

นำท่านนั่งเรือสู่ เกาะคาปรี (Capri Island) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) สวรรค์ของการตากอากาศของเหล่าคนดัง นับตั้งแต่ราชาแห่งแคว้น ศิลปิน นักออกแบบ ดารา นักการเมือง เรื่อยมาจนถึงมวลหมู่ดาราชื่อดัง ให้ท่านชมเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการพักผ่อน และจุดชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นบ้านเรือนที่เรียงรายไล่ไปตามลาดเขา ซึ่งงดงามจนไม่อาจละสายตาจากไปได้ นอกจากนั้น ฟากฟ้าและท้องทะเลของคาปรียังสวยสดด้วยแสงแดดอุ่นๆ เกือบทั้งปี

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Hotel Syrene , Capri หรือเทียบเท่า

              https://www.hotelsyrene.com/en/

 

วันที่สาม    เกาะคาปรี – ถ้ำบลูกร็อตโต้ – นาโปลี – โรม

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านลงเรือเล็กชมความงามของ ถ้ำบลูกร็อตโต้ (การเข้าชมถ้ำบลูกร็อตโต้นั้นขึ้นอยู่กับเรื่องระดับน้ำทะเลและสภาพอากาศ ณ วันนั้น) ถ้ำปิดที่มีปากถ้ำอยู่ในทะเล มีจุดเด่น คือ เมื่อแสงตกกระทบกับน้ำทะเลสีครามจะทำให้ภายในบริเวณถ้ำเปล่งประกายไปด้วยแสงสีน้ำเงินเข้มงดงาม จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่เกาะคาปรี

นำท่านเดินทางโดยเรือเฟอร์รี่สู่ เมืองนาโปลี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที)  เมืองท่าใหญ่อันดับสองของอิตาลีริมอ่าวเนเปิ้ล (Naples) หรือที่นิยมเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า เมืองนาโปลี เมืองที่เริ่มมีการทำพิซซาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในขณะนั้นจะใช้การทอดก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นการอบในภายหลัง ชมเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศาสตร์การทำอาหาร เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในคาบสมุทรอิตาลีมาตลอด 2,800 ปีนับแต่ก่อตั้งเมืองขึ้นมา

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารจีน

บ่าย         จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ กรุงโรม (Rome) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 30 นาที) เมืองหลวงของประเทศอิตาลี อดีตศูนย์กลางทางอำนาจ และการปกครองของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารไทย

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Marriott Hotel, Rome หรือเทียบเท่า

              www.marriott.com/hotels/

 

วันที่สี่       โรม – นครวาติกัน – มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ – โคลอสเซี่ยม (ด้านนอก) – โรมันฟอรัม (ด้านนอก) – น้ำพุเทรวี่ – บันไดสเปน – ถนนแฟชั่นเวีย คอนดอตติ

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหาร ของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ นครวาติกัน (Vatican) รัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของกรุงโรม โดยมีพระสันตะปาปาเป็นองค์ประมุข เยี่ยมชม มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica)

มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป บริเวณทางเข้าก่อนถึงตัวมหาวิหาร ท่านจะทึ่งกับความสวยงามของลานกว้างรูปไข่ที่งดงามอย่างมาก เรียกว่า เปียซซา ซาน พิเอโตร ซึ่งล้อมรอบด้วยเสา 284 ต้น และรูปปั้นนักบุญ 96 องค์ และบริเวณกลางลานจะเห็นเสาโอบิลิสก์ อายุกว่า 2,000 ปี เมื่อเข้าไปภายในโบสถ์จะพบกับรูปสลักหินอ่อนพิเอต้า (Pieta) พระแม่มารีอุ้มศพของพระเยซูอยู่บนตัก ผลงานแกะสลักหินอ่อนที่มีชื่อเสียงมากของไมเคิล แองเจโล่ ชมแท่นบูชาสำหรับพระสันตะปาปาทำพิธีมิสซา ตั้งอยู่เหนือที่ฝังศพของนักบุญปีเตอร์ และอีกหนึ่งความงดงามของสถานที่แห่งนี้คือโดมขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 42 เมตร ผสมผสานกับความงดงามของภาพวาดเฟรสโก้ภายใต้โดมขนาดใหญ่นี้ นำท่านถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โคลอสเซี่ยม (Colosseum) (ด้านนอก) ความยิ่งใหญ่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกสนามกีฬายุคโบราณที่สามารถจุคนได้ถึง 50,000 คน มีอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปี เป็นสถานที่สำหรับให้ความบันเทิงในยุคนั้น โดยจัดให้มีการต่อสู้ระหว่างนักสู้ที่เราเรียกว่า กลาดิเอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการต่อสู้ระหว่างนักโทษกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายอย่างเช่นสิงโต เสือ หมี ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลและชื่อเสียงมากมาย ส่วนผู้แพ้จะถูกตัดสินว่าให้มีชิวิตรอดหรือไม่ โดยการยกหัวแม่มือของผู้ชมหรือกษัตริย์

นำท่านสู่ โรมันฟอรัม (Roman Forum) (ชมด้านนอก) อดีตอันยิ่งใหญ่ของกรุงโรม ที่เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งการเมือง ศาสนา การค้า และการปกครองด้วย ปัจจุบันคงเหลือแต่ซากปรักหักพังแต่ก็ยังสามารถเห็นเค้าโครงของความยิ่งใหญ่ได้

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารจีน

นำชมความงามของ น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) ซึ่งมีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูนตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำพุแห่งนี้ เชื่อกันว่าผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ แล้วหันหลังใช้มือขวาโยนเหรียญข้ามบ่าซ้ายลงไปในน้ำพุแห่งนี้แล้วจะได้มีโอกาสได้มาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง

จากนี้ให้ท่านได้เดินเล่นบริเวณ บันไดสเปน (Spanish steps) ซึ่งเป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งมีทั้งหมด 138 ขั้น และยังตั้งอยู่ด้านหน้าถนนคอนดอตติ ที่นี่เต็มไปด้วยห้างหรูๆ ขายสินค้าเครื่องประดับมียี่ห้อดังๆ อีกด้วย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองฟลอเรนซ์ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. 30 นาที) เมืองหลวงของแคว้นทัสคานีต้นกำเนิดของศิลปะแบบเรอเนซองส์ อดีตศูนย์กลางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม และวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ ดินแดนที่มีเสน่ห์อันน่าหลงใหลแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันมาเยือนมากที่สุด

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Meridiana Hotel, Florence หรือเทียบเท่า

              http://www.meridiana-hotel.it/

 

วันที่ห้า            ฟลอเรนซ์ – ชมเมืองเก่าฟลอเรนซ์ – ปิซ่า – หอเอนแห่งเมืองปิซ่า

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองเก่าฟลอเรนซ์ เขตเมืองเก่า ที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกเมื่อ ปี ค.ศ.1982 ชมความยิ่งใหญ่ของสัญลักษณ์ประจำเมือง วิหารซานตา มาเรีย เดล ฟิโอเร่ (Santa Maria Dell Fiore)

วิหารของเมืองฟลอเรนซ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ใช้หินอ่อนหลายสีมาใช้ในการก่อสร้าง ทั้งสีชมพู สีเขียว และสีขาว ซึ่งนำมาผสมผสานกันได้อย่างงดงาม และอีกอย่างหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือโดมที่ท่านสามารถมองเห็นได้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ใกล้กันเป็น จตุรัสเดลลาซิญญอเรีย (Piazza Della Signoria) ที่มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเดวิด ผลงานที่มีชื่อเสียงของไมเคิล แองเจโล่ ถัดมาริมฝั่งแม่น้ำอาร์โน จะพบกับสะพานเก่าแก่ สะพานเวคคิโอ (Vecchio) ที่มีความแปลกตาก็คือจะมีร้านขายทองและอัญมณีอยู่ทั้งสองข้างสะพาน

 เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

บ่าย         เดินทางสู่ เมืองปิซ่า (Pisa) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 30 นาที) ชมความมหัศจรรย์ของ หอเอนแห่งเมืองปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง สร้างด้วยหินอ่อน สูง 181 ฟุต มี 8 ชั้นโดยเริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1174 แล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ.1350 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 176 ปี สำหรับหอเอนปิซ่านี้ ภายในมีเสาหินอ่อนทีสลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคได้สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ส่วนสาเหตุที่เอียง นั้นเกิดขึ้นหลังจากเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ฐานได้ทรุดไปข้างหนึ่ง เมื่อวัดดูปรากฏว่าเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 14 ฟุต แต่ก็ยังไม่ล้ม ยังคงเอียงอยู่เช่นทุกวันนี้

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารจีน

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Grand Hotel Duomo, Pisa หรือเทียบเท่า

              http://www.grandhotelduomo.it/

 

วันที่หก            เมืองปิซ่า – เมืองลา สเปเซีย – นั่งรถไฟท้องถิ่น – หมู่บ้านมรดกโลกในเขตชิงเคว่ เทอร์เร (หมู่บ้านริโอแมกจิโอเร่ และ ชมหมู่บ้านมานาโรลา) – นั่งรถไฟท้องถิ่น – เมืองลา สเปเซีย  –เมืองโบโลญญา

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านสู่ เมืองลา สเปเซีย (La Spezia) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 20 นาที) เมืองท่าสำคัญในแคว้นลิกูเรีย (Liguria) บนชายฝั่งที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี นำท่านสู่สถานีรถไฟเพื่อเที่ยวหมู่บ้านมรดกโลกในเขตชิงเคว่ เทอร์เร (Cinque Terre) ซึ่งแปลว่า 5 หมู่บ้าน นำท่านชม หมู่บ้านริโอแมกจิโอเร่ (Riomaggiore) หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเมืองหน้าด่านในการท่องเที่ยวชิงเคว่ เทอร์เร เป็นหมู่บ้านที่มีสีสันจัดจ้านแวดล้อมไปด้วยร้านค้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยตรงที่เดินเท้าจากสถานีรถไฟมายังหมู่บ้าน ชม จตุรัสและถนนกลางเมือง บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ อาคารในบริเวณนี้มีสีสันสดใส หมู่บ้านนี้มีถนนเส้นหลักเส้นเดียวชื่อว่า Via Colombo มีร้านขายเครื่องดื่มร้านขายผักผลไม้สดๆ ร้านขนมปัง ฯลฯ

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

บ่าย         นำท่านชม จุดชมวิวหมู่บ้านริโอแมกจิโอเร่ จากตัวเมืองจะมีบันไดเดินลงไปยังอุโงค์เชื่อมกับถนนเส้นเล็กๆ สามารถเดินลงไปชมวิวหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุดและภาพที่ได้เห็นเหมือนดั่งที่เห็นในโปสการ์ดหรือโฆษณา หมู่บ้านมีสีสันสดใส ตั้งเรียงแถวซ้อนกันไปตามไหล่เขา บริเวณนั้นจะเป็นท่าเรือขนาดจิ๋วเต็มไปด้วยเรือพายที่จอดเรียงรายอยู่ (**ถ้ามีคลื่นลมแรงไม่ควรลงไปบริเวณนี้ เพราะคลื่นที่กระแทกฝั่งอาจเกิดอันตรายได้) ชมหมู่บ้านมานาโรลา (Manarola) หมู่บ้านนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 โดยชื่อหมู่บ้านแปลว่า ล้อเกวียนอันใหญ่ ซึ่งเคยใช้งานในโรงสีมาก่อน หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องอาคารบ้านเรือนสีพาสเทล เฉดสีที่ใช้ทาจะดูอ่อนหวานละมุมละไม นอกจากสีสันของอาคารที่ดูสะดุดตามแล้วยังมีจุดชมวิวที่เป็นทางเดินเลียบหน้าผาไปตามทะเล เวลามองกลับมาจะเห็นไล่สีกันสวยงามมาก ซึ่งบริเวณทางเดินชมวิวหมู่บ้านสุดอลังการ Coastal Path เป็นทางเดินเลียบหน้าผา สามารถเดินชมวิวไปตามทางได้เรื่อยๆ จนถึงสุดปลายเนินเขา ระหว่างทางมองย้อนกลับมาจะเห็นหมู่บ้านแบบมุมกว้างๆ เก็บภาพบ้านเรือนสีหวานที่ตั้งอยู่บนหน้าผาตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล ซึ่งท่าเรือชมเมืองบริเวณปลายถนนเป็นจุดชมวิวที่ยื่นออกไปในทะเล มีเรือสีสวยๆ จอดอยู่ริมทางเดินสองข้างตรงฝั่งซ้ายมีบันไดเดินลงไปเลียบไปจนถึงโขดหินที่ทำเป็นที่จอดเรือ ส่วนฝั่งขวามีทางลาดสั้นๆสามารถลงไปนั่งเล่นกับน้ำทะเลได้ด้วย บริเวณจตุรัสกลางเมืองจะคึกคักไปด้วยผู้คนที่แวะมาเพื่อนั่งพักผ่อนมีเก้าอี้และม้านั่งเตรียมไว้ให้นั่งชมวิว ที่พื้นตรงกลางถูกประดับไปด้วยกระเบื้องโมเสกรูปนก ถนนเส้นหลักของหมู่บ้านนี้ชื่อ Via Renato Biolli ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยเรือ เหมือนหมู่บ้านชาวประมงในเทพนิยายของฝรั่งเศส

ได้เวลาสมควรนำท่านนั่งรถไฟท้องถิ่นกลับสู่ สถานีรถไฟเมืองลา สเปเซีย (La Spezia) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.) จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง เมืองโบโลญญา (Bologna)  คือเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวและเป็นเมืองหลวงของ แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) 1 ใน 20 แคว้นของประเทศอิตาลี โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาโป ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี โดยตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโปกับเทือกเขาแอเพนไนน์ 

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารจีน

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Aemilia Hotel, Bologna หรือเทียบเท่า

              http://www.aemiliahotel.it/it

 

วันที่เจ็ด     เมืองโบโลญญา – เกาะเวนิส – จตุรัสซาน มาร์โค – พระราชวังดอจส์ – ล่องเรือกอนโดล่า – เวนิส เมสเตร์

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองเวนิส (Venice Mestre) (ฝั่งแผ่นดินใหญ่) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม.) เมืองหลวงของแคว้นเวเนโต จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือตรอนเคตโต้ (Tronchetto) เพื่อโดยเรือทัศนาจรสู่ เกาะเวนิส (Venice Island) เมืองในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ชมความสวยงามของ จตุรัสซาน มาร์โค (Piazza San Marco) จุดศูนย์กลางของเกาะเวนิส ที่รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ มหาวิหารซานมาร์โค (St. Mark’s Basilica) เดิมที่เป็นโบสถ์ส่วนตัวของผู้ครองเมืองในสมัยนั้น, พระราชวังดอจส์ (Doge’ s Palace), ลีโอเน่ (Lione) รูปปั้นสิงโตตัวใหญ่ติดปีกพร้อมถือหนังสือ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองเวนิส ชม สะพานถอนหายใจ ที่ทอดข้ามด้านหลังวังของผู้ปกครองเวนิสในอดีตไปยังคุกที่อยู่อีกฟากฝั่งคลอง ว่ากันว่าสะพานแห่งนี้คือจุดหายใจเฮือกสุดท้ายแห่งอิสรภาพของเหล่านักโทษ คุกแห่งนี้เป็นที่คุมขังนักรัก “คาสโนว่า ซึ่งเป็นนักโทษเพียงคนเดียวที่สามารถแหกคุกนี้หนีออกมาได้ อิสระให้ท่านเดินชมความโรแมนติกของเกาะแห่งนี้พร้อมทั้งช้อปปิ้งสินค้าที่มีชื่อเสียงมากมายอย่างเช่น เครื่องแก้วมูราโน่ ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์กลางการผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง ลิ้มรส สปาเก็ตตี้หมึกดำ เสิร์ฟพร้อมปลา กุ้ง และปลาหมึกทอด ปิดท้ายด้วยไอศครีมสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ

บ่าย         พิเศษ ! ให้ท่านได้ล่องเรือกอนโดล่า Gondola เอกลักษณ์ของเมือง และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ชมความงามสุดแสนโรแมนติกของเกาะเวนิส

อิสระให้ท่านเดินชมความโรแมนติกของเกาะแห่งนี้พร้อมทั้งช้อปปิ้งสินค้าที่มีชื่อเสียงมากมายอย่างเช่น เครื่องแก้วมูราโน่ ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์กลางการผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 ได้เดินทางกลับสู่แผ่นดินใหญ่ที่ ท่าเรือตรอนเคตโต้

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารจีน

              นำท่านเข้าสู่ที่พัก Novotel Venezia Mestre Castellana Hotel หรือเทียบเท่า

              www.accorhotels.com/gb/hotel-3307-novotel-venezia-mestre-castellana/index.shtml

 

วันที่แปด   เวนิส เมสเตร์ – เมืองเวโรน่า – เวโรน่า อารีน่า (ถ่ายภาพด้านนอก) – บ้านของจูเลียต – เมืองซีร์มิโอเน่ – มิลาน – วิหารดูโอโม่แห่งเมืองมิลาน –       แกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล –ทะเลสาบโคโม่

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองเวโรน่า (Verona) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม.) เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก เมืองจุดเริ่มต้นตำนานความรักของโรมิโอกับจูเรียต ตั้งอยู่ที่เวโรน่า ประเทศอิตาลี มีขนาดรองลงมาจากเวนิสและยังได้รับสมญานามว่า “Little Roman” เพราะยังคงสภาพสิ่งก่อสร้างจากสมัยโรมันไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำท่านถ่ายภาพด้านหน้า เวโรน่า อารีน่า (Verona Arena) โรงละครกลางแจ้งแบบโรมัน ลักษณะเหมือนโคลอสเซี่ยมที่กรุงโรมแต่ขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้เวโรนาเป็นเมืองแห่งความรัก ที่มีเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาวของสองตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ มองตากิว (โรมิโอ) และ คาปูเล็ต (จูเลียต) เมื่อ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ เอาเรื่องราวของโรมิโอกับจูเลียต มาเขียนเป็นบทละครเวทีที่มีชื่อเสียง จึงทำให้ตำนานของ โรมีโอกับจูเลียต และเมืองเวโรนา จึงโด่งดังมากขึ้นและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเมืองเวโรน่าเพิ่มมากขึ้น

จากนั้นนำท่านนำท่านชม บ้านของจูเลียต (Casa Di Giulietta) บ้านเลขที่27 ถนน Via Cappello Casa Di Giulietta ซึ่งแท้จริงแล้วบ้านหลังนี้เคยเป็นของตระกูล Cappello เป็นความบังเอิญที่ชื่อตระกูลคล้าย กับตระกูล CAPULET ของจูเลียต แต่ด้วยความที่กระแสของละครเวทีดัง นักท่องเที่ยวจึงอินกับเรื่องราวของโรมิโอกับจูเรียต บ้านหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้ทำการปรับปรุงใหม่ในศตวรรษที่ 20 โดยเพิ่มระเบียงซึ่งเป็นที่ที่โรมิโอสารภาพรักกับจูเลียตในบทประพันธ์ อีกทั้งยังเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวจากทั่วโลกพากันมายืนที่ริมระเบียงแห่งนี้ และดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เขียนขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนเพื่อจินตนาการถึงชายหนุ่มที่ชื่อโรมิโอ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองซีร์มิโอเน่ (Sirmione) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.) เป็นเมืองเก่าแก่อายุนับ 2000 ปี ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเลสาบการ์ดา (Lake Garda)

เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

บ่าย         นำท่านชม ทะเลสาบการ์ดา ชมความสวยงามของวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่เกิดจากน้ำแข็งละลายจากเทือกเขาแอลป์ ทำให้ซีร์มิโอเน่ถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบทั้งสองด้าน ถึงแม้ซีร์มิโอเน่จะเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี จากนั้นนำท่านถ่ายภาพด้านหน้าปราสาทเก่าแก่ของเมือง The Scallger of Sirmione สร้างในปี 1277 เมืองนี้เคยอยู่ในการปกครองของตระกูล Scaliger

จนได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองมิลาน(Milan) เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิตาลี  เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น นำท่านสู่จุดศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ของเมือง ชม มหาวิหารดูโอโม่แห่งเมืองมิลาน (Milan Duomo) มหาวิหารนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ที่ถือว่ามีความใหญ่โตเป็นอันดับสามของโลก เริ่มสร้างในปี 1386 แต่กว่าจะเสร็จต้องใช้เวลากว่า 400 ปี ด้านนอกมีหลังคายอดเรียวแหลมที่ทำจากหินอ่อนจำนวน 135 ยอด และมีรูปปั้นหินอ่อนจากสมัยต่างๆ กว่า 2,245 ชิ้น ยอดที่สูงที่สุดมีรูปปั้นทองขนาด 4 เมตรของพระแม่มาดอนน่าเป็นสง่าอยู่ จากนั้นนำท่านเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอีกหนึ่งที่ที่มีชื่อเสียง เป็นอาคารหรูหราทำทางเดินขนาดใหญ่คลุมด้วยช่องแสงโค้งดูสวยงามตระการตา ในแต่ละจุดตัดของทางเดินก็จะทำช่องแสงเป็นโดมโค้งดูเด่นสะดุดตา ด้านล่างนั้นขนาบข้างไปด้วยร้านค้าแบรนด์แนมต่างๆ ที่ แกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล (Galerie Victor Emmanuel) (ร้าน Prada ร้านแรกของโลก) อิสระให้ท่านได้ช้อปปิ้งตามอัธยาศัย

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำอิสระตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบโคโม่ (Lake Como) (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.) เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอิตาลี แต่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งรอบๆทะเลสาบจะมีเมืองตากอากาศกระจายตัวอยู่หลายๆเมืองที่เป็นที่นิยมทั้งกับชาวอิตาลีและชาวต่างชาติ

นำท่านเข้าสู่ที่พัก Hotel Metropole Suisse, Lake Como หรือเทียบเท่า

              www.hotelmetropolesuisse.com/

 

วันที่เก้า     ทะเลสาบโคโม่ – กรุงมิลาน – กรุงเทพฯ โดย TG 941 (14.05-05.55)

เช้า          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

           อิสระตามอัธยาศัยได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานมิลาโนมัลเปนซา กรุงมิลาน เพื่อตรวจเช็คเอกสารการเดินทางและสัมภาระเตรียมตัวเดินทางกลับ

14.05 น.    ออกเดินทางสู่กรุงเทพ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 941

 วันที่สิบ            เดินทางถึงกรุงเทพฯ

05.55 น.    เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ